มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

โรคแพ้อากาศ


โรคแพ้อากาศเป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยมากที่สุดโรคหนึ่ง ความจริงแล้วชื่อที่เรียกกัน มาตั้งแต่อดีตไม่เหมาะสมเพราะ สื่อความหมายได้ไม่ดี (อากาศเป็นก๊าซต่างๆ ในธรรมชาติ รวมกันอยู่ไม่มีปัญหากับจมูก) ในทางการแพทย์ปัจจุบันถ้าจะแปลความหมายให้ตรงกับ ชื่อโรคในภาษาอังกฤษคือ Allergic rhinitis ก็คงต้องแปลเป็นภาษาไทยว่า " โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ " แต่ก็ยาวเกินไปและไม่สะดวกในการเรียกใช้

จมูกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจเพื่อใช้กรองฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอม โดยติดที่ขนจมูกและใช้ปรับอุณหภูมิของร่างกายก่อนที่จะผ่านลงไปสู่หลอดลม เยื่อจมูกยังมีหน้าที่ ผลิตสารเยื่อเมือกเพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอม

โพรงจมูกอักเสบ การที่โพรงจมูกเกิดการอักเสบขึ้น ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก ซึ่งจริงๆ แล้วมีสาเหตุมากมายที่จะทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ เช่น
1. โรคแพ้อากาศ (โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้)
2. โพรงจมูกอักเสบจากเชื้อโรค
2.1 ไวรัส เรียกว่า หวัด
2.2 เชื้อแบคทีเรีย
3. โพรงจมูกอักเสบ จากยาบางชนิด เช่น ฮอร์โมนบางชนิด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
4. โพรงจมูกอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ
5. บางครั้งโพรงจมูกอักเสบอาจเป็นอาการนำของโรคร้ายแรงบางโรคได้
ในที่นี้จะขอกล่างถึงโรคแพ้อากาศโดยละเอียด

โรคแพ้อากาศ คือ โรคที่เกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งเกิดอาการของโรคขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการคันจมูก คัดจมูก หายใจไม่สะดวก น้ำมูกไหล อาจจะกระแอมบ่อยๆ เนื่องจากมีน้ำมูกไหลลงคอ อาการคัดจมูกถ้าเป็นมาก ผู้ป่วยบางคนจะใช้มือดันจมูกขึ้น เมื่อทำบ่อยๆ จะเกิดรอยขาวๆ ขึ้นที่สันจมูก

โรคแพ้อากาศก็เป็นโรคหนึ่งซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม มักจะมีประวัติความเจ็บป่วย แบบเดียวกันในครอบครัว

การวินิจฉัยโรคแพ้อากาศ
- สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ ประวัติการเจ็บป่วยโดยละเอียด แพทย์ผู้รักษาจะถามถึงอาการที่เป็น ระยะเวลาที่เป็น ประวัติครอบครัว ว่ามีใครเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ ประวัติภูมิแพ้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ยาที่ใช้อยู่

- สิ่งสำคัญอันดับสอง ได้แก่ การตรวจร่างกายโดยละเอียด แพทย์จะตรวจตา (ผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ อาจจะมีอาการคันตา เคืองตา ตาแดงด้วย) ตรวจจมูกเพื่อดูลักษณะ สีของเนื้อจมูก อาการบวมในจมูก ดูน้ำมูก ตรวจปอด และตรวจผิวหนังด้วย

- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันว่า ผู้ป่วยแพ้อะไร ในปัจจุบันการตรวจที่ผิวหนัง (Skin test) เป็นการตรวจที่ง่ายสะดวก ค่าใช้จ่ายน้อย วิธีการทำคือใช้น้ำยาที่สกัดจากสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด หยดบนผิวหนังบริเวณท้องแขน แล้วใช้เข็มหรืออุปกรณ์พิเศษกดเพื่อให้น้ำยาซึมลงใต้ผิวหนัง ถ้ามีอาการแพ้ ก็จะเกิดรอยบวมแดงดันขึ้น มักจะอ่านผลที่ 15-30 นาที
ในบางครั้งถ้าไม่สามารถตรวจที่ผิวหนัง การตรวจในเลือดก็สามารถทำได้ แต่จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่า

ผู้ป่วยบางคนจะถามแพทย์ถึงความจำเป็นที่ต้องการตรวจที่ผิวหนัง จริงๆ แล้วจำเป็นมาก เพราะจะทำให้ทราบว่าสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยมีปัญหาคือตัวไหน ซึ่งจะมีผลต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย

การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ

ที่สำคัญมาก คือการดูแลสิ่งแวดล้อมให้ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ถ้าแพ้ตัวไรฝุ่น จำเป็นที่จะต้องดูแลภายในบ้านให้มีตัวไรฝุ่นน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย โดยการไม่ใช้ที่นอน หรือหมอนที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของตัวไรฝุ่น เช่น นุ่น ขนเป็ด ใยมะพร้าว ถ้าจำเป็นต้องใช้ อาจหาพลาสติกหรือวัสดุพิเศษมาคลุมที่นอนไว้ ไม่ใช้พรมในบ้าน เป็นต้น ถ้าผู้ป่วยแพ้เชื้อราในดิน ก็คงต้องไม่มีกระถางต้นไม้ในบ้าน เวลาดูแลสวน รดน้ำพรวนดิน ก็คงต้องมีอุปกรณ์ ในการป้องกันจมูกไว้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ไม่ควรมีสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว


ตัวไรฝุ่น เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมี 8 ขา ตระกูลเดียวกับแมงมุมและเห็บ ตัวไรฝุ่นมีขนาดเล็ก 0.3 มม. มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ชอบอากาศร้อนชื้น ซึ่งประเทศไทยก็เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของตัวไรฝุ่นมาก ตัวไรฝุ่นดำรงชีพอยู่ได้โดยกินสะเก็ดผิวหนัง และขี้รังแคของคนและสัตว์ มีอวัยวะพิเศษในการดูดซึมน้ำจากบรรยากาศรอบๆ ตัวได้ วงจรชีวิตของไรฝุ่น 1 ตัว จะมีชีวิตอยู่ได้ 30 วัน ไรฝุ่นตัวเมียจะวางไข่ได้ครั้งละ 25-30 ฟอง ในฝุ่นที่อยู่ในบ้าน 1 กรัม บางครั้งจะมีตัวไรฝุ่นได้ถึง 3,000 ตัว ตัวไรฝุ่นไม่สามารถกัดคนได้ ไม่สามารถแพร่เชื้อโรคได้ ไม่สามารถอาศัยอยู่บนตัวคนได้

ในอดีตการแพ้ไรฝุ่นและการแพ้ฝุ่นบ้าน (house dust) ใช้แทนกันได้ แต่ปัจจุบัน ไม่ใช้แทนกันแล้ว เนื่องจากฝุ่นในบ้านประกอบด้วยสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ อีก เช่น ขนสัตว์ (ขนสุนัข ขนแมว) เชื้อรา ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้เหมือนกัน


ในกรณีที่การหลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้น แพทย์ก็จะรักษา โดยยาให้ ยาที่ใช้ช่วยมี 2 กลุ่ม ได้แก่ ยาที่ใช้รับประทานและยาที่ใช้พ่นทางจมูก ยารับประทานที่ใช้คือ ยาต้านฮีสตามีน หรือยาแก้แพ้ ในอดีตที่ใช้บ่อยคือ คลอเฟนิรามิน มีราคาถูก แต่มีข้อเสียคือ ทำให้เกิดอาการง่วงนอน ในปัจจุบันมียาแก้แพ้ชนิดใหม่ ที่จะไม่ทำให้เกิดอาการง่วงนอนหรือเกิดขึ้นน้อยลงมาก

ยาพ่นจมูก มีหลายชนิดเช่นกัน บางชนิดไม่สามารถใช้นานๆ ได้เพราะจะทำให้ เกิดการดื้อยาและจมูกกลับมีอาการมากขึ้นอีก ยากลุ่มนี้มักเป็นยาลดอาการคันจมูก ในระยะแรกที่ใช้ผู้ป่วยจะรู้สึกดีมาก เพราะเห็นผลเร็วแต่พอใช้ไปสักระยะหนึ่ง จะมีความรู้สึกว่า ต้องการยาใจความถี่ที่มากขึ้น ดังนั้นแพทย์จะเน้นว่ายานี้ใช้ได้ไม่เกิน 5-10 วัน (ตัวอย่างเช่น อ๊อกซีเมทาโซลีน)

ยาพ่นจมูกอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นยาต้านการอักเสบในจมูก ซึ่งมีทั้งที่ประกอบด้วยสารสเตียรอยด์ และสารที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในกรณีเด็ก แพทย์มักจะเลือกใช้กลุ่มที่ไม่มีสเตียรอยด์ก่อน ยากลุ่มนี้ได้ผลประมาณ 50-70% ของผู้ป่วย (ตัวอย่างเช่น โครโมลินโซเดียม) ผู้ป่วยบางคนจะไม่ตอบสนองการรักษาด้วยยากลุ่มนี้ และมีอาการมากก็จำเป็นต้องใช้ ยาพ่นจมูกที่มีสเตียรอยด์ ซึ่งจะได้ผลดีมาก ถึงแม้ว่าจะมีสารสเตียรอยด์แต่ก็มีปริมาณน้อยมาก เมื่อเทียกับยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน เนื่องจากยาต้านการอักเสบแบบพ่นจมูก เป็นยาที่ถือว่าออกฤทธิ์เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ทุกวันเป็นระยะเวลานาน

การรักษาโรคแพ้อากาศอีกวิธีหนึ่งได้แก่ การฉีดสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้ เข้าสู่ร่างกายในปริมาณเล็กน้อยทุกสัปดาห์ เพื่อไปเปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้อาการของโรคแพ้อากาศดีขึ้นได้ แต่มีข้อเสีย คือ ผู้ป่วยจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลทุกอาทิตย์ ในระยะแรกของการรักษา เมื่อดีขึ้นแล้วจึงจะเปลี่ยนเป็นทุก 2 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็น 3-4 สัปดาห์ ต่อการฉีดยา 1 ครั้ง รวมระยะเวลาทั้งหมดในการรักษาแบบนี้ 2-3 ปี

โรคแทรกซ้อนของโรคแพ้อากาศที่สำคัญคือ โพรงไซนัสอักเสบ เนื่องจากโพรงไซนัส เป็นช่องว่างในกะโหลกศีรษะมี 4 คู่ในผู้ใหญ่ และทุกโพรงไซนัสจะมีรูเปิดของไซนัสเข้าสู่จมูก การรักษาจำเป็นต้องรักษาทั้ง 2 โรคไปพร้อมกัน มิฉะนั้นผู้ป่วยมักจะเป็นไซนัสอักเสบได้อีกเรื่อยๆ

โดยสรุปแล้ว โรคแพ้อากาศเป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย การดูแลรักษาผู้ป่วยที่ดี จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมักจะมีอาการเรื้อรัง ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ด้วยจึงจะได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด


(update 22 สิงหาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม 2544


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600