
คนเราส่วนมากเคยเป็นหวัดมาแล้วทั้งนั้น เพราะว่าเชื้อที่ทำให้เกิดโรคหวัดมีอยู่ทั่วไป
บางคนอาจจะเป็นหวัดปีละ 2 ถึง 4 ครั้ง เป็นจนเซ็ง เซ็งว่า ทำไมยังไม่มีใครทำลายเชื้อโรคนี้ให้น้อยลง
ที่จริงโรคหวัดมันมีมาคู่กับมนุษยชาตินานมาแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถหายาฆ่าเชื้อหวัดได้
ดังนั้นทางที่ดีที่จะรักษาโรคหวัดได้คือ ความรู้ที่ใช้ในการป้องกัน
โรคหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส
ซึ่งมีอยู่ราว 200 ชนิด ที่ทำให้เกิดโรคหวัดได้ หวัดอาจจะติดต่อกัน
ทางการไอหรือจาม การใช้เครื่องใช้ไม้สอยร่วมกับคนที่เป็นหวัด
มีคนเข้าใจผิดคิดว่าหวัดติดต่อกัน
ทางการไอจามใส่กันมากที่สุด แต่ที่จริงแล้วติดต่อทางมือมากที่สุด เขาพิสูจน์กันมาแล้วในต่างประเทศ
ในประเทศตะวันตกหวัดมักระบาดมากที่สุดในฤดูหนาว การที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าในฤดูหนาว
คนเราจะอยู่ในบ้านมากกว่านอกบ้าน เวลาคนเป็นหวัดไอหรือจามก็มักจะเอามือปิดปาก
เชื้อหวัดก็จะติดมือไปติดลูกบิดซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อไปสู่มือคนอื่น เมื่อเอามือไปป่าย
ไปเช็ดหน้าตาจมูกหรือปากก็จะติดเชื้อหวัด
อาการหวัด มักจะเริ่มด้วยอาการคันคอ จาม ไอแห้งๆ คัดจมูก น้ำมูกไหล มักจะเกิดอาการ
2 ถึง 3 วันหลังจากได้รับเชื้อหวัด แล้วมันอาจจะเป็นอยู่นาน 2 ถึง 14 วัน แต่คนส่วนใหญ่เป็นอยู่นาน
7 วัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้แก่
อายุ
คนที่อายุน้อยกับคนสูงอายุเป็นได้บ่อยกว่า คนสูบบุหรี่เป็นมากกว่าคนที่ไม่สูบ
การได้รับเชื้อมากเป็นได้มากกว่าการได้รับเชื้อน้อย ภูมิต้านทานของร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง
คนที่มีภูมิต้านทานโรคลดจากความเครียด การอดนอน ดื่มเหล้า ตากแดด ฯลฯ จะเป็นโรคได้ง่าย
เมื่อเป็นหวัด
การรักษาที่ดีคือการพักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ดี ดื่มน้ำอุ่นให้เยอะๆ เข้าไว้
น้ำอุ่นจะดีกว่าน้ำเย็น เนื่องจากมันจะไม่ทำให้อาการไอเป็นมากขึ้น ยาส่วนมากที่ใช้
ไม่ใช่เพื่อฆ่าเชื้อหวัดโดยตรงแต่เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการหวัด เช่น
ยาแอนติฮีสตามีน
เช่น ยา CPM, Benadryl, Chlortrimeton ยาพวกนี้ไปลดน้ำมูก ลดการจาม
ให้ดีต้องใช้ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเป็นหวัด ยาพวกนี้ทำให้ง่วง ต้องระวังโดยเฉพาะคนที่ต้องขับรถ
หรือทำงานกับเครื่องจักร อีกทางหนึ่งมันอาจจะทำให้นอนไม่หลับ เช่น คนไข้ชายสูงอายุ
ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก ยาพวกนี้อาจทำให้ปัสสาวะไม่ค่อยออก เกิดปัสสาวะคั่ง
ซึ่งทำให้นอนไม่หลับเพราะต้องตื่นขึ้นมาถ่ายปัสสาวะทั้งคืน
ยาลดการคัดจมูก
เช่น Neo-synephrine, Sudafed มันมีฤทธิ์ทำให้เยื่อบุจมูกหดตัว
มีการบวมน้อยลง ส่วนยาชนิดพ่นจมูกก็เหมือนกัน แต่ไม่ควรใช้เกินวันละ 3-4 ครั้ง
เพราะจะทำให้อาการเลวลงเนื่องจากเมื่อใช้มากเยื่อบุจมูกจะบวมมากขึ้น
คนที่มีโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจควรหลีกเลี่ยงยานี้เนื่องจากมันทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
ยาแก้ไอ
ที่เข้าสาร dextromethorphan, codeine, หรือยาลดเสมหะ guaifenesin
ก็มีขายตามร้านขายยาทั่วไป
สำหรับยาลดไข้ที่ใช้ได้ดีคือ paracetamol
สำหรับยาปฏิชีวนะที่เขาใช้รักษาโรคติดเชื้อ (แบคทีเรีย) ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรใช้
เพราะการใช้พร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยา
|
เคยมีข่าวฮือฮาว่า ไวตามินซี สามารถรักษาโรคหวัดได้ แต่จากการทดลองเปรียบเทียบ
กับยาหลอกไม่สามารถบอกได้ว่า มันได้ผลต่างกัน
สมุนไพร
ชื่อ Echinecea ก็ได้รับการทดลองไม่ได้ผลแน่ชัดเหมือนกัน แต่สมุนไพร
อาจจะมีข้อเสียคือ อาจมีสารอื่นเจือปนและขนาดยาไม่แน่นอน
ธาตุสังกะสี
ก็มีข่าวว่าสามารถลดความรุนแรงและระยะเวลาการเป็นหวัดได้
แต่ตอนหลังผลการทดลองออกมาไม่แน่ชัด ถ้าใครจะกินยานี้ต้องระวังหลีกเลี่ยง
ในกรณีที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร และยานี้สามารถลดภูมิต้านทาน
ได้ถ้ากินมากกว่า 1 สัปดาห์
หวัดส่วนมากเองได้
ไม่ต้องไปหาแพทย์ นอกจากในกรณีที่มีอาการแทรกซ้อน
หรือรุนแรงขึ้น เช่น มีไข้มากกว่าสองสามวัน หรือเป็นไข้สูง เจ็บหู เจ็บคอมากขึ้น มีผื่นขึ้น
ไอมากกว่าสองสัปดาห์หรือไอมีเลือด คนที่ทำท่าจะหายแล้วกลับเป็นใหม่อีก มีอาการหอบเหนื่อย
มือที่ไม่สะอาดไม่ควรเอาไปป่ายป้าย หรือเช็ดตามหน้าตาจมูก การล้างมือให้สะอาด
ด้วยสบู่ธรรมดามีผลดีต่อการป้องกันโรคหวัดได้มาก สำหรับก๊อกน้ำแบบมือหมุนควรจะหลีกเลี่ยง
เพราะมันก็สกปรกพอๆ กับลูกบิดประตูนั่นแหละครับ
หวัดที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า cold นี้ต่างกับ flu (influenza) หรือไข้หวัดใหญ่
ซึ่งร้ายแรงกว่า ทั้งสองโรคนี้มีความแตกต่างกันดังนี้
|
| อาการ |
หวัดธรรมดา (cold) |
ไข้หวัดใหญ่ (flu) |
| ไข้ | ไม่ค่อยมี |
มี 3-4 วัน |
| ปวดหัว | ไม่ค่อยมี |
มีชัด |
| ไอ | ไอแห้งๆ หรือมีเสมหะ |
ไอแห้ง อาจร้ายแรงขึ้น |
| เพลีย | เล็กน้อย |
เพลียนาน 2-3 สัปดาห์ |
| อ่อนเพลียมาก | ไม่มี |
พบแต่ต้น อาการมาก |
| ปวดกล้ามเนื้อ | น้อย |
พบบ่อย และมาก |
| คัดจมูก | บ่อย |
บางครั้ง |
| จาม | พบเสมอ |
บางครั้ง |
| เจ็บคอ | บ่อย |
บางครั้ง |
| แน่นหน้าอก | น้อย |
บ่อย |
(update 23 กรกฎาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544]
|