มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



สิบห้าหยกๆ

วัยสิบสามไม่เอาใคร
วัยสิบสี่เปิดโลกกว้างขึ้นมาหน่อย


พอวัยสิบห้าก็เกิดมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอีกแบบ อุ๊แม่เจ้า…ช่วงชีวิตแบบไหนนะ เปลี่ยนแปลงไวปีต่อปีเชียวรึ

ความจริงตอนที่ลูกอยู่ในวัยเด็กอ่อนเด็กเล็ก แกเปลี่ยนเร็วกว่านี้อีก เดือนต่อเดือนด้วยซ้ำ แต่ที่เราไม่รู้สึกอะไรกันมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงในวัยเด็กเห็นเป็นรูปธรรมที่น่าชื่นชม…ตัวโตขึ้น แขนยายาวขึ้น คลานได้ วิ่งได้ ฯลฯ บอกถึงการพัฒนาว่าเขา 'กำลังเติบโต' อย่างที่เราอยากเห็น

แต่ช่วงวัยรุ่นที่เปลี่ยนแปลงราวปีต่อปีนั้น ที่พ่อแม่กลุ้มก็คือเห็นการเปลี่ยนทางพฤติกรรม และความคิดจิตใจมากกว่าด้านใดๆ ซึ่งจุดนี้พ่อแม่ไม่แน่ใจว่าเขา 'กำลังเติบโต' จริงหรือเปล่า " มันเฮี้ยวๆ ยังไงชอบกล จะเป็นผู้เป็นคนกับเค้าได้รื้อ…"

วัยรุ่นสิบห้าปีโดยทั่วไปมีปัญหาตรงที่เขารู้สึกว่า โลกของผู้ใหญ่นั้น คิด รู้สึกและพูดอะไรไม่ถูกต้องสักอย่าง เพราะฉะนั้น มันย่อมเป็นการยากที่เด็กที่ต้องการอิสระ อยากเป็นผู้ใหญ่เต็มที่จะต้องมาอยู่ในโลกของผู้ใหญ่ที่มองพวกเขาว่ายังไม่พร้อมที่จะเป็นอิสระ และเป็นผู้ใหญ่ได้

ถ้าเป็นเด็กฝรั่งวัยนี้ ข้อมูลจากสถาบันเกเซลล์ว่าด้วยพัฒนาการของมนุษย์ ชี้ว่าทั้งเด็กหนุ่มเด็กสาว ชักอยากออกจากอ้อมอกพ่อแม่ อยากไปอยู่อิสระที่ไม่ต้องมีกรอบมากำหนดกฎเกณฑ์ ทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่พร้อม จะรับผิดชอบดูแลตัวเอง ยังต้องแบมือขอพ่อแม่อยู่ ดังนั้นจึงยังต้องอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ด้วยความอึดอัด เด็กไทยยังไม่มีวัฒนธรรมออกจากบ้านเมื่ออายุ 18 ปี อาการเช่นนี้จึงไม่ปรากฏ แต่ที่ปรากฏก็คือการบ่นว่า " เบื่อบ้าน เบื่อพ่อ เบื่อแม่ เบื่อน้อง เบื่อ…"เบื่อทุกอย่างในบ้าน

  • ความสัมพันธ์กับพ่อแม่

ตอนสิบสี่แค่รู้สึกอาย มองพ่อแม่ไม่ค่อยเข้าท่า ไม่อยากฟัง ไม่อยากไปไหนด้วย แต่พอวัยสิบห้าพัฒนาการก้าวไกลไปถึงขั้นพูดจาก้าวร้าวพ่อแม่บ่อยๆ และก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปอีกแล้ว ที่อาการไม่ลงรอยกับแม่จะสูงกว่ากับพ่อ (อีกตามเคย)

ถ้าพ่อแม่ปฏิเสธคำขอของพ่อหนุ่มแม่สาววัยนี้ เช่น ไม่ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ ไม่ซื้อรถให้ จะกลายเป็นเหตุผลที่รับไม่ได้ ยอมไม่ได้เด็ดขาด ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีว่า ตัวเองยังไม่มีสิทธิ์สอบใบขับขี่ด้วยซ้ำ คนอื่นปฏิเสธพอฟังได้ แต่พ่อแม่ปฏิเสธนี่ทนไม่ได้…

วัยสิบห้าจะหันมาดีกับพี่ๆ น้องๆ แทน กับพี่ก็ฟังเขาขึ้นมาบ้าง กับน้องๆ ก็เริ่มมีความเป็นห่วงเป็นใย ขึ้นมาหน่อย ยกเว้นในรายที่ห่างกันมากจริงๆ แต่ถ้าวัยไม่ห่างกัน วัยนี้บ้านสงบร่มเย็นขึ้นแน่ รู้จักถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

  • ความสัมพันธ์กับเพื่อน

วัยสิบห้าจะหันมาคบเพื่อนกลุ่มเล็กลง มีเพื่อนที่รู้ใจสัก 2-3 คน มักจะเป็นเด็กแบบเดียวกันมากขึ้น พวกเรียนพวกสติแตก พวกร็อก ฯลฯ แล้วก็เริ่มชวนกันมีแฟน

ช่วงวัยนี้จะสนใจเรื่องบุคลิกภาพของตัวเองมากขึ้นอีก แต่เน้นไปทางความคิดอ่าน วิธีคิด ทัศนคติ และไอเดีย ต่างจากปีก่อนๆ ที่สนใจแต่บุคลิกภายนอกมากกว่าภายใน ดังนั้น แม้จะยังส่องกระจกเอียงซ้าย เอียงขวาเป็นชั่วโมง แต่วัยสิบห้าจะชอบถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไม่ว่าที่บ้านหรือที่โรงเรียนมากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นสัญญาณอันดีที่บอกถึงวุฒิภาวะที่กำลังบ่มเพาะขึ้นในตัวของเขา

ข้อที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็กวัยนี้เริ่มคิดจะวางแผนการณ์สำหรับอนาคตของตัวเองแล้วว่า อยากเป็นอะไร จะทำอะไร คิดเรื่องครอบครัว การงาน การเป็นหลักเป็นฐาน

นอกจากนี้ วัยสิบห้าจะมีความคิดอ่านเรื่องถูก-ผิดเปลี่ยนไป ไม่มองแบบขาว-ดำ เหมือนเมื่อปีสองปีก่อนอีกต่อไป เขาเริ่มจะรู้จักสีเทาๆ เริ่มเรียนรู้การประนีประนอม และเริ่มสนใจผลกระทบของพฤติกรรมตัวเองที่มีต่อคนอื่น ต่างจากปีก่อนๆ ที่มักถือคติว่า "ช่างมันฉันไม่แคร์"

วัยนี้มีเหตุผลมากกว่าเดิม ยอมรับได้ว่าตัวเองผิดถ้าพบว่าผิดจริงๆ
แต่ถ้าพ่อแม่เป็นฝ่ายผิดละก็…ระวังให้ดี 'มันส์' เขาละที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่าพ่อแม่ผิด (อีกแล้ว)

ในทางอารมณ์ ปีนี้จะพัฒนาดีกว่าปีก่อนอีก อารมณ์รุนแรงน้อยลง อย่างมากอาจเป็นเพียง ความรุนแรงทางวาจา ไม่ใช่ทางร่างกายกระแทกกระทั้นโครมคราม ปึงปังอย่างที่ผ่านมา

  • ความสัมพันธ์กับโรงเรียน

วัยนี้มีแนวโน้มจะสุดขั้วไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง ขึ้นอยู่กับพื้นฐานบุคลิกลักษณะของแต่ละคน พวกชอบต่อต้านก็จะต้านรุนแรงไปเลย กับครูจะกล้าแสดงความคิดเห็นคัดค้าน จนบางรายอาจกลายเป็น การรบกวนการเรียนของตัวเองและเพื่อนๆ ได้ แต่ถ้าพวกชอบแล้วละก็ ความสนใจที่จะถกเถียง หาข้อสรุปก็จะทำให้พวกเขารู้จักการค้นคว้า ถ้าไปกันได้กับครู ก็จะกลายเป็นเด็กที่เอาดีด้านการเรียน

  • ความสัมพันธ์กับคนอื่น

นอกจากครอบครัว หรือโรงเรียน เราเคยรู้กันมาแล้วว่า วัยสิบสามไม่ยอมสื่อสาร วัยสิบสี่หันมาให้ความร่วมมือดีกว่า แต่พอวัยสิบห้า พวกเขาจะยินดีสื่อสารก็ต่อเมื่อมั่นใจว่า การสื่อสารนั้นจะไม่ทำให้พวกเขามีปัญหา

มีตัวอย่างในการพูดคุยของวัยสิบห้ากับผู้ใหญ่คนอื่น
ถาม :" ที่โรงเรียนตอนนี้เป็นไงมั่ง "
สิบห้า : " หมายถึงอะไรล่ะ "
ถาม : " ก็…อย่างเรื่องการเรียน…ผลการเรียนแบบนี้น่ะ…เป็นไงมั่ง"
สิบห้า : " เอาวิชาไหนล่ะ"
ถาม : "…เอาคณิตศาสตร์แล้วกัน "
สิบห้า : " งั้นๆ เกณฑ์เฉลี่ย…"
  • ข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่เด็กวัยสิบห้าก็คือ

หนึ่ง พ่อแม่ต้องพยายามใช้ประโยชน์จากความสนใจใฝ่รู้ทางวิชาการ ความต้องการที่จะถกเถียงหาข้อสรุป ความพอใจที่จะหาเหตุผลมาโต้แย้งแลกเปลี่ยนกันของพวกเขา ถ้าพวกเขารู้สึกว่าพ่อแม่รับฟัง และเคารพต่อความสามารถของเขา แม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขาก็ตาม ด้วยการเปิดการถกเถียง พูดคุยกับเขาบ่อยๆ แสวงหาความคิดอ่านดีๆ ในเรื่องต่างๆ ต่อไป

สอง พ่อแม่ควรพยายามชชื่นชมและเคารพความต้องการที่จะเป็นอิสระของวัยนี้ ไม่ใช่ตกอกตกใจ และพยายามกอดรั้งเขาไว้ไม่ให้เป็นอิสระ ควรพยายามเปิดโอกาสให้เขาได้ทำสิ่งที่แสดงถึงความเป็นอิสระ ถ้ามันไม่ถึงกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เช่น ให้เขาเลือกกิจกรรมพิเศษของเขาเอง ฯลฯ เขาต้องการให้พ่อแม่ ปฏิบัติต่อเขาอย่างที่เขาเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่ใช่เด็กเล็กๆ แม้ว่าตัวเขาเองยังไม่มีอะไรที่จะแสดงว่า เขาสมควรเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วก็ตาม

สาม ถ้าอยากจะรู้ความคิดความต้องการของเขา ต้องมีกลวิธีในการเข้าหา ไม่ใช่ถามออกไปโต้งๆ เค้นเอาซึ่งๆ หน้า อย่างเช่น พอเขาเดินเข้าบ้านมาปุ๊บก็ "ไปทำอะไรมา" รับรองไม่ได้คำตอบที่ตรงไปตรงมา กินข้าวกินปลาด้วยกันสักพักทำอะไรสบายๆ แล้วค่อยเลียบๆ เคียงๆ ถามอย่างมีชั้นเชิงสักหน่อย ก็จะได้ผล

ที่จริงเขาก็พอใจอยู่หรอกที่รู้ว่าพ่อแม่สนใจความเป็นไปของเขาอยู่ แต่ถ้าไปแสดงให้เห็นชัดๆ ว่า ถ้าไม่รู้ พ่อแม่ต้องตายแน่ๆ ละก็…รับรองเขาปล่อยให้ตายไปต่อหน้าต่อตาได้จริงๆ

รออีกปี พอถึงวัยสิบหกซึ่งตามทฤษฎีพัฒนาการมนุษย์บอกว่าเป็นวัยที่เปิดตัว และเข้าสู่สมดุลของชีวิตวัยรุ่น พ่อแม่จะรู้สึกว่าอะไรๆ ดีขึ้นเยอะเพราะถึงวัยนั้น เขาจะรู้สึกลงตัวในหลายๆ เรื่อง และสบายใจที่เริ่มรู้แล้วว่า ตัวเองเป็นใคร อย่างไร มีความมั่นคงในตัวเอง พอใจในความสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น

  • มองดูภาพเปรียบเทียบต่อไปนี้

  • วัยสิบสี่ชอบติติงค่อนขอด "หนูไม่ไปด้วยหรอก ถ้าแม่ใส่เสื้อตัวนี้" (ถึงสวมตัวอื่นก็ยืนห่างๆ แม่อยู่ดี)
  • วัยสิบห้าออกลายหนัก "หนูไม่อยากอยู่บ้านนี้เลย เบื่อมาก พ่อแม่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย"
  • พอวัยสิบหก แม่สาวน่าเกลียดคนนั้นหายไป เหลือแต่เด็กสาวแสนดีที่รักบ้าน รักครอบครัว พยายามให้แก่ครอบครัวไม่ใช่เอาแต่รับ ไม่เพียงแต่แสดงอาการชื่นชมพ่อแม่ ยังเห็นอกเห็นใจ ในความลำบากของพ่อแม่เป็นนักหนา โดยเฉพาะกับแม่ที่เคยเป็นขมิ้นกับปูน เดี๋ยวนี้กะหนุงกะหนิง เห็นพระคุณของแม่แล้ว นอกจากนี้ยังพยายามช่วยงานบ้าน
  • พ่อแม่ส่วนใหญ่ของวัยสิบหกจะชมว่า ลูกแจ่มใส เป็นมิตร สร้างสรรค์ เปิดเผย ปรับตัวได้ดี มีเหตุผล ฯลฯ ดีไปหมดว่างั้นเถอะ

เด็กๆ ได้ก้าวข้าวพ้นขั้นพัฒนาของการแสวงหาความเป็นตัวของตัวเองมาได้แล้ว พวกเขาไม่ต้องดิ้นรนพยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับอย่างเมื่อ 2-3 ปีก่อนอีกแล้ว จึงสามารถยอมรับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง …ฯลฯ และมองเห็นด้านดีของคนอื่นได้ง่ายขึ้นด้วยความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

นั่นแหละคือผลที่พ่อแม่ได้ลงแรงอดทนฝ่าฟันด้วยดีมาตลอดช่วง 3-4 ปี ที่ลูกก้าวย่างสู่วัยรุ่น

ปรารถนา อยู่ดี

(update 23 เมษายน 2001)


[ ที่มา...หนังสือรู้จักรู้ใจวัย 13 ถึง 15 ปี ฮอร์โมนร้ายของวัยรุ่น]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600