
โรคหัวใจส่วนใหญ่เป็นผลจากการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง
และสั่งสมกันมานานก่อนที่อาการจะกำเริบให้เห็น
ทุกวันนี้ วงการแพทย์ยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้งแล้วว่า สาเหตุหนึ่งของโรคหัวใจ
มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณรับประทานเข้าไปโดยแน่แท้
หัวใจมีสี่ห้อง ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย ในโลหิตมีเม็ดโลหิตที่คอยจับออกซิเจน
นำไปส่งตามเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ออกซิเจนมีบทบาทในขบวนการสันดาปให้พลังงาน
ถ้าขาดออกซิเจน ก็ขาดพลังงาน คนก็ตาย หงายหลังตึง
เชื่อไหมครับ โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศไทย
และประเทศเจริญแล้วส่วนใหญ่ ตายมากกว่าอุบัติเหตุรถชนกันเสียอีก น่ากลัวนะ
คนกำลังตายด้วยโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่โรคหัวใจสามารถป้องกันได้ !?!
แล้วเราจะทำไม่รู้ไม่ชี้ได้อย่างไร ?
เรียนมาแต่เด็กว่าหัวใจมีขนาดเท่ากำปั้น และเป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง
การทำงานจึงเหมือนกับกล้ามเนื้อแขนขา มีการยืด หด เพื่อบีบเลือดไปตามเส้นเลือดน้อยใหญ่
แบบปั๊มน้ำ กล้ามเนื้อแขนขาทำงานโดยคำสั่งจากสมอง แต่หัวใจเต้นโดยไม่ต้องสั่ง
เพราะมีตัวควบคุมการเต้นของหัวใจอยู่ภายใน ดังนั้นคุณจึงไม่อาจสั่งให้หัวใจหยุดเต้น
ตอนเราเกิดมาใหม่ๆ เส้นเลือดสะอาดสะอ้าน มองดูข้างในเห็นเป็นสีเหลือบมุก
หัวใจจึงสูบฉีดเลือดออกไปได้อย่างสบายๆ ไม่หนักแรง เพราะไม่มีสิ่งใดขวางกั้น
แต่ครั้นโตขึ้น เจ้าของร่ายเริ่มแสวงหาอาหารหลากชนิด สวาปามกันโดยไม่บันยะบันยัง
สูบบุหรี่ปุ๋ยๆ ท่อเริ่มสกปรก มีการเกาะของตะกรัน ซึ่งก็คือโคเลสเตอรอล ทำให้ท่อแคบลง
และขาดความยืดหยุ่น หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น จนบางครั้งทำงานไม่ทัน
ต้องมีการเต้นเบิ้ลสองเบิ้ลสาม หรือทำงานหนักจนกล้ามเนื้อหัวใจโต
ดังที่กล่าวแล้วว่าหัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ยืดและหดตัว
เป็นจังหวะโดยอัตโนมัติ ดังนั้นหัวใจจึงต้องการเลือดจำนวนมากไปหล่อเลี้ยงทุกกลีบก้อน
ของกล้ามเนื้อเหมือนอวัยวะอื่นๆ
แม้มันจะเป็นอวัยวะใกล้ชิดกับเลือดมากที่สุด แต่หัวใจก็มิได้นำเลือดในห้องหัวใจ
มาหล่อเลี้ยงตัวเอง แต่มันจะมีเส้นเลือดเฉพาะเรียก หลอดเลือดโคโรนารี ชอนไชไปทั่วทุกส่วน
ของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำหน้าที่รับส่วนแบ่งเลือด ส่งไปเลี้ยงหัวใจอีกทีหนึ่ง
เส้นเลือดโคโรนารีจึงเป็นสายธารชีวิตสำหรับหัวใจก็ว่าได้ มันรับเลือดจากหัวใจห้องล่าง
พาเลือดที่เต็มด้วยออกซิเจนซอกซอนไปทั่วกล้ามเนื้อหัวใจแล้วถ่ายกลับคืนออกทางหัวใจห้องบน
ตราบใดที่เส้นเลือดโคโรนารีอยู่ในภาวะปกติ เลือดย่อมเดินทางสะดวกไม่ติดขัด
ส่งผลให้หัวใจทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
แต่ถ้าเส้นเลือดโคโรนารีเกิดติดขัด ตีบตัน หรือมีก้อนโคเลสเตอรอลไปอุดตันที่จุดใด
กล้ามเนื้อหัวใจตรงนั้นก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้กล้ามเนื้อตายบางส่วน
เกิดอาการปวดหัวใจอย่างแรง จนถึงตายพ้นไปเลยก็มีให้เห็นบ่อย อาการอย่างนี้ทางการแพทย์
เรียกโรคหัวใจโคโรนารี หรือเราเรียกกันว่า โรคหัวใจ
ประมาณการณ์กันว่า ในครอบครัวหนึ่งๆ จะต้องมีคนป่วยด้วยโรคหัวใจโคโรนารี
อย่างน้อยหนึ่งคน
ในช่วงแรกๆ ที่โรคหัวใจกำเริบ คุณอาจรู้สึกปวดร้าวบริเวณหน้าอก เรียกว่า
การปวดหัวใจแองไจน่า หรือมันอาจไม่ส่งสัญญาณเตือนเลยก็ได้ จนถึงวันที่ก้อนไขมัน
หลุดจากเส้นเลือดใหญ่ๆ สักเส้น เข้าไปจุกในเส้นเลือดโคโรนารี ขัดขวางการส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
เกิดภาวะหัวใจวายทันที
โชคดีที่คนไข้ที่มีอาการหัวใจวายครั้งแรกส่วนใหญ่จะมีชีวิตรอด สนใจสุขภาพมากขึ้น
และปรับปรุงวิถีชีวิตก่อนที่จะเกิดอาการกำเริบครั้งที่สองหรือสาม ซึ่งโอกาสรอดมีน้อยลง
ในขั้นตอนแรกของโรคหัวใจ อาการโรคจะดำเนินไปอย่างเงียบกริบ
เพราะเป็นช่วงที่ไขมันและโคเลสเตอรอลค่อยๆ เกาะและสะสมช้าๆ บนผนังเส้นเลือด
เมื่อเวลาผ่านไป ก้อนไขมันเริ่มมีขนาดโตขึ้นๆ ส่งผลให้ช่องว่างในหลอดเลือดเล็กลง
เส้นเลือดเกิดอาการตีบตันเป็นจุด เส้นเลือดเสียความยืดหยุ่น เกิดโรคที่เรียกเส้นเลือดแดงแข็ง
(อาเธอโรสเคลอโรซิส)
ในวงการแพทย์ยังมีสิ่งลึกลับรอการค้นพบอีกมาก แต่โชคดีที่ความรู้เกี่ยวกับหัวใจ
ถึงทุกวันนี้มากเพียงพอที่เราจะใช้สู้กับมันได้แล้ว นับเป็นอานิสงส์จากการศึกษาวิจัย
ของบุคลากรในวงการแพทย์ตลอดมาถึง 40 ปีเต็ม
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจคือ อายุเกินสี่สิบ เพศชาย มีประวัติสูบบุหรี่ ความดันสูง
โคเลสเตอรอลสูง ไม่ออกกำลังกายและมีความเครียด ใครเป็นดังที่ว่าก็เตรียมตัวเตรียมใจ
ไว้ได้เลยครับ
แต่ถ้าจะนับกันจริงๆ แล้ว 3 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดจะเป็นการสูบบุหรี่ ความดันสูง
และระดับโคเลสเตอรอลในกระแสบโลหิต
และจากการศึกษาวิจัยมากว่า 50 ปี เราพบหลักฐานชัดเจนแล้วว่า โรคหัวใจเกี่ยวข้อง
แนบแน่นกับอาหารที่เรารับประทานเข้าไป
" คุณเป็นอย่างที่คุณกิน "
นี่คือคาถาศักดิ์สิทธิ์ยอดฮิตในวงการโภชนาการ
ยิ่งนานวัน เราก็ได้พบว่า โรคร้ายหลายชนิด ที่แท้เกิดเพราะอาหารที่เรารับประทาน
เข้าไปนั่นเอง
สถาบันวิจัยทางการแพทย์ มูลนิธิซุท แคนาดา ได้อธิบายเหตุผลการเพิ่มอัตราผู้ป่วย
และตายด้วยโรคหัวใจตลอดทุกทศวรรษที่ผ่านมาว่า เป็นเพราะคนหันมาบริโภคข้าวขัดขาว
มากขึ้นนั่นเอง
ยิ่งนานวันข้าวยิ่งถูกสีให้ขาวสะอาดจนส่วนที่เป็นจมูกข้าว ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบีและอี
หลุดหายไปในขบวนการผลิต ทั้งนี้เนื่องจากกลไกการค้าที่สนองตอบรสนิยมผู้บริโภคเป็นหลัก
ผู้บริโภคชอบข้าวขัดขาว ผู้ผลิตก็สนองตอบ ยิ่งขาว ยิ่งดี และที่สำคัญในจมูกข้าวมีส่วนประกอบ
ที่เป็นน้ำมันมาก ถ้าทิ้งไว้นานๆ ข้าวจะมีกลิ่นเหม็นหืน การส่งออกไปภายในตลาดโลกทำได้ยาก
เว้นจะขัดให้ได้เมล็ดข้าวขาวสะอาด ทั้งตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และเก็บได้นาน
โดยไม่มีกลิ่น ลดการสูญเสียข้าวในสต็อค
สิ่งที่สูญเสียไปคงจะมีเพียงประการเดียว คือวิตามินในเมล็ดข้าว
ด้วยเหตุนี้ประชากรในโลกระยะร้อยปีที่ผ่านมา จึงค่อยๆ สูญเสียแหล่งกักตุนวิตามินบี
และอีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ส่งผลให้ประชากรมีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่เห็นได้ชัดคือ
1. โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม และโรคหัวใจอื่นๆ จากการขาดวิตามินอี
ซึ่งก็เป็นจริงแล้วในปัจจุบัน
2. โรคประสาท อันเป็นผลจากการขาดวิตามินบี ซึ่งก็เป็นจริงอีกเช่นกัน
จะเห็นได้ว่า การขาดวิตามินอีและบีกำลังกลายเป็นมหันตภัยสำหรับโลก
มนุษย์ตายด้วยโรคหัวใจอันดับหนึ่ง ที่เหลือรอดอีกครึ่งกำลังป่วยเป็นโรคประสาท
การศึกษาอื่นๆ เกี่ยวกับโรคหัวใจกับอาหาร ที่สำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์มีดังนี้
พ.ศ. 2491 มีการศึกษาที่แมสซาชูเสต ในเมืองชื่อ ฟรามิงแฮม ทำในประชากร 5,127 คน
อายุระหว่าง 30-62 ปี ใช้เวลาในการศึกษานานถึง 30 ปี บอกให้รู้ว่า การรับประทานอาหาร
อุดมด้วยไขมันเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
การศึกษาครั้งนี้โด่งดังมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่เราได้รับรู้ว่าโรคหัวใจเกิดจาก
อาหารที่รับประทานนี่เอง มิใช่เชื้อโรคหรือบุญทำกรรมแต่ง
พ.ศ. 2500 นักประดิษฐ์ชื่อ นาธาน พริทิคิน ถูกแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจ
เขาเริ่มกินอาหารไขมันต่ำ และด้วยสมองปราดเปรื่องจึงได้คิดสูตรอาหารไขมันต่ำชื่อ
" Pritikin Diet " ออกวางจำหน่าย ตามมาด้วยการเปิดศูนย์สุขภาพอายุวัฒนะในซานตาบาร์บารา
แคลิฟอร์เนีย แบบว่าคนมีหัว เห็นช่องทางทำเงินไปหมด
พ.ศ. 2521 คุณหมอดีน ออร์นิช เป็นคนแรกที่ค้นพบว่า คนไข้โรคหัวใจที่งดอาหารไขมัน
และลดความเครียด จะหายจากโรคหัวใจได้
พ.ศ. 2536 การศึกษาต่อเนื่องเป็นเวลานานแสดงให้เห็นว่า คนไข้ที่กินอาหารไขมันต่ำ
เส้นใยไฟเบอร์สูง โดยไม่กินยาอื่นใด จะมีสุขภาพสมบูรณ์เท่ากับคนไข้ที่กินยา พร้อมอาหารไขมันต่ำ
กล่าวง่ายๆ คือ อาหารไขมันต่ำและไฟเบอร์สูงก็หยุดยั้งโรคหัวใจได้
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นโรคหัวใจ หรือไม่อยากเป็นโรคหัวใจ คุณจะทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
ทานข้าวขาหมูคากิ เนื้อย่าง ไก่ทอด ฯลฯ โดยหวังว่าสุขภาพหัวใจจะแข็งแรงดี
เป็นไปได้อย่างไร ?
สิ่งที่คุณต้องทำคือ ประพฤติตัวใหม่ ทานอาหารที่มีไขมันน้อยลง และเพิ่มอาหารบางชนิด
ที่เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ดังนี้
อาหารบรรเทาโรคหัวใจ
อาหารทะเล ผักผลไม้ ผักจำพวกถั่ว ข้าวซ้อมมือ หัวหอม กระเทียม อาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี
วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน และใช้น้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะกอกเป็นครั้งคราว
อาหารแสลงโรค
อาหารโคเลสเตอรอล เช่น เนื้อ นม และผลิตภัณฑ์ของนมไข่ อาหารไขมัน สุรายาเมา
อาหารเหล่านี้ เสริมสุขภาพ หรือแสลงโรคอย่างไร ผมจะทยอยนำเสมอต่อไปครับ
(update 27 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2544 ]
|