มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

การผ่าตัดต่อมทอนซิล


ในปัจจุบันไม่ค่อยได้มีการทำการผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็กกันมากเหมือนแต่ก่อน ทั้งนี้เพราะมีการวินิจฉัยทอนซิลอักเสบและมีการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาทอนซิลอักเสบ กันมากขึ้น ทำให้การติดเชื้อที่ทอนซิลหายได้เร็วขึ้น และไม่ค่อยพบโรคแทรกซ้อนมาก เหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งความรู้ความเข้าใจของคุณพ่อคุณแม่ และแพทย์ผู้ดูแลเกี่ยวกับ การรักษาทอนซิลอักเสบที่ถูกต้องก็ดีขึ้นด้วย ทำให้มีความจำเป็นในการทำผ่าตัด ต่อมทอนซิลน้อยลง


  • การติดเชื้ออักเสบของทอนซิลเป็นอย่างไร ?

ทอนซิลเป็นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่เป็นก้อน เห็นได้ชัดในคอ ซึ่งมีส่วนการดักจับเชื้อโรค ที่ผ่านเข้ามาทางการรับประทานอาหาร และทางเดินหายใจ และช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อโรค แต่ถึงแม้ทอนซิลจะมีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค และเกิดการติดเชื้อ ที่ทอนซิลขึ้นได้ ซึ่งจะแสดงออกโดยรู้สึกเจ็บคอ มีไข้ ทอนซิลมีขนาดโตขึ้น และแดงอักเสบ หรือมีหนองที่ทอนซิล เวลากลืนจะรู้สึกเจ็บ บางครั้งจะพบต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอโตด้วย


  • ผลแทรกซ้อนของการติดเชื้อทอนซิลอักเสบคืออะไร ?

ในอดีตเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมาพบว่า การติดเชื้ออักเสบของทอนซิล ด้วยเชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อสเตรปโตคอกคัส กรุ๊ป เอ (Group A Streptococci) สามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจได้ในภายหลัง คือ โรคไข้รูห์มาติค และโรคหัวใจรูห์มาติค มีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และลิ้นหัวใจตีบจากการที่มี การติดเชื้อสเตรป กรุ๊ป เอ นี้บ่อยๆ ที่ทอนซิล แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีการดูแล ทางการแพทย์และยาปฏิชีวนะที่ดี ทำให้การรักษาการติดเชื้อสเตรป นี้ทำได้ดีขึ้น จึงไม่ค่อยพบปัญหาโรคไข้รูห์มาติค และโรคหัวใจรูห์มาติค มากเหมือนเมื่อก่อน

นอกจากนี้ก็มีบางรายงานของการติดเชื้อสเตรป ที่ทอนซิล ชนิดที่เป็นเชื้อลุกลามเร็ว หรือดื้อยา ที่สามารถทำให้เกิดการอักเสบเป็นฝีหนองในบริเวณช่องคอ (Peritonsillar abscess) ได้อย่างมาก ทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงเข้าสู่กระแสเลือด (Sepsis) และเป็นอันตราย ต่อคนไข้ได้


  • ตำแหน่งของทอนซิล

เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณในลำคอนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้มีการแบ่งกลุ่ม ของทอนซิล ออกตามตำแหน่งที่อยู่ในลำคอ เป็น 3 อย่างคือ
กลุ่มที่ 1 อยู่ในคอที่เห็นเป็นลูกอยู่ 2 ข้างของในคอ เรียกว่า พาลาทีน ทอนซิล (Palatine tonsils)
กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ต่อมทอนซิลที่อยู่ที่ตำแหน่งโคนลิ้น (มองไม่เห็นจากการดูคอ) ที่เรียกว่า ลิงก์กัวล์ ทอนซิล (Lingual tonsils) และ
กลุ่มที่ 3 คือต่อมที่อยู่เหนือเพดานอ่อนในคอที่เรียกว่า ต่อมอะดีนอยด์ (Adenoid) หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า นาโสฟาริงก์เจียลทอนซิล (Nasopharyngeal tonsils)
ซึ่งพบว่าในการติดเชื้ออักเสบของทอนซิลนั้นมักจะมีการอักเสบร่วมกันทั้ง 3 ตำแหน่งนี้ และทำให้ต่อมต่างๆ นี้มีขนาดใหญ่ขึ้นมากจนทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้หายใจไม่สะดวก มีเสียงหายใจดัง นอนกรน และไอเรื้อรัง ทำให้ในหลายราย ที่ทำการผ่าตัดทอนซิล จะมีการทำการผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์ ออกไปด้วย เพื่อช่วยให้การหายใจ ของเด็กดีขึ้น

การตรวจดูว่าต่อมอะดีนอยด์ที่มีตำแหน่งอยู่เหนือเพดานอ่อนในช่องโพรงจมูก มีขนาดโตมากแค่ไหน นอกจากจะใช้การดูลักษณะการหายใจค่อนข้างจะเสียงดังแล้ว จะสามารถดูได้จากการทำเอกซเรย์ดูต่อมอะดีนอยด์ว่ามีขนาดโตจนปิดบัง ช่องทางเดินหายใจส่วนบนมากแค่ไหน ซึ่งแพทย์มักจะทำการตรวจเอกซเรย์เพื่อประเมิน ก่อนการพิจารณาแนะนำให้ทำการผ่าตัด

คำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักจะถามก็คือว่า หากเอาต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์ออกแล้ว จะทำให้ภูมิต้านทานของลูกลดลงหรือลูกจะติดเชื้อง่ายขึ้นหรือไม่ ซึ่งความจริงแล้วต่อมทอนซิล และต่อมอะดีนอยด์ มีส่วนในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคในเด็กเล็กอายุประมาณ 1-3 ปี หลังจากนั้นหน้าที่ของต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์จะลดลง และร่างกายยังมีอวัยวะอื่นๆ ที่ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคอีกมาก เช่น ระบบต่อมน้ำเหลือง ต่อไทมัส และม้าม เป็นต้น ฉะนั้นการผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ออกจะไม่ทำให้ภูมิต้านทานโรคเปลี่ยนแปลง


  • ข้อบ่งชี้ในการพิจารณาทำการผ่าตัด

ในปัจจุบันเนื่องจากมียาปฏิชีวนะที่ดี สามารถรักษาการติดเชื้อของทอนซิลให้หายได้ จึงไม่ได้แนะนำให้ทำการผ่าตัดต่อมทอนซิลกันมากเหมือนสมัยก่อน แต่ในบางรายที่มีข้อบ่งชี้ เช่น มีการติดเชื้อทอนซิลอักเสบบ่อย 6-7 ครั้งในหนึ่งปี หรือมีการอักเสบของทอนซิลแบบเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ อย่างน้อย ประมาณ 5 ครั้งต่อปี เป็นเวลามากกว่า 2 ปี หรือพบว่า ทอนซิลมีขนาดใหญ่ และทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้นอนกรน หายใจเสียงดัง ในบางรายทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ (ที่เรียกว่า Obstructive Sleep Apnea) เด็กจะเหมือนนอนหลับไม่สนิท และมีปัญหาไปนอนหลับในห้องเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง ขาดเรียนบ่อยๆ และต้องทานยารักษาบ่อยๆ ก็เป็นข้อบ่งชี้ว่าควรทำการผ่าตัดทอนซิล (และต่อมอะดีนอยด์ที่โต)


  • การผ่าตัดทอนซิลทำอย่างไร ?

โดยทั่วไปอาจทำการผ่าตัดแบบสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน หรือในเด็ก มักจะแนะนำให้อยู่เพื่อสังเกตอาการหลังผ่าตัดอีก 1 คืน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผลแทรกซ้อนอื่นๆ

การผ่าตัดทำโดยการดมยา ให้เด็กหลับก่อน โดยวิสัญญีแพทย์ (หมอดมยา) จากนั้นแพทย์ผู้ทำผ่าตัด (หมอ หู คอ จมูก) จะทำผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลทั้ง 2 ข้างของลำคอ หรือบริเวณใบหน้าเลย ขั้นตอนการผ่าตัดนี้ใช้เวลาไม่นาน คือประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น หลังจากนั้น เด็กจะตื่นจากการดมยา และสามารถหายใจเองได้

ปัญหาแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นก็คือ การเลือดออกตรงบริเวณที่ทำผ่าตัดไว้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว แพทย์ผู้ทำผ่าตัดจะตรวจเช็กจนแน่ใจว่าได้ห้ามเลือดในบริเวณนั้น จนเรียบร้อยก่อนที่จะนำคนไข้ออกมาจากห้องผ่าตัด


  • ระยะพักฟื้นหลังการทำผ่าตัดทอนซิล

ในช่วงแรกของการพักฟื้น อาจจะยังมีอาการเจ็บคอ และไม่อนุญาตให้ทานอาหารแข็ง แต่จะสามารถดื่มน้ำหรือทานซุปใสๆ ได้ ในเวลาต่อมาก็ทานเป็นอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้มเละๆ และเริ่มเป็นอาหารปกติได้ในวันต่อๆ มา

ในช่วง 3-4 วันแรกหลังผ่าตัดคุณพ่อคุณแม่ผู้ดูแลเด็กก็ต้องคอยระวังอย่าให้เด็ก เอานิ้วแยงในคอ หรือตะโกน เค้นคอมาก หรือแปรงฟันแรงและลึกเกินไปกระแทกถูกในคอ อาจทำให้เกิดเลือดออกได้ นอกจากนั้นแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอื่น เรื่องการติดเชื้อแทรกซ้อนนั้น ก็พบได้น้อยมาก แพทย์มักจะสั่งการรักษาและให้ยาปฏิชีวนะควบคุมไว้ตอนให้กลับบ้านอยู่แล้ว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ที่แผลจะหายสนิท


(update 28 กันยายน 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600