|
ไขความลับ " จีโนม " กับนักวิทยาศาสตร์ไทย
|
|---|
วันนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ คุประตกุล แบ่งภาคชีวิตที่รับบทบาทและหน้าที่อันหลากหลาย
มาคุยกับเราในฐานะของ " นักวิทยาศาสตร์ " ที่มีข้อมูลเรื่อง " ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ "
ในมุมมองที่น่าสนใจ ที่สำคัญคำตอบที่ได้ไม่ซับซ้อน ยุ่งเหยิง และเข้าใจยากอย่างที่คิดค่ะ
-
อยากให้อาจารย์อธิบายคำว่า " จีโนม " ให้รู้จักอย่างง่ายๆ ค่ะ
เวลาเราพูดถึงจีโนม จริงๆ หมายถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
ซึ่งสิ่งมีชีวิตในโลกเรานี้มีส่วนหนึ่งที่เหมือนกันคือ ยีน ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัส พืช
เรื่อยมาจนถึงมนุษย์ มันคือความซับซ้อนของส่วนที่เป็นพื้นฐานชีวิต ทีนี้ของมนุษย์เราเรียกว่า
" ฮิวแมนจีโนม " แต่ที่คนมักสับสนจะมีอยู่ คำคือ โครโมโซม ยีน และดีเอ็นเอ
คำอธิบายง่ายๆ อย่างหนึ่งคือ ในเซลล์ของมนุษย์เราทุกๆ เซลล์จะมีนิวเคลียส
ในนิวเคลียสจะมีโครโมโซม ซึ่งมนุษย์เราจะมี 23 คู่ ในโครโมโซมจะมีหน้าตาเป็นเส้นยาวๆ
ซึ่งประกอบด้วยดีเอ็นเอ (เป็นสารประกอบของเคมี พวกคาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน
ออกซิเจน) โครโมโซมก็จะประกอบด้วยดีเอ็นเอมากมาย ประมาณ 3,000 ล้านตัว
ซึ่งหนึ่งตัวจะมีชื่อเป็นรหัสเรียก A C T G มี 4 ตัวคล้ายๆ อย่างนั้น
เจ้าดีเอ็นเอแต่ละตัวจะทำหน้าที่ผลิตโปรตีน ในร่างกายเราต้องการโปรตีนมากมาย
แต่ดีเอ็นเอแต่ละตัวจะผลิตได้เพียงส่วนหนึ่งของโปรตีน ซึ่งเราจะเรียกว่า ดีเอ็นเอจำนวนหนึ่ง
หรือชุดหนึ่ง และในหนึ่งชุดนี้จะผลิตโปรตีนอะไรก็ตามได้ครบสมบูรณ์ 1 ตัว เราถึงจะเรียกว่า ยีน
ในตัวมนุษย์เราจะมีดีเอ็นเอเป็นพันๆ ล้าน แต่จะมียีนประมาณ 80,000-120,000 เท่านั้น
ตรงนี้คงพอทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะครับ
-
หลายคนบอกว่า " การถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์มีมานานแล้ว " หรือคะ
จริงๆ ก็มีมานานแล้ว แต่ที่เป็นโครงการใหญ่คือ ฮิวแมนจีโนมโปรเจกต์
HUMAN GENOME PROJECT เริ่มต้นเมื่อปี 1990 และที่เป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนนี้
ซึ่งก็เป็นเพียงร่างรหัสยีนมนุษย์เท่านั้น ยังไม่สมบูรณ์ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ
ผมอยากยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ อย่างในคอมพิวเตอร์เวลาที่เราเห็นคอมพิวเตอร์
พิมพ์มาเป็นตัวหนังสือข้อความนั้นๆ ถ้าเราเจาะเข้าไปในตัวคอมพิวเตอร์ จะเห็นรหัสเป็น
ตัวเลข 0 1 0 0 1 แบบนี้นะครับ เพราะว่าคอมพิวเตอร์ทำงานโดยระบบเลข 2 ตัว
เปรียบเทียบกับกรณีของยินที่เขาประกาศมาวันนั้น จริงๆ ถ้าเราเปิดเข้าไปดูมันจะเป็นตัวหนังสือ
สมมติว่าเป็น A C P T C A TT อย่างนี้ยาวเฟื้อยเลย ซึ่งยังไม่มีใครรู้เรื่องหรือเข้าใจหมดหรอก
ตัวนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่รู้หมด อ่านได้บ้างไม่ได้บ้าง ต่อไปก็ต้องมาจับตัวพวกนี้
ว่ามันหมายความยังไงบ้าง ซึ่งก็จะเป็นขั้นตอนที่เขาจะศึกษากันต่อไป
เพราะอย่างนี้ ผมถึงบอกว่า มันยังไม่สมบูรณ์ เขาถึงใช้คำว่า " ร่างรหัสยีนส์มนุษย์ "
งานยังมีให้ทำต่ออีกมากครับ และยังไม่ถึงขั้นที่จะเอามาใช้งานได้หมดหรอก
แต่ก็คงอีกไม่นานแล้วล่ะ
-
ที่ผ่านมามีกระแสไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เยอะพอสมควร เพราะมองว่า
มีผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องของ การควบคุมธรรมชาติ
แต่ทำไมยังมีการดำเนินการต่อค่ะ
ใช่ครับ ก่อนหน้านั้นมีการคัดค้านกัน มีการเดินขบวน มีการยื่นเรื่องไปที่สหรัฐฯ
ขอให้ระงับโครงการศึกษาเกี่ยวกับยีนมนุษย์ทั้งหมดเลย เพราะเกรงว่าถ้ามนุษย์ถอดรหัสยีนได้
มนุษย์เราจะทำตัวเป็นพระเจ้า จะกำหนดไปถึงขั้นว่า อยากจะให้คนแบบไหนอยู่
คนแบบไหนไม่อยู่ในโลก
ใช่ ซึ่งมันก็กระทบต่อสิทธิของความเป็นมนุษย์อะไรต่างๆ เหล่านี้
แล้วอาจสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ขึ้นมา ก็เลยคัดค้านกัน แต่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ เขาก็ดีนะ
ก็พิจารณาทบทวน สุดท้ายก็มีการตัดสินเรื่องนี้ว่า ไม่ถึงกับห้ามการค้นคว้าศึกษานี้โดยเด็ดขาด
แต่เน้นให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง มีขอบเขตหรือข้อจำกัดในการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้
- การศึกษาเรื่องนี้ ทำให้รู้ถึงโครงสร้างของยีนต่างๆ
แล้วครอบคลุมเรื่องอะไรอีกบ้างค่ะ
จริงๆ เขาต้องการจะรู้เลยว่า กลไกลของความเป็นตัวตนของมนุษย์เป็นยังไง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไอคิว อารมณ์ จิตใจ ว่ามันขึ้นกับยีนแค่ไหนยังไง เพราะถึงวันนี้
มีการศึกษาแนวโน้มว่าจะขึ้นกับยีนมากขึ้น มีข้อมูลว่ายีนบางตัวเกี่ยวข้องกับความจำ
การเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งประโยชน์จากตรงนี้มันก็คงช่วยทำให้คนที่มีปัญหาเรื่องความจำอาจจะดีขึ้น
แต่ถ้าคนที่ปกติอยู่แล้วมันก็คงไม่ได้ช่วยอะไร
- ถ้าศึกษาต่อไปมีโอกาสทำให้รู้ถึงเรื่องของอารมณ์
จิตใจ ถึงขั้นนั้นเลยรึเปล่า
ถ้าพูดถึงอารมณ์ มันคงไปไม่ถึงตรงนั้นหรอก แต่อะไรที่เป็นนิสัยบางอย่าง
บุคลิกบางอย่างก็อาจเป็นได้ ถ้าสิ่งนั้นมันเกี่ยวข้องกับยีน อย่างเช่น ตระกูลเคเนดี
เป็นตระกูลที่ชอบเสี่ยง ชอบชีวิตที่ตื่นเต้น เขาก็สงสัยกันว่าตระกูลนี้มียีน
ที่เกี่ยวกับความเสี่ยงรึเปล่า อะไรอย่างนี้เป็นต้น
- ในฐานะของ " นักวิทยาศาสตร์ "
อาจารย์มองเรื่องนี้ยังไงคะ
ในมุมมองของผม ถ้าการศึกษาตรงนี้จะทำให้เราสามารถบอกได้ว่า คนนี้เกิดมาแล้ว
อนาคตของเขา สุขภาพจะเป็นยังไง จะสมบูรณ์ไหม หรือมีแนวโน้มจะเป็นโรคนั้นโรคนี้
เมื่ออายุเท่านั้นเท่านี้แล้วสามารถแก้ไขได้ ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์นะครับ เพราะเรารู้ว่า
ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นแล้วว่า โรคดาวน์ซินโดรมเป็นเพราะความผิดปกติของโครโมโซมตัวนั้น
ยีนตัวนี้ แล้วก็แก้ไขกันตั้งแต่ก่อนเกิดเลย ตรงนี้ทำได้ เริ่มทำได้แล้ว เป็นเรื่องของยีนบำบัด
แต่ที่ผมไม่ค่อยสบายใจอันหนึ่งก็คือ หลังจากที่คลอดออกมาแล้ว
เพียงแค่ตรวจยีนก็รู้แล้วว่าคนๆ นี้พอเติบโตขึ้นเขามีแนวโน้มจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
หรือว่าไม่เป็น แล้วมีผลกับการเรียนหนังสือ มีผลต่องาน ตรงนี้คงไม่ค่อยดี ผมคิดว่า
ยังไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ขนาดนั้น คือถ้ารู้แล้วมีความชัดเจนไปเลย แก้ไขได้ก็ดี
แต่ถ้ารู้แล้วทำอะไรไม่ได้ ก็เหมือนกับไปจำกัดชีวิตเขา ในแง่ศีลธรรมหรือความเหมาะสม
มันก็ไม่ได้อยู่แล้ว
- แล้วถ้าวันหนึ่งโครงการนี้พัฒนาไปถึงขั้นพ่อแม่เลือกได้ว่า
อยากให้ลูกเป็นยังไงล่ะค่ะ
ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ แต่ผมไม่เห็นด้วยอย่างมากเลย ถ้าพ่อแม่ต้องการให้ลูกสวย หล่อ เก่ง
สูง ฉลาด มันไม่มีหรอก เพราะคนเราเติบโตขึ้นมามันประกอบไปด้วยหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต
ว่าอยู่ในสังคมแบบไหน ไปเจออะไรระหว่างดำเนินชีวิต บางคนนี่ชีวิตเขาเปลี่ยนหรือมีมุมมองใหม่ๆ
เพราะเขาได้อ่านหนังสือดีๆ ได้เจอคนดีๆ หรือได้มีประสบการณ์ที่ดีๆ ตรงนี้ไม่มียินใคร
จะพยากรณ์ให้ได้ล่วงหน้าหรอกครับ แล้วก็มีความชอบบางอย่างก็พัฒนาขึ้นมาทีหลังได้
- คนไทยส่วนใหญ่อาจมองว่า เรื่องนี้ไกลตัวเกินไป อาจารย์มองว่า
พ่อแม่ไทยเราต้องวางบทบาทตัวเองในเรื่องนี้ยังไงคะ
สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ ต้องติดตามข่าว แล้วไม่ตื่นเต้น เห่อหรือไม่คาดหวังมากด้วย
แต่ต้องรู้บ้าง มีข้อมูลบ้าง คิดบ้าง เพราะจริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวนะครับ คล้ายๆ
กับการโคลนนิ่งนั่นแหละ วันหนึ่งถ้ามีคนพวกนี้มาเดินกันเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วจะเป็นยังไง
ลูกเรา หรือเด็กๆ จะเติบโตไปแบบไหน โลกทุกวันนี้มันมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นเยอะมาก
เราคนเป็นพ่อแม่ก็คงต้องติดตามข่าวสารกันให้ทันไม่อย่างนั้น หากเกิดอะไรขึ้นเราก็ตั้งตัวไม่ทัน
ถึงตอนนั้นก็คงลำบากครับ
|