มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

   จีโนม ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ ใครว่าเรื่องไกลตัว

" วินเซนท์ ฟรีแมน " เด็กหนุ่มที่เกิดมาพร้อมกับความอ่อนแอ และโรคร้ายๆ ต่างๆ มากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากยีนด้อยในตัว ทำให้เขาเติบโตมาอย่างเจ็บออดๆ แอดๆ และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม " มนุษย์พันธุ์ด้อย " ที่กลายเป็นชนชั้นล่างของสังคม ในขณะที่ " แอนตัน " น้องชายร่วมสายโลหิต กลับเป็นผู้โชคดีที่เกิดมาด้วยยีนซึ่งพ่อแม่บรรจงคัดสรรและเลือกให้สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อทดแทนความผิดหวังจากลูกคนแรก…
นี่เป็นหัวใจของหนังฮอลลีวู้ด แนววิทยาศาสตร์เชิงสังคมเรื่อง GATTACA ที่พยายามจะบอกผู้ชมว่า โลกในยุคหน้าไม่ได้กีดกันหรือแบ่งแยกมนุษย์กันเองด้วยชนชั้น และสีผิวอีกต่อไป แต่จะถูกแบ่งแยกด้วยเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์แทน ???

ที่ต้องเกริ่นเล่าเรื่องราวของ GATTACA เสียยืดยาวก็เพราะ พล็อตของหนังเรื่องนี้ แม้จะถ่ายทอดมาจากจินตนาการของผู้เขียนบท แต่ก็กลับกลายเป็นเรื่องจริงได้เพียงชั่วข้ามคืน หลังจาก " ภารกิจจำแนกรหัสพันธุกรรมมนุษย์ " หรือ " จีโนม" ได้ถูกประกาศความสำเร็จ ไปเมื่อเร็วๆ นี้

และไม่แน่นักหรอกว่า วันหนึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แค่เพียงเจ้าตัวเล็กปฏิสนธิอยู่ในครรภ์ ความก้าวหน้าของโลกวิทยาศาสตร์ก็หยั่งรู้กว่าฟ้าดินได้ว่า เด็กน้อยคนนี้มียีนเด่นยีนด้อยอะไร หรือมีแนวโน้มว่าจะเป็นอะไร จะมีชีวิตยืนยาวเท่าไหร่ หรือแก่ตัวไปจะเป็นโรคร้ายแรงอะไรหรือไม่ และที่มหัศจรรย์ไปกว่านั้นก็คือ คุณผู้เป็นพ่อแม่สามารถกำหนดพฤติกรรมหรือเลือกเอายีนที่เด่น และสมบูรณ์แบบมาสู่ลูกได้ เหมือนอย่างในหนังเรื่องนี้

และทั้งหมดนี้คือผลพวงของการค้นพบ " ฮิวแมนจีโนม " หรือการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ ที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป


ขอแนะนำ " จีโนม " ผู้หยั่งรู้

จีโนม…เป็นรหัสทางเคมีในร่างกายของคนเราที่จำเป็นสำหรับการสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ประกอบขึ้นเป็นชีวิต ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอ ในเซลล์มนุษย์นั่นเอง และถ้าค้นพบจีโนม ก็เท่ากับค้นพบความลับสุดยอดของความเป็นมนุษย์ (ที่แม้แต่เจ้าของร่างกายยังไม่รู้) เลยทีเดียวค่ะ

เพราะฉะนั้น การที่นักวิทยาศาสตร์อาจหาญทำความรู้จัก และเข้าถึง " จีโนม " สิ่งที่รวมกันเป็นมนุษย์ได้นั้นนับว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะหมายความว่า ได้รู้เท่าทันความเป็นไปในระบบร่างกาย สามารถกำหนดรู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่แอบซ่อนตัวและทำลายความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไป เช่น จากเดิมที่เรารู้ว่า โรคมะเร็งคือ ความผิดปกติของยีนตัวใดตัวหนึ่งในร่างกาย แต่การถอดรหัสพันธุกรรมจะเข้าใจรากฐานทางพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งเป็นขั้นเป็นตอน หรือพูดง่ายๆ ว่า รู้จักมะเร็งอย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถป้องกันรวมทั้งรักษาได้รอบด้าน

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันที่ 26 มิถุนายน 2543 ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา จะเป็นวันพิเศษของโลก (เทคโนโลยี) ที่นายบิล คลินตัน ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายโทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สองสิงห์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกทุนนิยม จะควงแขนร่วมกันประกาศความสำเร็จ ในการจัดทำแผนที่รหัสพันธุกรรมมนุษย์ หรือฮิวแมนจีโนม (Human Genome) หรือพิมพ์เขียวมนุษย์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมกันระหว่างรัฐบาลของกว่า 18 ประเทศ โดยมีประเทศมหาอำนาจอย่าง ฝรั่งเสส เยอรมัน ญี่ปุ่น ร่วมอยู่ด้วย นอกจากนั้นยังมีบริษัทเซเลร่า จีโนมิกส์ บริษัทร่วมทุนเอกชนนานาชาติ ภายใต้การนำของเอกชนในสหรัฐร่วมวิจัยด้วย


ทำไมต้องรู้ " ความลับสุดยอดของคน "

ในทางการแพทย์ การถอดรหัสยีน หรือ การรู้พิมพ์เขียวมนุษย์นี้ จะช่วยทำให้เรารู้ว่า ดีเอ็นเอแต่ละหน่วยทำงานอย่างไร หน่วยใดที่ทำให้เราเจ็บป่วย หรือหน่วยใดที่ช่วยต้านทานโรค รวมไปถึงหน่วยใดที่ทำให้เราแก่ชรา เมื่อรู้แล้วก็จะทำให้สามารถค้นคว้าวิจัยผลิตยารักษาโรค ร้ายแรงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงประโยชน์ในการสามารถคัดสรรยีนเด่น เปลี่ยนหรือเสริมยีนด้อยได้ด้วยยีนปกติ

หากการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ มีความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็จะนำไปสู่ การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่เขาสงสัยว่าตัวเองหรือลูกหลานจะเป็น เช่น โรคต่างๆ ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้แก้ไขและหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดโรคได้


มุมมองที่แตกต่าง

และแม้ว่า " การถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ " จะถือเป็นก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์โลก แต่นักวิเคราะห์หลายคนก็มองว่า เป็นเรื่องเร็วเกินไปที่จะบอกว่าประสบความสำเร็จ เพราะจะต้องมีการนำรหัสพันธุกรรมมนุษย์ ซึ่งถือเป็นข้อมูลพื้นฐานมาศึกษากันต่อไปอีกยาวนาน และที่สำคัญยังไม่มีใครตอบได้ว่า " ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร "

ในขณะที่นักวิเคราะห์บางกลุ่มมองลึกลงไปกว่านั้นว่า โครงการดังกล่าวหากเกิดขึ้นจริง อาจนำไปสู่การผลิตยาราคาแพงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจก็เป็นได้ ดังนั้นการถอดรหัส พันธุกรรมมนุษย์จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอื้อประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคนทุกระดับชั้นในโลก ที่สำคัญข้อมูลพันธุกรรมของปัจเจกชนต้องได้รับการคุ้มครองด้วย เมื่อถึงวันนั้นจึงจำเป็น ต้องมีมาตรการและมีกฎหมายเพื่อควบคุมจริยธรรมของผู้ที่นำไปใช้ เพื่อป้องกันปัญหา ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ไขความลับ " จีโนม " กับนักวิทยาศาสตร์ไทย


วันนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ คุประตกุล แบ่งภาคชีวิตที่รับบทบาทและหน้าที่อันหลากหลาย มาคุยกับเราในฐานะของ " นักวิทยาศาสตร์ " ที่มีข้อมูลเรื่อง " ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ " ในมุมมองที่น่าสนใจ ที่สำคัญคำตอบที่ได้ไม่ซับซ้อน ยุ่งเหยิง และเข้าใจยากอย่างที่คิดค่ะ


  • อยากให้อาจารย์อธิบายคำว่า " จีโนม " ให้รู้จักอย่างง่ายๆ ค่ะ

เวลาเราพูดถึงจีโนม จริงๆ หมายถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ซึ่งสิ่งมีชีวิตในโลกเรานี้มีส่วนหนึ่งที่เหมือนกันคือ ยีน ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัส พืช เรื่อยมาจนถึงมนุษย์ มันคือความซับซ้อนของส่วนที่เป็นพื้นฐานชีวิต ทีนี้ของมนุษย์เราเรียกว่า " ฮิวแมนจีโนม " แต่ที่คนมักสับสนจะมีอยู่ คำคือ โครโมโซม ยีน และดีเอ็นเอ

คำอธิบายง่ายๆ อย่างหนึ่งคือ ในเซลล์ของมนุษย์เราทุกๆ เซลล์จะมีนิวเคลียส ในนิวเคลียสจะมีโครโมโซม ซึ่งมนุษย์เราจะมี 23 คู่ ในโครโมโซมจะมีหน้าตาเป็นเส้นยาวๆ ซึ่งประกอบด้วยดีเอ็นเอ (เป็นสารประกอบของเคมี พวกคาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ออกซิเจน) โครโมโซมก็จะประกอบด้วยดีเอ็นเอมากมาย ประมาณ 3,000 ล้านตัว ซึ่งหนึ่งตัวจะมีชื่อเป็นรหัสเรียก A C T G มี 4 ตัวคล้ายๆ อย่างนั้น

เจ้าดีเอ็นเอแต่ละตัวจะทำหน้าที่ผลิตโปรตีน ในร่างกายเราต้องการโปรตีนมากมาย แต่ดีเอ็นเอแต่ละตัวจะผลิตได้เพียงส่วนหนึ่งของโปรตีน ซึ่งเราจะเรียกว่า ดีเอ็นเอจำนวนหนึ่ง หรือชุดหนึ่ง และในหนึ่งชุดนี้จะผลิตโปรตีนอะไรก็ตามได้ครบสมบูรณ์ 1 ตัว เราถึงจะเรียกว่า ยีน ในตัวมนุษย์เราจะมีดีเอ็นเอเป็นพันๆ ล้าน แต่จะมียีนประมาณ 80,000-120,000 เท่านั้น ตรงนี้คงพอทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะครับ

  • หลายคนบอกว่า " การถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์มีมานานแล้ว " หรือคะ

จริงๆ ก็มีมานานแล้ว แต่ที่เป็นโครงการใหญ่คือ ฮิวแมนจีโนมโปรเจกต์ HUMAN GENOME PROJECT เริ่มต้นเมื่อปี 1990 และที่เป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนนี้ ซึ่งก็เป็นเพียงร่างรหัสยีนมนุษย์เท่านั้น ยังไม่สมบูรณ์ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ

ผมอยากยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ อย่างในคอมพิวเตอร์เวลาที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ พิมพ์มาเป็นตัวหนังสือข้อความนั้นๆ ถ้าเราเจาะเข้าไปในตัวคอมพิวเตอร์ จะเห็นรหัสเป็น ตัวเลข 0 1 0 0 1 แบบนี้นะครับ เพราะว่าคอมพิวเตอร์ทำงานโดยระบบเลข 2 ตัว เปรียบเทียบกับกรณีของยินที่เขาประกาศมาวันนั้น จริงๆ ถ้าเราเปิดเข้าไปดูมันจะเป็นตัวหนังสือ สมมติว่าเป็น A C P T C A TT อย่างนี้ยาวเฟื้อยเลย ซึ่งยังไม่มีใครรู้เรื่องหรือเข้าใจหมดหรอก ตัวนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่รู้หมด อ่านได้บ้างไม่ได้บ้าง ต่อไปก็ต้องมาจับตัวพวกนี้ ว่ามันหมายความยังไงบ้าง ซึ่งก็จะเป็นขั้นตอนที่เขาจะศึกษากันต่อไป

เพราะอย่างนี้ ผมถึงบอกว่า มันยังไม่สมบูรณ์ เขาถึงใช้คำว่า " ร่างรหัสยีนส์มนุษย์ " งานยังมีให้ทำต่ออีกมากครับ และยังไม่ถึงขั้นที่จะเอามาใช้งานได้หมดหรอก แต่ก็คงอีกไม่นานแล้วล่ะ

  • ที่ผ่านมามีกระแสไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เยอะพอสมควร เพราะมองว่า มีผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องของ การควบคุมธรรมชาติ แต่ทำไมยังมีการดำเนินการต่อค่ะ

ใช่ครับ ก่อนหน้านั้นมีการคัดค้านกัน มีการเดินขบวน มีการยื่นเรื่องไปที่สหรัฐฯ ขอให้ระงับโครงการศึกษาเกี่ยวกับยีนมนุษย์ทั้งหมดเลย เพราะเกรงว่าถ้ามนุษย์ถอดรหัสยีนได้ มนุษย์เราจะทำตัวเป็นพระเจ้า จะกำหนดไปถึงขั้นว่า อยากจะให้คนแบบไหนอยู่ คนแบบไหนไม่อยู่ในโลก

  • ก็คือทำตัวเหนือธรรมชาติ…

ใช่ ซึ่งมันก็กระทบต่อสิทธิของความเป็นมนุษย์อะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้วอาจสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ขึ้นมา ก็เลยคัดค้านกัน แต่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ เขาก็ดีนะ ก็พิจารณาทบทวน สุดท้ายก็มีการตัดสินเรื่องนี้ว่า ไม่ถึงกับห้ามการค้นคว้าศึกษานี้โดยเด็ดขาด แต่เน้นให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง มีขอบเขตหรือข้อจำกัดในการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้

  • การศึกษาเรื่องนี้ ทำให้รู้ถึงโครงสร้างของยีนต่างๆ แล้วครอบคลุมเรื่องอะไรอีกบ้างค่ะ

จริงๆ เขาต้องการจะรู้เลยว่า กลไกลของความเป็นตัวตนของมนุษย์เป็นยังไง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไอคิว อารมณ์ จิตใจ ว่ามันขึ้นกับยีนแค่ไหนยังไง เพราะถึงวันนี้ มีการศึกษาแนวโน้มว่าจะขึ้นกับยีนมากขึ้น มีข้อมูลว่ายีนบางตัวเกี่ยวข้องกับความจำ การเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งประโยชน์จากตรงนี้มันก็คงช่วยทำให้คนที่มีปัญหาเรื่องความจำอาจจะดีขึ้น แต่ถ้าคนที่ปกติอยู่แล้วมันก็คงไม่ได้ช่วยอะไร

  • ถ้าศึกษาต่อไปมีโอกาสทำให้รู้ถึงเรื่องของอารมณ์ จิตใจ ถึงขั้นนั้นเลยรึเปล่า

ถ้าพูดถึงอารมณ์ มันคงไปไม่ถึงตรงนั้นหรอก แต่อะไรที่เป็นนิสัยบางอย่าง บุคลิกบางอย่างก็อาจเป็นได้ ถ้าสิ่งนั้นมันเกี่ยวข้องกับยีน อย่างเช่น ตระกูลเคเนดี เป็นตระกูลที่ชอบเสี่ยง ชอบชีวิตที่ตื่นเต้น เขาก็สงสัยกันว่าตระกูลนี้มียีน ที่เกี่ยวกับความเสี่ยงรึเปล่า อะไรอย่างนี้เป็นต้น

  • ในฐานะของ " นักวิทยาศาสตร์ " อาจารย์มองเรื่องนี้ยังไงคะ

ในมุมมองของผม ถ้าการศึกษาตรงนี้จะทำให้เราสามารถบอกได้ว่า คนนี้เกิดมาแล้ว อนาคตของเขา สุขภาพจะเป็นยังไง จะสมบูรณ์ไหม หรือมีแนวโน้มจะเป็นโรคนั้นโรคนี้ เมื่ออายุเท่านั้นเท่านี้แล้วสามารถแก้ไขได้ ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์นะครับ เพราะเรารู้ว่า ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นแล้วว่า โรคดาวน์ซินโดรมเป็นเพราะความผิดปกติของโครโมโซมตัวนั้น ยีนตัวนี้ แล้วก็แก้ไขกันตั้งแต่ก่อนเกิดเลย ตรงนี้ทำได้ เริ่มทำได้แล้ว เป็นเรื่องของยีนบำบัด

แต่ที่ผมไม่ค่อยสบายใจอันหนึ่งก็คือ หลังจากที่คลอดออกมาแล้ว เพียงแค่ตรวจยีนก็รู้แล้วว่าคนๆ นี้พอเติบโตขึ้นเขามีแนวโน้มจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ หรือว่าไม่เป็น แล้วมีผลกับการเรียนหนังสือ มีผลต่องาน ตรงนี้คงไม่ค่อยดี ผมคิดว่า ยังไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ขนาดนั้น คือถ้ารู้แล้วมีความชัดเจนไปเลย แก้ไขได้ก็ดี แต่ถ้ารู้แล้วทำอะไรไม่ได้ ก็เหมือนกับไปจำกัดชีวิตเขา ในแง่ศีลธรรมหรือความเหมาะสม มันก็ไม่ได้อยู่แล้ว

  • แล้วถ้าวันหนึ่งโครงการนี้พัฒนาไปถึงขั้นพ่อแม่เลือกได้ว่า อยากให้ลูกเป็นยังไงล่ะค่ะ

ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ แต่ผมไม่เห็นด้วยอย่างมากเลย ถ้าพ่อแม่ต้องการให้ลูกสวย หล่อ เก่ง สูง ฉลาด มันไม่มีหรอก เพราะคนเราเติบโตขึ้นมามันประกอบไปด้วยหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต ว่าอยู่ในสังคมแบบไหน ไปเจออะไรระหว่างดำเนินชีวิต บางคนนี่ชีวิตเขาเปลี่ยนหรือมีมุมมองใหม่ๆ เพราะเขาได้อ่านหนังสือดีๆ ได้เจอคนดีๆ หรือได้มีประสบการณ์ที่ดีๆ ตรงนี้ไม่มียินใคร จะพยากรณ์ให้ได้ล่วงหน้าหรอกครับ แล้วก็มีความชอบบางอย่างก็พัฒนาขึ้นมาทีหลังได้

  • คนไทยส่วนใหญ่อาจมองว่า เรื่องนี้ไกลตัวเกินไป อาจารย์มองว่า พ่อแม่ไทยเราต้องวางบทบาทตัวเองในเรื่องนี้ยังไงคะ

สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ ต้องติดตามข่าว แล้วไม่ตื่นเต้น เห่อหรือไม่คาดหวังมากด้วย แต่ต้องรู้บ้าง มีข้อมูลบ้าง คิดบ้าง เพราะจริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวนะครับ คล้ายๆ กับการโคลนนิ่งนั่นแหละ วันหนึ่งถ้ามีคนพวกนี้มาเดินกันเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วจะเป็นยังไง ลูกเรา หรือเด็กๆ จะเติบโตไปแบบไหน โลกทุกวันนี้มันมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นเยอะมาก เราคนเป็นพ่อแม่ก็คงต้องติดตามข่าวสารกันให้ทันไม่อย่างนั้น หากเกิดอะไรขึ้นเราก็ตั้งตัวไม่ทัน ถึงตอนนั้นก็คงลำบากครับ
หลากหลายทัศนะกับ " จีโนม "


น.พ.มฆวัน ธนะนันท์กูล
สูติแพทย์

" ความจริงเรื่องการรู้โค้ด (code) ของ DNA ว่ามีเป็นแสนล้านโค้ดนั้น รู้กันมานานมากแล้ว รู้ว่าสิ่งมีชีวิตนี่ลึกซึ้งมาก แต่ที่เขาฮือฮากันอีกครั้งความแปลกใหม่มันก็คือ เดี๋ยวนี้มันมี ความผิดปกติของโรคแปลกๆ เช่น มะเร็ง อย่างคนไข้ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม ก็มีข้อสังเกตว่า ทำไมลูกผู้หญิงออกมาก็เป็นเหมือนกัน หรือโรคเบาหวาน ทั้งตระกูลเป็นหมด ตรงนี้ทำให้น่าสงสัยว่า มันน่าจะต้องมีอะไรส่งถ่าย เพราะมันมีตัวบ่งชี้ ซึ่งก็คือ GENATIC (พันธุกรรม)

ถ้าเราสามารถเช็กได้ถึงขนาดว่า GENATIC CODE (รหัสพันธุกรรม) มีอะไรทำให้เป็น มะเร็งเต้านม และถ้าศึกษาถึงขั้นต่อไปว่า สามารถเปลี่ยนโค้ดตัวนี้ให้เป็นแบบปกติได้ มันก็จะทำให้คนๆ นั้นเสี่ยงน้อยลงหรือไม่เป็นมะเร็ง หรือถ้ายังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนโค้ดได้ ถ้าเพียงแค่เช็กได้ว่าต่อไปคนๆ นี้มีแนวโน้มจะเป็นอะไร เราก็ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ที่จะกระตุ้นให้เป็นได้ เช่น รู้ว่าต่อไปเด็กคนนี้ต้องเป็นมะเร็งเต้านมแน่ๆ ก็สามารถตัดเต้านม ทิ้งไปก่อนได้เลย ไม่ต้องรอให้มันกระจาย เพราะปัจจุบันกว่าจะรู้ส่วนใหญ่มะเร็งก็กระจายไปแล้ว ซึ่งการรักษาก็ยากมากขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่เขากำลังศึกษากันต่อไป แต่คิดว่าอีกไม่นานคงสำเร็จ คงรู้ว่ายีนผิดปกติคือตัวไหน มีอะไรเกี่ยวข้องกันบ้าง แต่ถ้าถึงขั้นเปลี่ยนโค้ดคงอีกนาน

ในทางสูติกรรม จริงๆ ตอนนี้เราก็ศึกษาและพัฒนาไปได้เยอะ อย่างโครโมโซมที่ผิดปกติ และมีผลทำให้ลูกที่ออกมาเป็นดาวน์ซินโดรม เราก็รู้มานานแล้ว หรือทาลัสซีเมียที่คนไทยเป็นกันเยอะ เราก็สามารถตรวจเช็กได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าในแง่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในการตรวจหาโรค หรือความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ หมอว่าน่าจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

แต่ถ้าวิทยาการนี้พัฒนาไปถึงขั้นเปลี่ยนยีนของมนุษย์ได้ ก็เท่ากับว่าเป็นการไปเปลี่ยนสายพันธุ์ ถ้าทำแบบนั้นต่อไปมันก็จะเหลือแค่สายพันธุ์เดียว มันจะไม่มีธรรมชาติเป็นตัวคัดเลือก ซึ่งก็เท่ากับไปเปลี่ยนธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ส่วนตัวหมอไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ว่าทุกคนแข็งแรงหมด อายุยืนกันหมด คนเต็มโลกไปหมด ฉลาดกันทุกคน คราวนี้ก็ต้องแย่งกันทำมาหากิน โลกคงวุ่นวาย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีคนฉลาดมาก ฉลาดน้อย มีคนแข็งแรง คนอ่อนแอ ตามธรรมชาติ แต่ก็อีกนั่นแหละ แล้วแต่กรณีไป

หมอคิดว่า การที่มนุษย์เราพยายามศึกษาและพัฒนาความรู้ ความก้าวหน้าในด้านต่างๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าถึงขนาดเอามาเปลี่ยนความเป็นคนกันเลย มันก็อาจมากเกินไปครับ "



วิจิตรา อุดมมุจลินท์
คุณแม่น้องข้าวโพด วัย 8 ปี
วิทยากรรับเชิญเรื่องดาวน์ซินโดรม

" โดยส่วนตัวคิดว่า วิทยาการเรื่องนี้ดีนะคะในแง่ความเจ็บป่วย การรักษา การป้องกันไม่ให้เป็น แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานความพอดี เพราะถ้าเกินเลยไปกว่าเรื่องความเจ็บป่วยแล้ว มันอาจมีผลเสียก็ได้ เช่น ถ้าวิทยาการนี้นำไปสู่การที่มนุษย์เลือกได้ว่าอยากให้ลูกเกิดมาเป็นยังไง ลักษณะแบบไหน เพราะใครๆ ก็อยากได้แต่ลักษณะเด่นที่สังคมยอมรับกันทั้งนั้น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น มันเหมือนกับไปบังคับสายพันธุ์ของมนุษย์เราให้มาบังเกิดตรงนี้ ซึ่งอาจทำให้ปรับตัวไม่ได้ก็ได้ เช่น คุณเลือกยีนเด่นๆ มา สมบูรณ์ทุกอย่าง ไม่เอาสายตาสั้น ไม่เอาความเตี้ย ไม่เอาหัวล้าน ฯลฯ แต่รู้ได้ยังไงว่าพอมารวมเป็นมนุษย์คนหนึ่งแล้วมันจะสมบูรณ์ทุกอย่าง ถ้าเปรียบเทียบ มันก็ไม่ต่างกับหุ่นยนต์หรอก

สิ่งที่น่ากลัวคือ หลังจากสร้างเขามาแล้ว คุณจะเลี้ยงดูเขายังไงต่อไป ได้รับการดูแล เหมือนกันทุกคน ทุกอย่างมั้ย เราเตรียมเรื่องร่างกายมาอย่างดี แต่สิ่งแวดล้อมไม่ได้ หรือการเลี้ยงดูไม่ใช่ มันก็มีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน เหมือนอย่างเราสร้างรถยนต์เยอะแยะ แต่เราไม่ได้เตรียมมองเผื่อว่า สังคมตอนนี้สิ่งแวดล้อมตอนนี้มันรองรับได้แค่ไหน ในที่สุด เราก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย

ถ้าถามว่า ลูกเราเป็นแบบนี้ (ดาวน์ซินโดรม) ถ้าเลือกเก็บเขากลับเข้าท้อง แล้วสร้างขึ้นมาใหม่ เราจะเลือกมั้ย ก็คงตอบว่าเลือก ถ้ามีโอกาสตรงนั้นเราก็จะทำ แต่เรามองแค่เรื่องความเจ็บป่วย ส่วนเรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราเลี้ยงเขาให้มีความสุขได้

แต่ถ้าถามว่า ถ้าย้อนเวลาไปได้แล้วรู้จะเอาลูกออกมั้ย ตอบได้เลยว่าคงไม่ทำแบบนั้น แต่ถ้ารู้ก่อนก็อาจมีเวลาเตรียมตัวหาความรู้หรือเตรียมสิ่งที่จะช่วยเหลือเมื่อเขาเกิดมาได้เร็วขึ้น เพราะดิฉันมองในแง่พุทธศาสนาว่า มันเป็นสิ่งที่เราต้องรับ ชีวิตคนเขาจัดสรรมาแล้ว ยิ่งเราหนี สมมติชาตินี้เราพร้อมจะเลี้ยงดูเขา เรามีความรู้ มีเงินทองที่จะดูแลเขาที่เป็นแบบนี้ แต่เราเลี่ยง ไม่แน่ชาติหน้าเขาอาจตามไปเกิดกับเราในขณะที่เรายากจนมันก็คงยิ่งแย่กันไปใหญ่ เราฝืนดวง ฝืนพรหมลิขิตไม่ได้หรอก

มนุษย์ถูกสร้างมาจากธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้มนุษย์คิดว่าตัวเองทำอะไรทุกอย่าง ได้เหนือธรรมชาติ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ธรรมชาติสร้างฉันไม่เอา จะเอาสิ่งที่ฉันสร้าง คือเราพยายามอยู่เหนือธรรมชาติ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ทุกอย่างหรอก ที่สำคัญคือ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เพราะนั่นคือกฎของธรรมชาติ เทคโนโลยีมีมากไปก็ไม่ดี มันเป็นตัวสะท้อนว่าคนเราไม่รู้จักความพอดี คำว่าสายกลางมันไม่มี

ในอนาคตถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จถึงขั้นเลือกให้คนเป็นอย่างที่ใจต้องการได้ ให้ทุกคนฉลาดหมด สมบูรณ์หมด ดิฉันว่าถึงวันนั้นคงไม่มีคนเก่งแล้วล่ะ เพราะไม่มีคนด้อย คนเด่น จริงๆ โลกมันต้องมีความหลากหลาย เก่งหรือฉลาดคนละแบบ ต้องมีคนสูง คนเตี้ย ถ้ามีคนสูง 180 เท่ากันหมด ก็เท่ากับไม่มีใครสูงกว่ากัน แล้วพอถึงวันนั้นก็ต้องมีคนไม่พอใจ คิดค้นวิธีให้สูงกว่าคนอื่นอีก โลกก็คงวุ่นวายไม่รู้จบสิ้น ดิฉันคิดว่าถ้าเรามองว่า คนทุกคนมีความเด่น เพียงแต่แตกต่างกัน แบบนี้เราคงจะอยู่บนโลกด้วยความสบายใจ โดยไม่ต้องให้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการกับชีวิตทุกเรื่องหรอกค่ะ "



ฉลองนัฐ รุ่นเจริญ
คุณพ่อของณัฐศรัณย์ วัยเดือนเศษ
อาชีพ วิศวกร

" ผมเฉยๆ นะ ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับข่าวนี้ เพราะมันไกลตัวมากเลย แต่ถ้าถามความเห็น ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตัดต่อพันธุกรรมสักเท่าไหร่ เพราะเท่าที่ผ่านมาคนก็มักพูดถึงแต่ข้อดี เราไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีอะไรแทรกซ้อนรึเปล่า หรือมีโรคอะไรแปลกๆ ที่พัฒนาตัวเอง ไปตามวิทยาการ ซึ่งอาจส่งผลน่ากลัวกว่านี้ก็ได้

แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยเลย เพราะผลดีก็มี เช่น ด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย หรือป้องกันโรค แต่มนุษย์คงไม่หยุดอยู่แค่นั้น เช่น อยากทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก อย่างการตัดต่อยีนแบบนั้นคงไม่ดีแน่ เพราะธรรมชาติยังไงก็เป็นธรรมชาติ ถ้าคนเหมือนกันหมด มันเหมือนหุ่นยนต์ มันก็ขัดกับธรรมชาติและถึงจะเหมือนกันทุกอย่าง แต่ถ้าจิตใจเขาไม่ดี หรือยู่ในสังคมที่ไม่ดีมันก็ยิ่งแย่กันไปใหญ่ ทุกอย่างมันต้องพัฒนา ควบคู่กันไปทั้งคนทั้งสิ่งแวดล้อม เช่น การแพทย์ดี เจริญก้าวหน้า แต่ถ้าจิตใจคนไม่พัฒนา สังคมก็แย่ แม้จะสามารถค้นพบวิธีทำให้อายุยืนยาว แต่อยู่ไปก็ทรมานเปล่าๆ ก็ไม่มีความหมายอะไร

เพราะฉะนั้น สมมติผมอยากมีลูกอีกคน แม้สามารถคัดยีนได้ผมก็คงไม่ทำ ไม่ได้ซีเรียสถึงขนาดนั้น ว่าลูกต้องเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง ผมให้ความสำคัญกับเรื่องของจิตใจ ของลูกมากกว่าครับ การที่เขาจะเกิดมาเราน่าจะเลี้ยงเขาด้วยใจ ให้เขาพร้อม กายพร้อม ใจก็น่าจะพร้อมด้วยนะ ผมเลี้ยงลูกแบบไม่คาดหวังว่าเขาต้องเก่งมาก แต่ขอให้เป็นคนดี และคำว่าคนดีสำหรับผม ผมใช้พุทธศาสนาเป็นบรรทัดฐาน "


นฤปภณ นิติธนาภัทร
คุณพ่อน้องกฤติภูมิ วัย 6 ปี
อาชีพ นักกฎหมาย

" ประเด็นนี้ผมว่ามันเป็นพัฒนาการทางไอทีที่มนุษย์มีความสามารถเพิ่มขึ้นในด้านเทคโนโลยี ประกอบกับทางชีวภาพเพื่อการพัฒนาให้รู้ถึงขึ้นว่าพันธุกรรมของมนุษย์เป็นมาอย่างไร ทีนี้ปัญหามันมีอยู่ว่า ความเป็นมนุษย์นั้นไม่ใช่อยู่ที่ร่างกายเท่านั้น แต่อีกสิ่งที่เป็น องค์ประกอบสำคัญคือ จิตวิญญาณ เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่าวันข้างหน้าเราสามารถกำหนดยีน หรือรูปร่างหน้าตา ความฉลาดต่างๆ ให้กับคนได้ คล้ายกับก๊อปปี้มนุษย์ได้ตามที่ต้องการ โดยไม่จำกัดจำนวน แต่ผมก็ยังเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ไม่สามารถไปกำหนดเนื้อแท้ของจิตวิญญาณ ของแต่ละคนได้ ซึ่งในทางศาสนาเรียกว่าเป็นกรรมเก่าของแต่ละคน

อย่างเช่นลูกผม 3 คน นิสัยพื้นฐานไม่เหมือนกันเลยนะ ทั้งๆ ที่การอบรมเลี้ยงดู หรือสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่กมลสันดานเดิมของแค่ละคนก็ต่างกันไป จึงทำให้แต่ละคนมีพฤติกรรมหรืออุปนิสัยที่ไม่เหมือนกัน ในปัจจุบันพ่อแม่บางรายที่เชื่อ ในทางโหราศาสตร์จะให้ความสำคัญกับวันเวลาที่ตกฟากของลูก เพื่อให้ได้ฤกษ์ยาม ตามที่ต้องการหรือตามที่โหราจารย์แนะนำ โดยยินยอมคลอดด้วยวิธีการผ่าท้องคลอด ซึ่งเด็กครบเดือนเกิดบ้าง ไม่ครบบ้างตามแต่ฤกษ์เพื่อให้ลูกเกิดในฤกษ์ที่คิดว่าดีที่สุด ผมถามหน่อยว่าคิดผิดหรือถูก ในเมื่อความเป็นจริงเด็กได้เริ่มมีชีวิตมีจิตวิญญาณมาแล้ว ตั้งแต่อยู่ในท้องร่วม 8-9 เดือน ถ้าจะว่าจริงๆ เวลาที่จิตวิญญาณมาจุติหรืออยู่ในตัวเด็กเกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่เขาปฏิสนธิ ซึ่งช่วงเวลาสำคัญนั้นธรรมชาติได้กำหนดจิตวิญญาณที่จะมาจุติ ในร่างของเด็กแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่น่าจะสำคัญกว่าเวลาตกฟาก แต่เราอาจมองข้ามไป และพยายามที่จะไปเปลี่ยนธรรมชาติ ซึ่งผมเชื่อว่าหากทำได้ก็คงทำได้แต่ร่างกาย โดยการเลือกเซลล์หรือโครโมโซมที่ต้องการเท่านั้น คงไม่สามารถจะไปเลือก หรือกำหนดจิตวิญญาณที่จะมาจุติในร่างนั้นๆ ได้

ถ้ามองถึงส่วนดีคงเป็นแง่ของการนำมาวิเคราะห์เรื่องโรคหรือเชื้อโรคร้าย ที่เกิดจากเซลล์หรือจากโครโมโซมแต่ละตัว ว่าตัวไหนแข็งแรงหรืออ่อนแอ หรือไวต่อเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ตัวใดหรือตัวไหนมีปฏิกิริยาทำให้เกิดโรคบางโรค เช่น มะเร็ง หรือเนื้องอก หรือแม้แต่เซลล์ที่เป็นส่วนให้เกิดโรคทางพันธุกรรม หรือกรรมพันธุ์ แต่ก็คงไม่สามารถที่จะตอบสนองได้ทุกโรค เพราะบางโรคมิได้เกิดจาก เซลล์ภายใน แต่เกิดจากการติดต่อจากภายนอก เช่น เอดส์

แต่การค้นพบนี้ก็ไม่ใช่ไม่ดี เพราะนั่นหมายถึงมนุษย์เรามีการพัฒนาการ ทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้น และผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ คุณประโยชน์ก็มหาศาล จากการพัฒนาถ้าเรานำมาใช้ให้ถูกทาง ในทางกลับกัน หากเรานำไปใช้ทางแสวงหาประโยชน์ ในทางที่ไม่ถูกต้องก็อาจนำมาซึ่งโทษหรือผลเสียก็ได้ แต่สำหรับประเทศด้อยพัฒนาอย่างเรา ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งในด้านกำลังทรัพย์ กำลังสติปัญญาในการศึกษาค้นคว้าวิจัย แน่นอน การพัฒนาการทางเทคโนโลยีและทางชีวภาพดังกล่าว ย่อมล้าหลังหรือไม่ทันประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ดังนั้นความด้อยโอกาสย่อมตกอยู่ในสถานะที่เป็นรอง หรือต้องถูกเอาเปรียบ หรือเสียประโยชน์ในลักษณะเช่นเดียวกับทรัพย์สินทางปัญญา

สำหรับในแง่กฎหมายที่จะต้องออกมารองรับเพื่อกำหหนดขอบเขตวิธีการ ในการนำเอาข้อมูลจากเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้หรือเผยแพร่หรือกำหนดให้ใช้ เฉพาะทางการแพทย์ หรือทะเบียนประวัติบุคคล ตลอดจนความผิดอันเกิดมาจาก การกระทำที่มิชอบหรือแสวงหาประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าว ฯลฯ นั้นก็คงจะต้องรอดู ผลการวิจัยศึกษาจนถึงขั้นจะนำเอาวิธีการหรือข้อมูลดังกล่าวมาใช้แล้ว ในทางกฎหมาย ของแต่ละประเทศจึงจะมีข้อกำหนดหรือกฎหมายรองรับขึ้น เพราะในทางปฏิบัติกฎ หรือระเบียบต่างๆ ในสังคมคงมีขึ้นหลังจากพัฒนาการของสังคมนั้นๆ คงไม่สามารถสร้างกฎ หรือกติกาของสังคมในเรื่องที่ยังไม่เกิดหรือล้ำหน้าพฤติกรรมของสังคม ดังจะเห็นได้ จากกฎหมายควบคุมในเรื่องของการแพร่ข้อมูลทางไอที หรือการค้าทางอีเมล์ของเรา ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่มีเลยทั้งๆ ที่การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการต่างๆ ในสังคมของเรา ได้เริ่มกันมาหลายปีแล้ว

ทางออกอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้ประเทศด้อยพัฒนาถูกเอาเปรียบก็คือ ทุกประเทศควรจะต้องมีกฎบัตรหรือภาคีร่วมกันเกี่ยวกับการพัฒนาการเทคโนโลยี และชีวภาพนี้ให้เป็นการวิจัยเพื่อการศึกษาของมนุษย์ชาติโดยสากล ซึ่งจะไม่นำเอาวิธีการ หรือข้อมูลหรือเทคโนโลยีนี้มาแสวงหาประโยชน์ในทางหนึ่งทางใดในรูปลักษณะของการค้า ซึ่งเชื่อว่าประเทศที่ทำการวิจัยดังกล่าวคงไม่ตกลงด้วย

ในแง่ของการประกันชีวิต ผมคิดว่าบริษัทฯ ที่ดำเนินธุรกิจรับประกันไม่น่ากังวล เพราะคนที่พร้อมจะเสียเบี้ยประกันในวงเงินประกันสูงๆ นั้นจะต้องมีฐานะการเงินที่ดีพอ หากวงเงินประกันสูง เบี้ยประกันก็สูงตาม ซึ่งบริษัทฯ สามารถตรวจสอบฐานะการเงิน ผู้เอาประกันได้ และยิ่งกว่านั้น บริษัทฯยังสามารถกำหนดในกรมธรรม์ได้ว่า หากบริษัทฯ ตรวจสอบโดยมีหลักฐานแน่ชัดว่าผู้เอาประกันเคยตรวจยีนหรือเซลล์โครโมโซมภายในร่างกาย และทราบผลของความเป็นโรคร้ายดังกล่าวอยู่ก่อนหน้าที่จะทำประกันภายในระยะเวลาหนึ่ง ที่กำหนดให้มีผลขาดสิทธิเรียกร้องหรือการชดใช้ในกรณีดังกล่าวก็ย่อมทำได้ ซึ่งการตรวจยีน หรือเซลล์โครโมโซมดังกล่าวน่าจะเป็นผลดีกับผู้ที่ได้รับการตรวจ หากทราบว่าเซลล์ส่วนใด จะเป็นโรคร้าย ก็จะได้หาทางป้องกันหรือรักษาได้แต่เนิ่นๆ และหากการศึกษาวิจัยโครงการ ดังกล่าวสำเร็จ ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ เพื่อหาตัวยาต่อต้าน หรือรักษาเชื้อร้ายในยีนหรือเซลล์นั้นมากกว่า

ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวนะ สิ่งใดที่คิดค้นมาเพื่อมนุษยชาติก็เกี่ยวกับเราทั้งนั้น แต่ถ้าเอามาเทียบกับประเทศของเราแล้วเหมือนกับว่าเรื่องการพัฒนาการดังกล่าวของเรา ยังไปไม่ถึงไหนเลย ซึ่งเราคงต้องอาศัยเขาอีกเช่นเคยนั่นแหละครับ


ชวนคิด


มาถึงบรรทัดนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า " เรา " ผู้ร่วมดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม เราผู้มีเจ้าตัวเล็กที่ค่อยๆ เติบโตและอาจมีโอกาสได้เห็น รวมทั้งได้รับผลกระทบโดยตรง จากความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกนี้ คือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น

และคงต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า เรา…คิดอย่างไร อยากให้โลกดำเนินไป ตามวิถีธรรมชาติ ที่อาจเชื่องช้าไปในบางเรื่อง ปรู๊ดปร๊าดรวดเร็วในบางหน หรืออยากให้โลกทั้งใบถูกควบคุมด้วยหนึ่งสมองและสองมือของมนุษย์ผู้เก่งกล้า กำหนดให้โลกดำเนินไปอย่างที่ใจต้องการ แต่ปัญหาคือมนุษย์ผู้มีบทบาทเหล่านั้นเป็นใคร ใครเป็นผู้ควบคุมยีน ยิ่งรวยมากเท่าไหร่ก็จะมีสิทธิพิเศษที่จะควบคุมโชคชะตาของลูก ที่จะเกิดมาเท่านั้นรึเปล่า แล้วคนที่เหลือล่ะ ความเท่าเทียมวัดกันที่ตรงไหน สุดท้ายคือ ความพยายามเหล่านี้ทำไปเพื่ออะไร ???

หากได้คำตอบแล้ว คุณยังอยากจะให้ลูกตาสีฟ้า จมูกโด่งเหมือนฝรั่ง เป็นอัจฉริยะแบบไอน์สไตน์ อายุยืนยาว 100 ปี เป็นคนสมบูรณ์แบบ เหมือนอย่างหนังเรื่อง GATTACA อีกรึเปล่า…ลองคิดดูค่ะ!


(update 30 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่   ปีที่ 5 ฉบับที่ 60 ตุลาคม 2543 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600