|

รศ.ดร.พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ
ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
www.tistr.or.th / birasak@inet.co.th
สิ่งที่ต่างกันหลักๆ ระหว่างพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์คือ
วิทยาศาสตร์รวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ ทางทฤษฎีที่มีการทดลองปฏิบัติและไม่อยู่กับที
หลายครั้งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีขณะที่ค้นพบนั้นจะมีประโยชน์อย่างมาก
ต่อมนุษยชาติ และในเวลาต่อๆ มาเกิดค้นพบต่อไปว่ามีโทษ วิทยาศาสตร์จึงมีพัฒนาการ
ตลอดอายุขัยของโลก อย่างที่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ หรือต้องอาศัยการค้นคว้าต่อเนื่องกันไป
ตัวอย่างความดิ้นได้ขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่นครั้งหนึ่งเรายังรู้น้อย
มีการค้นพบการนำสารตะกั่วเข้าผสมในน้ำมันเบนซิน เพื่อเพิ่มออกเทนทำประโยชน์ให้มนุษยชาติ
การค้นพบสาร CFC ซึ่งคิดว่ามีประโยชน์มากในอุตสาหกรรมเครื่องเย็น เครื่องปรับอากาศ
ต่อมาองค์ความรู้ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป ด้วยผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมของโลก
ขณะที่พุทธศาสนาเป็นการสอนองค์ความรู้ที่สามารถนำมาปฏิบัติ
ให้รู้แจ้งเห็นจริงได้เหมือนกัน แต่จะต่างกับหลักที่ว่าคำสอนในพุทธศาสนา
เป็นคำสอนหลักไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา และสามารถนำไปปฏิบัติ
ให้รู้แจ้งด้วยตัวของผู้ปฏิบัติเอง เป็นเช่นนี้อยู่นานกว่า 2,500 ปีที่ผ่านมา
โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากผู้ปฏิบัติจะเพี้ยนเปลี่ยนแปลงเสียเอง
ตามความเข้าใจผิดของแต่ละหมู่เหล่าที่อาจยังเข้าไม่ถึงแก่นเท่านั้น
และการพิสูจน์โดยหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนานั้นทุกผู้คนก็สามารถทำได้ให้เห็นจริง
ด้วยตัวเองเป็นขั้นตอนเป็นระยะๆ อยู่แล้ว เพราะเป็นสภาพธรรมชาติ
และผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ได้เอง
แอสเบสตอส เป็นอีกตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีอย่างดี
การค้นพบนำมาใช้ประโยชน์แก่มวลมนุษย์อย่างมาก ด้านการก่อสร้าง การกันความร้อน
เช่นในผนังกันความร้อน กระเบื้องกระดาษมุงหลังคาสร้างอาคาร แม้ในเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์
ขณะที่ก่อสร้างเป็นยุคปลายสมัยของแอสเบสตอสในอเมริกาพอดี ตึกเหนือยังคงใช้ซีเมนต์
ที่ผสมแอสเบสตอสถึง 20% หุ้มโครงเหล็กจากชั้นแรกถึงชั้นที่ AO อยู่ และในการถล่ม
ของอาคารทั้ง A และ B นั้นมีผลต่อเนื่องทำให้ฝุ่นเถ้าธุลีฟุ้งกระจายไปในบรรยากาศ
ของแมนฮัตตันอย่างมากมาย ในฝุ่นธุลีเหล่านี้หลายตัวอย่างมีผงแอสเบสตอสอยู่มากกว่า 1%
ตามหลักของสำนักป้องกันสภาวะแวดล้อมของอเมริกา(EPA)เอง ถูกกำหนดให้เป็นฝุ่นอันตราย
จากสารแอสเบสตอส
ฝุ่นแอสเบสตอสเหล่านี้มีผลหนักแก่สุขภาพอนามัยของคนอเมริกันในอนาคตในระยะยาว
มีการตรวจสอบฝุ่นควันพิษดังกล่าว ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเวลาต่างๆ กัน และสถานที่จุดต่างๆ
รอบตัวเศษที่ตั้งอาคารถึง 97 ครั้ง เพื่อหาทางป้องกันบรรเทาภัยจากสารแอสเบสตอสดังกล่าว
ถ้าคนเดินดินอเมริกันธรรมดาๆ จะสูดดมฝุ่นเหล่านี้เข้าไป และอาจทำให้มีผลต่อสุขภาพ
อันเนื่องมาจากแอสเบสตอสได้ในเวลา 20-30 ปีต่อมาในชีวิต
ผลกระทบต่อสุขภาพโดยแอสเบสตอสนั้น ทำให้เกิดเนื้องอกและมะเร็งเนื้อร้ายขึ้นได้
เป็นมะเร็งปอดเป็นอันดับแรก หรือเป็นโรคประหลาดๆ ที่เรียกว่า มีโสทีลิ-โอมา ขึ้นได้
ดังนั้น EPA จึงเตือนนักผจญเพลิงให้เมื่อออกจากการช่วยเหลือที่เวิลด์เทรดฯ แล้ว
ก่อนเข้าบ้านต้องถอดเสื้อผ้าอาบน้ำและแยกซักล้างชุดทำงาน และ EPA ยังดำเนินการ
ให้มีการฉีดพรมน้ำตามบริเวณรอบในและรอบนอกที่ตรวจพบฝุ่นแอสเบสตอสดังกล่าว
ฝรั่งโดยมากจะขี้กลัวอยู่แล้วเพราะมีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้ใหม่ๆ ก็จะถูกค้นพบทุกๆ วัน และหักล้างกันไปมาอยู่เสมอ
ปัจจุบันประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะเอาเปรียบประเทศด้อยพัฒนาอยู่เสมอ
แม้ว่าพิษภัยของแอสเบสตอสจะเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่ยอมรับกันทั่วไป
แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วมักใช้ช่องโหว่ของกฎหมายในประเทศด้อยพัฒนา
ที่มักตามไม่ทันด้านสภาวะแวดล้อมส่งสินค้ามหาภัยมาขายอยู่เนืองๆ เช่น
สาธารณสุขของฟินแลนด์ได้ออกรายงานเตือนว่า ประเทศแคนาดานั้น
ผลิตแอสเบสตอสในปี 2000 ที่ผ่านมาถึง 335,000 ตัน ! แต่ใช้เองในประเทศเพียง 6,000
ตันเท่านั้น เพราะมีข้อจำกัดทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมของแคนาดาคลุมหัวอยู่
ส่วนที่เหลือราว 330,000 ตันนั้น ฝรั่งก็ส่งออกมาขายตามประเทศด้อยพัฒนา
หน้าโง่ทั้งหลายทั่วโลก เพราะยังไม่มีกฎหมายบังคับที่รัดกุม เป็นการเอาเปรียบเมืองขึ้น
ทางเศรษฐกิจเหล่านี้กลายๆ อยู่อย่างขะมักเขม้น
ตลาดใหญ่ของแอสเบสตอสของแคนาดาจะอยู่ในประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ !
และในอเมริกาใต้ ซึ่งทำให้แคนาดายกระดับเป็นผู้ก่อการร้ายต่อสุขภาพและอนามัย
ของประชากรตาดำๆ ในโลกที่สาม เป็นผู้ส่งออกแอสเบสตอสรายใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน
ศาสตราจารย์แอนติ ทอสสะเวียเนน จากฟินแลนด์ เป็นผู้เปิดโปงรายงาน
ด้านตลาดโลกของแอสเบสตอสดังกล่าวในการประชุมว่า ประเทศผู้ผลิตแอสเบสตอสดังกล่าว
จะรังเกียจการใช้แอสเบสตอสภายในประเทศ แต่จะยินดีมากถ้าจะส่งแอสเบสตอสเหล่านี้
มายังประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ ที่ยังไม่มีกฎหมายจำกัดไว้โดยไม่คำนึงถึงด้านมนุษยธรรม
แคนาดาเองพยายามเพิ่มการส่งออกแอสเบสตอสมายังโลกกำลังพัฒนาอย่างหนัก
นายกรัฐมนตรีฌอง เครเตียง ของแคนาดา เคยโทรศัพท์ติดต่อกับประธานาธิบดีริคาโด
ลาโกส ของชิลี ซึ่งพยายามออกกฎหมายยุติการนำเข้าของสารอันตรายแอสเบสตอสเหล่านี้จากแคนาดา
เพื่อเจรจานำเข้าสารแอสเบสตอสในชิลีต่อไป เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
สำหรับประเทศด้อยพัฒนาอย่างประเทศไทยที่ยังไม่มีกฎหมายเป็นชิ้นเป็นอันใช้บังคับ
คงต้องเป็นการอาสาสมัครจากบริษัทก่อสร้างชั้นนำของประเทศที่มีสโลแกน ' ยึดมั่นในคุณธรรม'
ว่าจะมีคุณธรรมจริงหรือเปล่า และมีความกล้าหาญชาญชัยเป็นผู้นำในการรณรงค์เพื่อสุขภาพ
และอนามัยของลูกหลานไทยทั้งชาติในอนาคตหรือเปล่า หรือเขียนวิสัยทัศน์ไว้เฉยๆ โก้ๆ
เล่นเท่านั้น !
เรื่องพิษภัยจากแอสเบสตอสนี้ เขารู้กันตั้งแต่ปีมะโว้แล้วครับ !
(update 19 พฤศจิกายน 2001)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ]
|