มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

ยาของลูก…อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

การให้ยาที่ถูกต้องและปลอดภัยที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ ครั้งนี้นอกจากมีเรื่องอันตรายจากการหักบดยา และอันตรายของวิตามินซี

ที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจนึกไม่ถึงมาฝากกันแล้ว ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับยาภายนอกที่ควรรู้ด้วยค่ะ


  ยาเม็ดของลูก กลืนได้แสนลำบาก

ความยากลำบากของคุณพ่อคุณแม่ก็คือ ตอนที่ป้อนยาลูกนี่แหละ ยาน้ำว่ายากแล้ว ยาเม็ดยิ่งยากกว่า แล้วยางบางเม็ดก็ใหญ่เหลือเกิน ลูกจะกลืนลงไปได้หรือเห็นทีต้องหัก ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยหรือไม่ก็บดให้ละเอียด แต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้น อ่านข้อมูลตรงนี้ก่อนค่ะ

  • เพื่อสะดวกทาน
ยาเม็ดส่วนใหญ่ที่ผลิตขึ้นมานั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้ทานสะดวก ผงยาบางชนิดมีรสขมมาก การนำมาทำเป็นเม็ดหรือบรรจุแคปซูล ก็เพื่อกลบรสชาติที่ไม่น่าทาน ถ้าจะนำมาบดหรือแกะแคปซูล ก็ต้องระวังว่า ลูกอาจจะทานยายากขึ้น เนื่องจากรสชาติที่ขมของยาด้วยค่ะ

แต่ที่สำคัญ ซึ่งคนทั่วไปไม่ทราบก็คือ ยาบางประเภทผลิตขึ้น เพื่อให้มีคุณลักษณะพิเศษ เช่นยาที่มีฤทธิ์กัดกระเพาะอาหาร ซึ่งมีการเคลือบเม็ดยานั้นไว้ด้วยสารชนิดหนึ่งที่จะไม่ทำให้ยานี้ละลายออกมา เมื่ออยู่ในกระเพาะอาหาร แต่จะละลายเมื่ออยู่ในลำไส้เล็ก ดังนั้นถ้าหัก หรือบดยาชนิดนี้ ยาจะละลายตัวออกมา ทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารได้ และอีกข้อห้ามของยาประเภทนี้คือ ห้ามทานพร้อมนมหรือยาลดกรดค่ะ เพราะจะทำให้ตัวยาละลายออกมาในกระเพาะอาหารได้เช่นเดียวกัน
  • เพื่อให้ปริมาณยาค่อยๆ ปล่อยออกมา
ยาชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อให้ตัวยาค่อยๆ ปล่อยออกมาจากเม็ดยา ในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้ทานยาน้อยครั้งลง เม็ดยาหนึ่งๆ จึงมีปริมาณยาที่สูง สมมติง่ายๆ ว่าถ้ายาเม็ดหนึ่งมีตัวยาอยู่ 5 มิลลิกรัม ต้องทานยานี้ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง แต่ด้วยการออกแบบดังกล่าวยาเม็ดนี้จะมีตัวยาบรรจุอยู่ 15 มิลลิกรัมทันที ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากค่ะ
  • วิธีที่ควรปฏิบัติ
ถ้าคุณพ่อคุณแม่รับยาจากคุณหมอ แล้วคิดว่าลูกยังไม่พร้อมจะทานยา ก็สามารถบอกคุณหมอให้สั่งจ่ายยาน้ำให้ได้ แต่ถ้ายาชนิดนั้นไม่มียาน้ำก็ให้ถามว่า ยาที่ได้นั้นสามารถหักหรือบดได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ควรทำอย่างไร

วิธีหนึ่งที่คุณหมอมักใช้เพื่อให้เด็กๆ ทานยาเม็ด คือคุณหมอจะสั่งจ่ายวิตามินซี ให้ทานครั้งละ 1 เม็ด โดยให้กลืนพร้อมน้ำ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะลองเปลี่ยนมาใช้ นมอัดเม็ดดูก็ได้นะคะ

และที่สำคัญไม่ควรแก้ปัญหาการทานยายากของลูกด้วยการผสมยาลงในนม หรืออาหารที่ลูกทานเด็ดขาด ไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาน้ำหรือยาเม็ด เพราะนอกจากยาบางชนิด จะถูกทำลายโดยนมหรือส่วนประกอบในอาหารแล้ว ยาที่ผสมลงไปอาจทำให้นม หรืออาหารมีรสชาติไม่น่าทานจนทำให้ลูกไม่ยอมทานนมหรืออาหารนั้นค่ะ

  วิตามินซี ของโปรดของลูก

  • ปริมาณที่ควรให้
รสชาติหวานอมเปรี้ยวของวิตามินซีเป็นที่ดึงดูดใจเด็กๆ มากนักต่อนักแล้ว แถมเดี๋ยวนี้มีรายงานออกมามากมายถึงประโยชน์ของเจ้าวิตามินซี คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ จึงรู้สึกยินดีให้ลูกทานมากกว่าพวกลูกอมลูกกวาดที่ไม่มีประโยชน์ แต่ทราบมั้ยคะว่า กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดปริมาณวิตามินซีที่คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปควรได้รับ อยู่ที่ 60 มิลลิกรัมต่อวัน และทางคณะกรรมการอาหารและยาของไทยก็ได้กำหนด ให้บรรดาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหลายที่มีวิตามินซีเกิน 60 มิลลิกรัมนั้น ต้องขึ้นทะเบียนเป็นยา ส่วนเด็กเล็กๆ ที่มีอายุไม่เกิน 4 ขวบ จะให้ทานวิตามินซี ได้วันละ 20-50 มิลลิกรัมเท่านั้นค่ะ
  • วิตามินซีคืออะไร
เมื่อลูกทานวิตามินซี 1 เม็ด สิ่งที่ลูกได้รับนอกจากตัวยาวิตามินซีที่มีฤทธิ์ เป็นกรดอ่อนๆ แล้ว ยังมี แป้ง น้ำตาล สีสังเคราะห์ กลิ่นสังเคราะห์ ยิ่งทานเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้แป้ง น้ำตาล สีและกลิ่นมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งแป้งและน้ำตาลที่มีอยู่ในวิตามินซี ก็สามารถทำให้ลูกฟันผุได้เหมือนกัน หากไม่ดูแลรักษาให้ดี และถึงสีที่ผสมอยู่ในวิตามินซี จะเป็นสีผสมอาหารก็ไม่ควรที่จะให้ลูกได้รับมากเกินไปนะคะ

นอกจากนี้ น้ำตาลในวิตามินซียังทำให้ลูกไม่รู้สึกอยากอาหาร เนื่องจากมีน้ำตาล อยู่ในกระแสเลือด และฤทธิ์กรดอ่อนๆ ของตัววิตามินซีเองก็จะทำให้ลิ้นแสบเป็นแผลได้ เวลาอมมากๆ และหากลูกชอบเคี้ยววิตามินซีเล่นครั้งละมากๆ และบ่อยๆ ก็มีรายงานว่า สามารถทำลายสารเอนาเมลที่เคลือบฟัน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อโรคฟันผุได้อีกด้วยค่ะ
  • แน่ใจว่าไม่หมดอายุ
ในท้องตลาดมีวิตามินซีจำหน่ายอยู่หลายยี่ห้อ ตั้งแต่ร้านขายยา จนถึงร้านขายของชำ โดยมากมักจะบรรจุไว้ในซองซิปใสเพื่อสะดวกให้เด็กซื้อ ไปอมเล่นกัน แต่การเก็บวิตามินซีที่ดีนั้นจะต้องเก็บให้พ้นแสงและความชื้น เนื่องจากวิตามินซีสลายตัวได้ง่ายมาก ซองซิปใสแบบที่ว่านี้ ไม่สามารถป้องกันทั้งแสงและความชื้นได้เลย

และจากที่เคยเห็นก็มีเม็ดยาวิตามินซีที่แบ่งบรรจุไว้ขายนี้ มีบางเม็ดที่มีสีเปลี่ยนไปแล้ว บางเม็ดก็มีลักษณะชื้นเป็นจุดๆ ซึ่งเป็นลักษณะของยาหมดอายุ ไม่ควรนำมาทาน แต่ก็ยังวางขายกันอยู่ ดังนั้นหากจะซื้อวิตามินซีให้ลูกทานอย่าให้ลูกถือเงินไปซื้อเอง เราควรอยู่และดูลักษณะของยาด้วยเสมอ ทางที่ดีควรให้ทางร้านเทยาออกจากขวด มาให้ใหม่จะดีกว่าค่ะ
  • ทานมากเกินไป…ใช่ดี
แม้ประโยชน์ของวิตามินซีจะมีมาก แต่ถ้าทานมากเกินไปก็ไม่ก่อผลดีกับลูกค่ะ เพราะมีรายงานเรื่องการตกตะกอนของเกลือวิตามินซีที่ไต ทำให้เกิดเป็นนิ่ว ซึ่งกรณีนี้เกิดจากการได้รับวิตามินซีในปริมาณมากเกินไป และหากลูกได้รับวิตามินซี ในขนาดที่สูงๆ เป็นเวลานานๆ แล้วเกิดหยุดทาน ก็อาจทำให้มีเลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากการหยุดวิตามินซีได้เช่นกันค่ะ

ในท้องตลาดมีวิตามินซีขายอยู่หลายขนาดด้วยกัน ตั้งแต่ 25, 50, 100, 500 และ 1,000 มิลลิกรัม ส่วนใหญ่ที่มักขายให้เด็กๆ เป็นชนิด 25 มิลลิกรัม แต่ก็มีบางชนิด ที่เป็น 50 หรือ 100 มิลลิกรัม ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรระวังในเรื่องนี้ ซึ่งจากการ เก็บตัวอย่างเม็ดยาวิตามินซีจากสถานที่ต่างๆ มาวิเคราะห์ พบว่ามีวิตามินซีบางเม็ด ที่ไม่มีตัวยาวิตามินซีอยู่เลย

เรื่องนี้ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกทานผักผลไม้มากๆ จะดีกว่าให้เม็ดวิตามินซีนะคะ

  เล็กๆ น้อยๆ กับยาทา ยาหยอด

บางครั้ง ยาของลูกเป็นยาสำหรับทาหรือหยอดตา หยอดหูหยอดจมูก ซึ่งยาเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องทำความเข้าใจและใช้ให้ถูกวิธีเช่นกันค่ะ

สิ่งแรกที่ต้องไม่ลืมก่อนใช้ยากับลูกไม่ว่าจะเป็นยาทานหรือยาสำหรับใช้ภายนอกต่างๆ คือต้องล้างมือก่อนทุกครั้ง
  • ยาสำหรับทา     ที่อยู่ในรูปของครีมเวลาใช้ให้บีบหรือป้ายออกมาในปริมาณที่เพียงพอสำหรับทาให้ลูก แล้วใช้นิ้วมืออีกข้างค่อยๆ ป้ายยาไปที่ผิวของลูกเฉพาะบริเวณที่เป็นปัญหา และทาเพียงบางๆ เท่านั้น ถ้าทำตรงข้ามกัน นอกจากจะไม่ทำให้หายแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลือง และยาบางอย่างอาจเป็นอันตรายกับผิวของลูกได้ หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป ที่สำคัญไม่ควรใช้นิ้วที่ทายาให้ลูกแล้ว ป้ายกลับไปที่ภาชนะบรรจุยา เพราะจะทำให้เนื้อยาปนเปื้อนกับเชื้อโรคได้ค่ะ

    ยาครีมเหล่านี้หากบรรจุในหลอดจะมีวันหมดอายุระบุไว้ข้างหลอด แต่ถ้าเป็นตลับแบ่งเมื่อใช้แล้วไม่ควรเก็บนานเกิน 6 เดือน หรืออาจดูจากลักษณะของครีม เช่น ถ้ามีสีเปลี่ยนไป มีกลิ่นหืน เกิดการแยกตัว มีน้ำออกมา หรือครีมแข็ง ป้ายไม่ออกก็ควรจะทิ้งได้แล้วค่ะ
  • ยาหยอดตา     วิธีใช้มาตรฐานที่ง่ายและให้ผลดีกว่าการหยอดบริเวณหัวตา อย่างที่คนส่วนใหญ่นิยมกัน โดยเฉพาะกับเด็กๆ นั่นก็คือ ใช้มือดึงหนังตาล่างของลูกลง จะเกิดเป็นกระพุ้งตาขึ้น แล้วให้หยอดหรือป้ายยาลงในบริเวณกระพุ้งตานั้นค่ะ ไม่ต้องคอยเล็งที่หัวตา หากต้องหยอดยาให้ลูกมากกว่า 1 ชนิด ให้หยอดยาแต่ละชนิด ห่างกันประมาณ 5-10 นาที และถ้ามียาป้ายตาด้วย ก็ให้ยาป้ายตาเป็นลำดับสุดท้ายค่ะ
  • ยาหยอดหู     ไม่ว่าจะเป็นยาหยอดหูที่ใช้เพื่อละลายขี้หู หรือยาหยอดหูสำหรับฆ่าเชื้อ ก็มีวิธีใช้ไม่ต่างกันค่ะ โดยให้ลูกตะแคงหน้าเอาหูข้างที่จะหยอดยาขึ้นข้างบน แล้วหยอดยาตามจำนวนหยดที่คุณหมอสั่ง จากนั้นให้ลูกค้างอยู่ในท่านั้นประมาณ 5 นาที แล้วให้ตะแคงหน้ากลับอีกข้างเพื่อให้น้ำยาไหลออก
  • ยาหยอดจมูก    ที่คุณแม่ได้มาเพื่อแก้คัดจมูกลูก คุณหมอมักสั่งให้หยอด หรือเช็ดที่จมูก สำหรับลูกเล็กๆ คุณแม่ต้องระวังให้มากเพราะการหยอดยาลงไปตรงๆ อาจทำให้ลูกสำลักได้ ทางที่ดีควรใช้ไม้พันสำลีชุบยาบีบกับข้างขวดเล็กน้อย แล้วนำมาเช็ดในรูจมูกให้ลูกค่ะ

เหล่านี้คงให้ความมั่นใจกับคุณพ่อคุณแม่ในการให้ยาเจ้าตัวเล็ก ในครั้งต่อไปได้เป็นอย่างดี แต่จะดียิ่งกว่าค่ะถ้าสามารถระวังรักษาสุขภาพลูก ไม่ให้โรคภัยมาเยี่ยมเยือนได้…จริงมั้ยคะ


(update 6 พฤศจิกายน 2001)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่   ปีที่ 6 ฉบับที่ 69 กรกฎาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600