ครกบดยา
เมื่องาน " วันรักษ์ตับ ครั้งที่ 2 " ที่ผ่านมา ได้มีการกล่าวถึงปัญหา
เรื่องโรคตับอักเสบชนิดบีที่กำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญระดับโลก เพราะทุกวันนี้
มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีทั่วโลกอยู่ร้อยละ 5 ของประชากรโลกทั้งหมด
หรือประมาณ 3.5 ล้านคน มีผู้เป็นพาหะมากกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก โดยประมาณ 3/4
ของผู้เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีเป็นคนเอเชีย และในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิต
จากโรคตับอักเสบชนิดบีมากกว่า 250,000 คน
ความร้ายแรงของโรคตับอักเสบชนิดบี อยู่ที่การนำไปสู่โรคตับอักเสบเฉียบพลัน
และโรคตับอักเสบเรื้อรัง โดยในจำนวนผู้ป่วยโรคตับทั้งหมด จะมีผู้ป่วยโรคตับอักเสบเฉียบพลัน
ร้อยละ 30-40 และเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ถึงร้อยละ 60-70 ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง
ยังถือว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับ โดยเฉพาะผู้ป่วยชาย
ที่อายุมากกว่า 40 ปี ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งตับและมีตับแข็งร่วมด้วย
ยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีทั้งยาชนิดฉีดและชนิดกิน
ซึ่งการรักษาโดยใช้ยานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ
- กำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี
- ลดการอักเสบของตับ
- ลดความเสี่ยงของโอกาสเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ
- ลดการแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้อื่น
ยาฉีด
ได้แก่ ยา INTERFERON (อินเตอฟีรอน) ซึ่งเป็นยาที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัว
และลดจำนวนของไวรัสในตับ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่อต้านเชื้อไวรัส
และช่วยให้การอักเสบของตับลดลง การใช้ยา INTERFERON ตัวนี้แพทย์จะต้อง
เป็นผู้พิจารณาให้ใช้ยานี้ เพราะจะมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น ทำลายตับ ทำให้ผมร่วง
เป็นไข้และการฉีดนั้น แพทย์จะต้องเป็นผู้ฉีดให้เท่านั้น เนื่องจากเป็นยาที่ฉีดเข้าเส้นเลือด
โดยการฉีดจะต้องฉีดติดต่อกันสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ประมาณ 4-6 เดือน
ส่วนยากิน
ได้แก่ ยา LAMIVUDINE (ยาลามิวูดีน) ที่จะออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส
ช่วยกระตุ้นทีเซลล์ทางอ้อม เพื่อตอบสนองการกำจัดเชื้อไวรัส ทำให้จำนวนไวรัสลดลง
การกินยาจะกินพร้อมอาหารหรือกินตอนท้องว่างก็ได้ แต่ต้องกินทุกวันติดต่อกันเป็นปี
จึงจะทำให้เอนไซม์ในตับกลับมาปกติ สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและสามารถหยุดยาได้
ในผู้ป่วยที่หยุดยาแล้ว จะต้องไปพบแพทย์ตรวจตับเป็นระยะๆ เพื่อเช็คดูว่า
ภาวะตับอักเสบกลับมาเป็นซ้ำอีกหรือไม่
การใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ จะใช้ได้ผลดีเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง
ที่ยังไม่เป็นโรคตับแข็งเท่านั้น แต่จะไม่ได้ผลในผู้ป่วยที่เป็นพาหะ โดยเฉพาะยาลามิวูดีน
ไม่ควรใช้ในผู้เป็นพาหะ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดปัญหาเชื้อไวรัสดื้อยาตามมา
(update 3 ธันวาคม 2001)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9 กันยายน 2544
|