
ยาล้างแผลที่เรามักใช้กันบ่อยๆ มีมากมายหลายชนิด ได้แก่
1.
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ รู้จักกันดี เวลาใส่แผลแล้วฟู่เป็นฟองฟ่อด
เพราะเกิดปฏิกิริยากับเลือดหรือเนื้อของเราแล้วสลายตัวกลายเป็นน้ำ
และก๊าซออกซิเจนออกมา ก๊าซนี้ไม่สู้มีผลในทางฆ่าเชื้อโรคเท่าไหร่
นอกจากเชื้อประเภทที่ไม่ชอบอากาศ มันอาจช่วยให้สิ่งสกปรกหลุดลอยออกมา
จากแผลของเราได้บ้าง ความเข้มข้นของยาที่มีขายทั่วไปคือ 3% นับว่าแรงไปค่ะ
เพราะความเข้มข้นขนาดนี้ฆ่าเชื้อโรค และเนื้อแผลด้วย ก่อนใช้จึงควรเจือจางก่อน
2.
โพวิโดนไอโอดีน
เป็นยาฆ่าเชื้อที่เข้ามาแทนที่ทิงเจอร์ไอโอดีน
แสบน้อยกว่าแต่ฤทธิ์ฆ่าเชื้อดีเท่าเทียมกัน เพราะเป็นไอโอดีนเหมือนกัน
ความเข้มข้นที่ทำไว้ขายคือ 10%
3.
โซเดียมไฮโปคลอไรด์
เป็นน้ำยาใส กลิ่นฉุนแบบกลิ่นคลอรีน
ถูกแผลจะแสบมาก วางขายขนาดความเข้มข้น 0.5% ถ้าจะไม่ให้ฆ่าเชื้อแผล
ต้องเจือจางลง 100 เท่า ซึ่งยังพอมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคเหลืออยู่
4.
น้ำส้มสายชู (กรดอะซีติก)
พบว่ามันมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ ที่ใช้กันอยู่ตามโรงพยาบาล
มีความเข้มข้น 0.25% ซึ่งพบว่าแรงไปสำหรับเนื้อแผลของเราอีกเช่นกัน พอเจือจางลงไป 100 เท่า
จะไม่ฆ่าเนื้อแผล แต่หมดฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคไปด้วย
5.
ยาแดง ยาเหลือง
เป็นยาสามัญประจำบ้านมาช้านานแล้ว ถ้าคุณยังมีใช้อยู่
ขอแนะนำว่าใช้เช็ดรอบๆ แผลได้ แต่ไม่ควรราดลงไปในแผล เพราะแผลอาจหายช้า
กว่าการที่คุณไม่ราดยาลงไปเสียอีก
6.
น้ำเกลือ
เป็นสารละลายที่เหมาะสมที่สุดในการล้างทำความสะอาดบาดแผล
เพราะไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อของเราเลย ถ้าหาไม่ได้ก็ล้างด้วยน้ำสะอาดไปก่อน
ให้เอาเศษสิ่งสกปรกออกจากแผลให้หมด
คุณอย่าคิดว่ายาฆ่าเชื้อโรคเป็นยาวิเศษนะคะ มันไม่ได้ช่วยทำให้แผลหายเร็วแต่อย่างใด
มีแต่จะทำให้แผลติดช้าลง เพราะเนื้อแผลถูกน้ำยาทำลาย ถ้าคุณใช้ชนิดความเข้มข้นสูง
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
วิธีง่ายๆ ที่จะทำน้ำเกลือไว้ใช้คือ ใช้เกลือแกง 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 ลิตร
ต้มให้เดือดทิ้งให้เย็น คุณก็จะได้น้ำเกลือที่ฆ่าเชื้อแล้วไว้ล้างแผลได้อย่างดีเลยทีเดียวค่ะ
(update 26 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2544 ]
|