
|
|
โรคในช่องปากที่คนไทยเป็นกันมากที่สุด คือ โรคฟันผุและโรคเหงือก
จากการสำรวจสุขภาพช่องปากของคนไทย พบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีฟันผุ
และเป็นโรคเหงือกอักเสบ โดยเกิดได้ในทุกช่วงอายุ ไม่แตกต่างกันในระหว่างหญิงหรือชาย
|
คราบจุลินทรีย์เป็นสาเหตุของฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ
ปกติผิวเคลือบฟันของเราจะเรียบเป็นมัน มีสีขาวค่อนข้างขุ่น ผิวฟันที่สะอาด
และเรียบจะไม่มีคราบใดๆ ติดอยู่ แต่ถ้าเราแปรงฟันไม่สะอาดพอจะเกิดการสะสม
ของคราบอาหารและเชื้อแบคทีเรียบนตัวฟันหรือที่เรียกว่า คราบจุลินทรีย์
คราบจุลินทรีย์นี่เองที่เป็นสาเหตุของฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย
ที่ติดอยู่ในร่องหรือหลุมบนตัวฟันจะปล่อยสารพิษหรือทอนซิลออกมาทำลายเคลือบฟันเกิดเป็นรูผุขึ้นมา
เศษอาหารที่มาอุดติดในรูผุก็จะเป็นปัจจัยเสริมให้เชื้อแบคทีเรียทำให้ฟันผุลึกยิ่งขึ้น
จนทะลุเข้าไปในโพรงประสาทฟัน ทำให้ฟันมีอาการปวดเกิดหนองปลายรากฟัน
และทำให้เหงือกบวมได้
ส่วนคราบจุลินทรีย์ที่เกิดบริเวณขอบเหงือกจะทำให้เหงือกบวม แดงอักเสบด้วย
และเมื่อทิ้งไว้นานเข้า สารแคลเซียม ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในน้ำลายของเรา จะตกตะกอน
มาเกาะอยู่บนแผ่นคราบจุลินทรีย์ เกิดเป็นผลึกแข็ง เราเรียกว่า หินปูนหรือหินน้ำลาย
ผิวของหินปูนนี้จะไม่เรียบ ก็ยิ่งจะทำให้เหงือกอักเสบเพิ่มขึ้นอีกขณะแปรงฟัน
หรือทานอาหารจะมีเลือดออกได้ง่าย ถ้ามีการสะสมของหินปูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การอักเสบ
ของเหงือกก็จะมีมากขึ้น กระดูกที่อยู่รอบตัวฟันจะละลายตัวไป เหงือกบวมมีฝีหนองปลายรากฟัน
เกิดเป็นโรคปริทันต์ ฟันจะโยก และในที่สุด ก็จะต้องสูญเสียฟันซี่นั้นไป
การเกิดโรคเหงือกอักเสบหรือปริทันต์ มักจะเกิดเป็นทั่วทั้งปาก จึงเป็นสาเหตุสำคัญ
ที่ทำให้เราต้องเสียฟันไปคราวละหลายซี่ บางคนต้องถอนฟันไปจนหมดปากตั้งแต่อายุน้อยๆ
ต้องใส่ฟันปลอม มีปัญหาในการรับประทานอาหาร ทำให้เสียบุคลิกภาพ
นับว่าคราบจุลินทรีย์เป็นสาเหตุทำให้เกิดอันตรายได้ทั้งเหงือกและฟันโดยตรงทีเดียว
-
กำจัดคราบจุลินทรีย์เป็นการป้องกันโรคในช่องปาก
การกำจัดคราบจุลินทรีย์ทำได้ไม่ยากเลย เพียงทำความสะอาดด้วยการแปรงฟัน
ก็จะสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์อย่างได้ผลที่สุด แต่ถ้าเป็นคราบหินปูนที่ติดแน่นกับผิวฟัน
จะไม่สามารถกำจัดออกไปได้ด้วยการแปรงฟัน จำเป็นต้องให้ทันตแพทย์ขูดออก
ด้วยเครื่องมือขูดหินปูน อย่างไรก็ตามเมื่อขูดหินปูนออกไปแล้ว อาจจะเกิดมีขึ้นมาใหม่ได้
ถ้าแปรงฟันไม่สะอาดพอ
คนที่เคยประสบกับการปวดฟันมาแล้ว จะบอกได้ว่าเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรง
และไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นอีก โรคฟันผุและโรคเหงือก เป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันได้
อย่างง่ายๆ ด้วยการทำความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอทุกวัน โดยการแปรงฟันให้ถูกวิธี
เท่านั้นเอง
-
แปรงฟันให้ถูกวิธีไม่ใช่เรื่องยาก
ถ้าเราเอาใจใส่กับการแปรงฟันสักนิด เราจะสามารถทำได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
แปรงสีฟันมีความสำคัญมากในการทำความสำอาดเหงือกและฟัน
แปรงสีฟันเป็นเครื่องมือทำความสะอาดฟันที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม
คือควรมีขนาดพอดีกับช่องปากของแต่ละคน ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ขนาดของแปรงสีฟันนั้น
ถ้าแบ่งตามอายุของผู้ใช้เป็นเกณฑ์จะแบ่งออกได้เป็น ชนิดใช้กับเด็กต่ำกว่า 3 ปี (baby)
เด็ก 3-6 ปี (child) เด็ก 6-12 ปี (junior) และผู้ใหญ่ (adult)
นอกจากนี้ ลักหัวแปรงที่เรียวเล็กลงจะทำให้สะดวกในการทำความสะอาดให้ถึงฟัน
ซี่ที่อยู่ข้างในได้ ในการเลือกแปรงสีฟันควรเลือกชนิดขนแปรงนุ่ม ปลายมนด้วย
เพื่อที่จะได้สามารถเข้าทำความสะอาดในร่องฟันและซอกฟันได้ดี และขณะเดียวกัน
ก็จะไม่ทำอันตรายต่อเหงือก และเนื้อเยื่อในช่องปาก แปรงที่ดีควรมีด้ามจับที่ถนัดมือ
เพื่อที่เราจะได้สามารถบังคับหัวแปรงเข้าไปในบริเวณที่เราต้องการทำความสะอาดได้
โดยไม่กระแทกกับกระพุ้งแก้มหรือเหงือก
ส่วนคุณลักษณะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้ามแปรงที่โค้งงอ ด้ามจับที่ออกแบพิเศษ
สีสันสวยสดสะดุดตา ลวดลายทันสมัย การเรียงตัวของขนแปรงแบบต่างๆ ก็เป็นคุณสมบัติ
ที่ทำขึ้นเพื่อให้แตกต่างกันตามความชอบและรสนิยมของแต่ละคน
เนื่องจากขนแปรงสีฟันส่วนใหญ่ทำมาจากไนล่อน เมื่อใช้งานไป ก็จะเสื่อมคุณภาพ
ขนแปรงจะไม่เป็นระเบียบ ปลายบานออก ทำให้แปรงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
เราจึงควรเปลี่ยนแปรงใหม่ทุก 3-6 เดือน ทั้งนี้ก็แล้วแต่การใช้งานที่ต่างกันของแต่ละคน
-
แปรงสีฟันไฟฟ้า จำเป็นหรือไม่ ?
หลายปีก่อน แปรงสีฟันโดยใช้ไฟฟ้าอาจจะเป็นเรื่องใหม่ แรกเริ่มเดิมทีแปรงสีฟันชนิดนี้
ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยพิการที่ไม่สามารถควบคุมหรือบังคับการเคลื่อนไหว
ของมือได้ตามปกติ แต่ปัจจุบันนี้มีใช้ในชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลายทีเดียว หลายคนมีข้อสงสัย
ว่ามันมีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบจุลินทรีย์หรือทำความสะอาดฟันได้มากน้อยเพียงใด
จากรายงานผลการวิจัยส่วนใหญ่ ที่ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการกำจัด
คราบจุลินทรีย์ระหว่างแปรงชนิดนี้กับแปรงสีฟันแบบธรรมดา พบว่ามีประสิทธิภาพพอๆ กัน
ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามเนื่องจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนปัจจุบันที่ต้องการ
ความสะดวกสบายแปรงสีฟันไฟฟ้าก็อาจช่วยให้ได้ผลที่ดีขึ้น เพราะ ข้อดี ของแปรงชนิดนี้คือ
สะดวกสบาย ไม่ต้องทำอะไรแค่ถือวางที่ฟัน หัวแปรงก็จะหมุนขยับได้เอง แต่ ข้อเสีย คือ
มีราคาสูงกว่าแปรงสีฟันชนิดธรรมดามาก ทั้งด้ามแปรงและหัวเปลี่ยน และยังพบว่า
ถ้าใช้ไม่ระวังจะทำให้เหงือกเกิดเป็นแผลได้ง่าย
-
ยาสีฟันช่วยให้การแปรงฟันมีประสิทธิภาพดี
ในปัจจุบันมีการโฆษณาเกี่ยวกับยาสีฟันมาก หลายคนจึงเข้าใจว่ายาสีฟันสำคัญที่สุด
ในการแปรงฟันที่จะทำให้เหงือกและฟันสะอาดได้ ทั้งที่ความจริงได้พิสูจน์กันมาแล้วว่า
สิ่งที่มีผลสำคัญมากกว่า คือ วิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง และแปรงให้ได้อย่างทั่วถึง
ในยาสีฟันมีการเติมสารต่างๆ เข้าไปเพื่อให้มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้น สารที่สำคัญที่ยาสีฟันทุกชนิด
ต้องมี คือ สารฟลูออไรด์ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยให้ฟันมีความแข็งแรง
ทนทานต่อการผุได้ดียิ่งขึ้น ส่วนสารตัวอื่นให้ผลแตกต่างกันต้องเลือกให้เหมาะกับความต้องการ
เช่น การใช้ยาสีฟันลดการเสียวฟัน เป็นต้น
-
แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ช่วยให้มีสุขภาพช่องปากดี
การแปรงฟันที่ถูกต้องควรแปรงวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าเพื่อทำให้ช่องปากสะอาด
รู้สึกสดชื่น และก่อนนอนเพื่อกำจัดคราบอาหารที่เกิดขึ้นระหว่างวัน ส่วนการแปรงฟัน
หลังรับประทานอาหารนั้นจะมีความจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ใส่ฟันปลอม หรือใส่เครื่องมือจัดฟัน
เพราะเศษอาหารติดได้ง่าย แต่สำหรับคนทั่วไปถ้าไม่สะดวกที่จะแปรงฟันหลังอาหาร
ก็ควรทำความสะอาดช่องปากและฟันด้วยการบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดแทนได้
-
สุขภาพช่องปากดีมีผลทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง
สุขภาพช่องปากนั้นถือเป็นต้นทางของการมีสุขภาพดี คนเราถ้ามีเหงือกและฟันแข็งแรง
เคี้ยวอาหารได้ละเอียด ก็มีผลต่อระบบย่อยอาหาร หากมีฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือมีการติดเชื้อ
ในช่องปากก็ย่อมจะมีผลต่อสุขภาพร่างกายได้ จากรายงานใน ปี 2000 ของสมาคมทันตแพทย์อเมริกา
กล่าวว่าโรคเหงือกอักเสบหรือการติดเชื้อในช่องปากจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการ
ของโรคหลอดเลือดอุดตันหรือมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน
ฉะนั้นการดูแลสุขภาพช่องปากจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิต และเป็นหนทางสู่
การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงด้วย
(update 28 กันยายน 2001)
[ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2544 ]
|