
เรื่องของการลอกหน้าหรือที่สมัยหนึ่งฮิตกันในชื่อของการทำเบบี้เฟซ (Baby face) นั้น
เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้รักความสวยงามกันมานานแล้ว การลอกหน้าด้วยสารเคมีหรือ
Chemical peeling นั้นเป็นการใช้กรดในรูปของเจลหรือน้ำทาผิวหน้าเพื่อให้ผิวหลุดลอกออกมา
ผิวจะลอกออกมามากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นกับชนิดของกรด ความเข้มข้นของสารละลาย
และทักษะของผู้ลอกด้วย
สารเคมีที่ใช้ในการลอกหน้าที่ใช้กันบ่อย ได้แก่
-
กรดอัลฟ่าไฮดรอกซี่ (AHA) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของกรดผลไม้ ซึ่งถ้าอยู่ในรูปของ
เครื่องสำอางสามารถซื้อมาใช้ได้เอง มีความเข้มข้นตั้งแต่ร้อยละ 1-15 ความเข้มข้นน้อยที่สุด
ที่พอจะทำให้ผิวลอกออกมาพอสังเกตเห็นได้บ้างคือร้อยละ 4 ส่วนความเข้มข้นที่แพทย์
ใช้ในการลอกหน้า จะอยู่ระหว่างร้อยละ 20-70
-
กรดไทรคลอไรอะซิติก (TCA) ซึ่งจะซึมเข้าผิวหนังได้ลึกกว่า AHA ทำให้ผิวลอกมากกว่า
น้ำกรดตัวนี้มีความเข้มข้นหลายระดับ ทำให้ผิวลอกมากน้อยแตกต่างกัน จัดเป็นสารเคมี
ที่ใช้ลอกหน้าชนิดลึกปานกลาง (medium peels) ที่นิยมใช้มากที่สุด
-
สารละลายเจสเน่อร์ (Jessner's solution) ซึ่งมีส่วนผสมของ resorcinol, lactic acid
และ salicylic acid (ซึ่งคือ BHA นั่นเอง)
-
ฟีนอล (phenol) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของน้ำมันดิน ใช้ลอกหน้าชนิดลึก (deep peels)
การลอกหน้านั้นแบ่งตามลำดับความลึกของการลอกของผิวหนัง โดยแบ่งเป็น
การลอกหน้าชนิดตื้น (superficial) ชนิดปานกลาง (medium) และชนิดลึก (deep)
จะลอกชนิดใดลึกมากน้อย ให้ใช้ครีมกรดวิตามินเอ หรือผลิตภัณฑ์ AHA ทาผิวหน้าด้วยตนเอง
เป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนลอกหน้า เพราะยิ่งผิวเรียบเสมอกันและผิวสะอาดเพียงใด
ผลการลอกหน้าก็จะดีเพียงนั้น และกรดวิตามินเอยังช่วยเร่งการสมานผิวหลังลอกหน้า
ชนิดปานกลางหรือชนิดลึก
การลอกหน้าแต่ละชนิดเหมาะสำหรับสภาพผิวหน้าแบบใด ?
การลอกหน้าชนิดตื้น (superficial peel)
เหมาะสำหรับสภาพผิวที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวแก่ เป็นรอยเส้นเล็กๆ จางๆ
หรือผิวที่มีสีไม่ค่อยสม่ำเสมอ มีจุดกระดำกระด่าง หรือมีแผลเป็นเล็กๆ น้อยๆ
การลอกหน้าชนิดตื้นจะลอกผิวหนังส่วนนอกสุดที่เรียกว่า ชั้นขี้ไคล ซึ่งเป็นเซลล์ผิวหนัง
ที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป และจะทำให้เซลล์ชั้นบนของหนังกำพร้าหลุดลอกออกไปบ้าง
อาจเรียกการลอกหน้าที่ทำให้เฉพาะผิวหนังชั้นขี้ไคลเท่านั้นหลุดออกไปว่า การลอกหน้าชนิดตื้นมาก
(very superficial peel) ข้อดีของการลอกหน้าชนิดตื้นก็คือทำได้เร็ว ( คือระยะเวลาที่ทาน้ำยา
แล้วทิ้งไว้บนผิวหนังไม่นานนัก) และระยะเวลาที่ผิวจะกลับมาปกติ (หยุดลอก) จะสั้นๆ สาวๆ
ฝรั่งเรียกการลอกหน้าแบบนี้ว่า " ลอกหน้าเวลาอาหารกลางวัน " (lunch-time peel)
เพราะผู้ป่วยสาวๆ หลายคนจะใช้เวลาพักเที่ยวแวะมาลอกหน้าและกลับไปทำงานต่อ
การลอกหน้าชนิดตื้นทำโดยแพทย์ให้ผู้ป่วยนอนแล้วใช้ผ้ากอซปิดตา
หรือให้ผู้ป่วยหลับตาเพื่อไม่ให้น้ำยาเข้าตา แพทย์หรือผู้ช่วยแพทย์จะทำความสะอาด
เช็ดเครื่องสำอางออกจากผิวหน้าให้หมดจด ผู้ป่วยจึงไม่ควรทาเครื่องสำอางหนา
ในวันที่จะมาลอกหน้า เพราะถ้าเช็ดเครื่องสำอางออกไม่หมด ผลการลอกหน้าจะไม่สม่ำเสมอ
เห็นผิวหน้าเป็นรองด่างดวงได้
แพทย์จะใช้น้ำยาลอกหน้าซึ่งอาจอยู่ในรูปของเหลวหรือเจลทาทั่วหน้า
การลอกหน้าชนิดตื้นจะไม่ปวดแสบปวดร้อนมาก มีความรู้สึกแค่แสบๆ คันๆ เล็กน้อย
หลังจากทายาทิ้งไว้ 2-3 นาที จะเช็ดน้ำยานั้นออกด้วยน้ำเปล่า หลังจากลอกหน้าชนิดตื้น
ผิวจะมีสีออกชมพูเล็กน้อย ผิวหน้าอาจบวมขึ้นเล็กน้อย 2-3 วันต่อมา ซึ่งจะลอกไม่ค่อยมากนัก
อาจแลดูคล้ายแค่มีผิวแห้งธรรมดา ผู้คนส่วนใหญ่ที่มาลอกหน้าชนิดตื้นจะพอใจผลที่ออกมา
ผิวสดใสเต่งตึงขึ้น และรอยกระดำกระด่างดีขึ้น บางครั้งอาจต้องลอกหน้าต่อเนื่องกัน
ประมาณ 6 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะห่างกัน 2-3 สัปดาห์ บางคนพอแลดูดีแล้วก็หยุดทำได้
บางคนก็จะกลับมาลอกซ้ำเป็นระยะๆ
การลอกหน้านั้นจะทำให้ผิวไวต่อแสง หลังลอกหน้าจึงต้องใช้ยากันแดดที่มีค่า SPF
อย่างต่ำ 15 ทาทุกวัน
การลอกหน้าชนิดปานกลาง (medium peels)
ถ้าผิวมีปัญหาค่อนข้างมาก เช่น มีรอยโรคก่อนจะเป็นมะเร็งผิวหนัง (precancerous spots)
มีรอยด่างดำมากๆ มีแผลเป็นเป็นหลุมเป็นบ่อ มีรอยตีนกาหรือมีริ้วรอยเหี่ยวปานกลาง
ไปจนถึงมาก อาจจำเป็นต้องลอกหน้าชนิดลึกปานกลาง การลอกหน้าชนิดนี้จะลอกผิวหนังชั้นขี้ไคล
ชั้นหนังกำพร้า และส่วนบนของชั้นหนังแท้ให้หลุดลอกออกมา จึงต้องใช้น้ำยาที่แรงกว่า
และต้องทายาทิ้งไว้นานกว่าการลอกหน้าชนิดตื้น
จะต้องลอกหน้าในท่านอน และต้องทำความสะอาดใบหน้าให้หมดจดก่อนลอก
เช่นเดียวกับการลอกหน้าชนิดตื้น แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่ใช้ยานอนหลับหรือยาชา
เฉพาะที่ชนิดทา แต่อาจใช้พัดลมเป่าลดอาการปวดแสบปวดร้อนและตามด้วยการประคบเย็น
หลังลอกหน้าผิวจะมีสีขาว คล้ายๆ มีครีมเนื้อสีขาวทาเคลือบไว้ ต่อมาในเวลา 2-3 นาที
ถึง 2-3 ชั่วโมง สีขาวนี้จะจางไป ผิวจะกลายเป็นสีออกแดงและบวม ถ้าทาน้ำกรดใกล้ตา
หรือที่หน้าผาก เปลือกตาอาจบวมจนนัยน์ตาปิด 2-3 วันต่อมาผิวจะลอกเป็นขุยและเป็นสะเก็ด
เป็นแผ่นสีดำคล้ายเมื่อผิวไหม้แดดมากๆ กว่าผิวจะลอกออกหมดจนดูไม่ดำจะกินเวลา 1-2 สัปดาห์
ต้องระลึกว่าหลังลอกหน้าชนิดปานกลาง ผิวจะไหม้ดำอยู่นับ 1-2 สัปดาห์ จึงควรหาเวลา
ที่ลาหยุดงานได้เพื่อลอกหน้าแบบนี้นะครับ
การลอกหน้าชนิดปานกลางจะได้ผลชัดเจนกว่าการลอกหน้าชนิดตื้น ดังนั้นจึงคุ้ม
ที่จะทนเจ็บแสบและมีผิวไหม้ดำเป็นเวลานานกว่า อย่างไรก็ตามการลอกหน้าชนิดนี้
มีข้อเสี่ยงสูงกว่า คืออาจเกิดรอยไหม้ดำ ซึ่งกว่าจะจางลงอาจกินเวลาหลายเดือน
ผู้ที่มีผิวคล้ำจะมีโอกาสเกิดรอยไหม้ดำมากกว่า และการลอกหน้าชนิดปานกลางนี้
ยังมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้ด้วย อาจทดสอบสภาพผิวก่อนลอกหน้าชนิดปานกลางด้วย
การทาน้ำกรดที่หน้าผากตรงตำแหน่งที่สามารถปิดได้ด้วยเส้นผม เพื่อดูว่าผิวมีโอกาส
เกิดรอยไหม้ดำหลังลอกหรือไม่ ผู้ที่จะลอกหน้าชนิดปานกลาง ควรลองลอกหน้าชนิดตื้นดูก่อน
เพื่อดูว่าผิวหนังตอบสนองต่อการลอกอย่างไร หรืออาจลอกหน้าชนิดตื้นแล้วค่อยๆ
เพิ่มความเข้มข้นของน้ำกรดและเพิ่มเวลา วิธีนี้จะช่วยให้เมื่อลอกหน้าชนิดปานกลาง
เกิดผลแทรกซ้อนน้อยลง
การลอกหน้าชนิดลึก (deep peels)
การลอกหน้าชนิดลึก นั้นทำให้ผิวหนังชั้นขี้ไคล ชั้นหนังกำพร้าทั้งหมด
และชั้นหนังแท้ส่วนใหญ่หลุดลอกออกมา จึงเป็นวิธีการที่มีความเสี่ยงสูง
และควรเลือกทำเฉพาะในรายที่จำเป็นเท่านั้น การลอกชนิดลึกเจ็บปวดมาก
และใช้เวลาในการพักฟื้นให้ผิวกลับสู่สภาพปกตินานมาก
โดยทั่วไป ก่อนรับการลอกหน้าชนิดลึก แพทย์จำเป็นต้องตรวจสภาพร่างกายทุกระบบ
คล้ายการตรวจร่างกายก่อนรับการผ่าตัด จึงต้องไม่ลืมเล่าถึงโรคประจำตัวและประวัติการแพ้
ให้แพทย์ทราบด้วย อาจจำเป็นต้องได้ยาลดการปวดและยากล่อมประสาทระหว่างการลอกหน้า
ซึ่งจะทำให้สะลึมสะลือขับรถไม่ได้ จึงต้องเตรียมเรื่องของการเดินทางกลับได้ด้วย
สารเคมีที่ใช้ลอกหน้าชนิดลึกส่วนใหญ่คือ ฟีนอล (phenol) ซึ่งถ้าถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง
เข้าสู่ร่างกายมาก ทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ จึงไม่แนะนำให้ไปลอกหน้าชนิดลึก
กับช่างเสริมสวยโดยเด็ดขาด การลอกหน้าชนิดลึกต้องทำโดยแพทย์ และระหว่างทำ
ต้องมีการตรวจเช็กการเต้นของหัวใจและมีเครื่องมือช่วยชีวิตไว้ให้พร้อม พบข้อแทรกซ้อน
เกี่ยวกับเรื่องการเต้นของหัวใจได้บ่อยมาก หากลอกหน้าชนิดลึกมากกว่าครึ่งของใบหน้า
ในเวลาน้อยกว่า 30 นาที
ก่อนลอกหน้า ต้องทำความสะอาดใบหน้าก่อน แล้วแพทย์จะทาน้ำยาให้
โดยแบ่งการทาน้ำยาเป็นทีละส่วนๆ จนครบทั่วใบหน้า แม้ว่าจะได้ยาแก้ปวด
และยากล่อมประสาทแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก
แพทย์อาจใช้หน้ากากหรือผ้าก็อซประคบใบหน้า ช่วยให้น้ำยาซึมลงลึกยิ่งขึ้น
อาจต้องทิ้งผ้าก็อซปิดหน้าไว้ 1-2 วัน ซึ่งทำให้น่ารำคาญแต่จะได้ผลดีขึ้น หลังจากนั้น
เป็นเวลาหลายวัน ใบหน้าจะบวมแดง มีน้ำเหลืองไหล ตกสะเก็ดและลอกออกมา
บางคนมีเลือดออกด้วย ส่วนใหญ่ผิวจะลอกออกภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ใบหน้าผิวอาจมีสีแดง
ใบหน้าจะกลับมามีธรรมชาติในเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน 2-3 วัน หลังลอกหน้าชนิดลึก
อาจเริ่มล้างหน้าได้ ให้ใช้สบู่อ่อน ต้องไม่แกะเกาหรือดึงขุยหรือสะเก็ดเพราะเลือดจะออก
และเกิดแผลเป็นถาวร
การลอกหน้าชนิดลึกช่วยแก้ไขรอยของผิวหนัง แผลเป็นบางลักษณะ
และผิวสีกระดำกระด่าง เช่น ผิวตกกระในคนสูงวัย ฝ้า ได้ แต่การลอกหน้าชนิดนี้
มีข้อเสียสูงคือ อาจเกิดแผลเป็นถาวร บางคนผิวจะฝ่อ บางคนเกิดก้อนไขมันอุดตัน
เป็นตุ่มขาวๆ นอกจากนั้นบางคนมีผิวเปลี่ยนสีถาวร บางคนพบว่าผิวหน้าขาวกว่า
ผิวกายส่วนอื่นไปตลอดชีวิต บางคนผิวอาจเกิดรอยไหม้คล้ำเป็นหย่อมๆ ทั่วไป
จึงไม่แนะนำให้ลอกหน้าชนิดลึก แต่จะเสี่ยงเป็นเทคนิคอื่นแทน เช่น
รอยย่นแนวตั้งรอบปากที่พบบ่อยในคนที่สูบบุหรี่ อาจใช้สารคลายกล้ามเนื้อ (Botox)
ฉีดทำให้รอยเหล่านี้จางลงได้ หรือรอยด่างดำ อาจใช้เลเซอร์เฉพาะ หรือถ้าต้องการรักษา
ผิวหนังที่เป็นมะเร็งก็อาจใช้การผ่าตัดหรือการจี้ไฟฟ้าแทนที่จะลอกหน้าชนิดลึก
ก่อนลอกหน้าชนิดลึกจึงต้องคิดแล้วคิดอีกหลายสิบครั้ง เพราะต่อให้อยู่ในมือ
ของแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญก็ตาม โอกาสเกิดผลแทรกซ้อนจากการลอกหน้าชนิดลึกจะสูงมาก
ไม่แนะนำให้ลอกหน้าชนิดลึกตามร้านเสริมสวยโดยเด็ดขาด
ผู้ที่ได้รับการลอกหน้า ไม่ว่าจะเป็นชนิดตื้น ปานกลางหรือลึก จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง
การโดนแสงแดดและต้องใช้ยากันแดดเสมอ เพราะแสงแดดทำให้เกิดรอยกระดำกระด่าง
ซึ่งแก้ไขได้ยาก และใช้เวลานานกว่าผิวจะกลับมามีสีสม่ำเสมอ
หลายท่านคงเคยอ่านพบโฆษณาว่า การลอกหน้าใช้แทนการผ่าตัดดึงหน้าได้
บางคนเรียกการลอกหน้าว่า nonsurgical facelifts ซึ่งไม่จริง การลอกหน้าแก้ไขรอยเหี่ยวย่นตื้นๆ
และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอได้บ้าง ทำให้ผิวดูสดใสเปล่งเป็นประกายและเรียบเนียนขึ้นได้
แต่การลอกหน้าไม่สามารถแก้ไขถุงใต้ตาหรือรอยหย่อนยานของผิวหนัง ไม่สามารถทำให้
รูขุมขนหดเล็กกระชับตัว ไม่สามารถรักษาเส้นเลือดฝอยขยายตัวและไม่สามารถแก้ไข
แผลเป็นที่ลึกได้ ดังนั้นถ้าการแก้ไขปัญหาผิวหน้าต้องได้รับการผ่าตัดดึงหน้า (face-lift)
ก็จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง ไม่ใช่แพทย์ผิวหนังนะครับ
ผู้ที่มีสภาพผิวเช่นใดที่ไม่ควรรับการลอกหน้า ?
ทั่วไปการลอกหน้าชนิดตื้นไม่ค่อยก่อปัญหาแม้ในคนที่มีผิวค่อนข้างดำ แต่ผู้ที่มีผิวคล้ำ
ควรหลีกเลี่ยงการลอกหน้าชนิดปานกลางเพราะอาจเกิดรอยดำได้ และไม่ควรลอกหน้าชนิดลึก
คนที่มีผิวค่อนข้างคล้ำ เช่น พวกอัฟริกัน อินเดียนแดง เอเชี่ยน ละตินอเมริกา ไม่ควรรับการลอกหน้า
เพราะอาจเกิดรอยดำเป็นดวงได้ หรือถ้าจะลอกก็ควรเป็นการลอกหน้าชนิดตื้นเท่านั้น
นอกจากนั้นผู้ที่มีสภาพผิวที่จะเกิดแผลเป็นนูนที่เรียกว่า คีลอยด์ (keloids) ก็ต้องระวังเป็นพิเศษ
เพราะผิวอาจไหม้น้ำกรด และเกิดแผลเป็นนูน อาจลอกหน้าแค่ชนิดตื้นเท่านั้น ผู้ที่มีโรคหัวใจ
โรคไตและโรคตับ ต้องไม่ลอกหน้าชนิดลึกเด็ดขาด ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งก็ไม่ควรรับการลอกหน้า
เพราะแสงแดดจะทำให้ผิวหนังด่างดำได้ง่าย
นอกจากนั้น หากมีประวัติว่าเคยเป็นโรคเริม ซึ่งมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสๆ เช่น
ที่ริมฝีปากก็ต้องแจ้งให้แพทย์ที่จะลอกหน้าทราบ เพราะผิวหนังที่อ่อนแอทำให้โรคเริมกำเริบได้
และเชื้อไวรัสเริมอาจแพร่กระจายทั่วใบหน้า ทำให้เกิแผลเป็นได้ แพทย์อาจจำเป็น
ต้องให้ยาต้านเชื้อไวรัสเริมรับประทานป้องกันไว้ก่อนครับ
(update 13 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2544 ]
|