
เมื่อพูดถึงเรื่องเซ็กซ์ หรือเพศนี้ คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจคิดว่า
เป็นเรื่องที่ไม่อยากพูดคุยกับลูก หลายคนปล่อยให้เป็นเรื่องที่เด็ก
ต้องไปหาความรู้เอาเอง
แต่คุณจะทราบหรือไม่ว่า หนังสือหรือเพื่อนอาจไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับลูก
ในเรื่องอันสำคัญยิ่งนี้ เด็กที่อยากรู้อยากเห็นต้องไป แอบ เรียนรู้เรื่องนี้อย่างหลบๆ ซ่อนๆ
หนังสือที่ได้ก็อาจเป็นหนังสือลามก ให้ความรู้ผิดๆ แก่เด็ก เด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หลายคน
จึงอาจไปค้นหาประสบการณ์เอาเอง เกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบ
ส่วนใหญ่แล้ว พ่อแม่ไม่กล้าให้ความรู้แก่ลูกเรื่องเพศ เพราะพ่อแม่เองมีความไม่มั่นใจในเรื่องนี้
ไม่รู้จะบอกกับเด็กอย่างไร และยังคิดผิดๆ ว่า ถ้าให้ความรู้แก่ลูกแล้วจะทำให้เด็กอยากลอง
และเป็นการ ชี้โพรงให้กระรอก
จริงหรือที่การให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศกับเด็กแล้ว จะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก ?
การศึกษาวิจัยในเรื่องเพศนี้พบว่า เด็กทุกคนมีธรรมชาติที่อยากรู้อยากเห็นและเขาจะสงสัย
ใฝ่รู้ในเรื่องใกล้ตัวของเขาเสมอ ยิ่งเด็กถูกปิดบังไม่ให้ความกระจ่างแก่เขา เขาก็จะยิ่งอยากรู้อยากลอง
แต่ถ้าเรื่องใดที่เขาได้รับการบอกเล่าให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เขาก็จะเข้าใจและไม่สงสัยอีกต่อไป
การให้ความรู้แก่เด็กตามสภาวะที่เด็กควรรู้จึงเป็นสิ่งที่เด็กควรได้รับจากพ่อแม่ของเขา
พ่อแม่ทุกคนควรเข้าใจอย่างหนึ่งว่า พ่อแม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสอนลูกเรื่องทางเพศ
ตั้งแต่เขาเกิดมาแล้วโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม พ่อแม่ไม่อาจปฏิเสธบทบาทนี้ของเขาได้เลย
กว่าเด็กทุกคนจะเข้าอนุบาลเขาก็ได้รู้หลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทัศนคติ
ค่านิยมของพ่อแม่ของเขาในเรื่องนี้อย่างมากมายแล้ว เช่นเขาได้เรียนรู้จากคุณว่า หากเขาเป็นผู้ชาย
พี่หรือน้องผู้หญิงของเขาต่างกับเขาอย่างไร ? เรื่องของ sex เป็นสิ่งที่ต้องห้ามหรือไม่ในครอบครัวของเขา ?
การจับต้องอวัยวะเพศทำให้เกิดปฏิกิริยาจากพ่อแม่ของเขาอย่างไร ? กล่าวง่ายๆ ก็คือ
คุณได้แสดงออกในเรื่องนี้ให้เขารู้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอยู่ตลอดเวลา และเด็กๆ ก็จะค่อยๆ
เรียนรู้จากคุณทีละเล็กละน้อย ว่าเขาจะพูดกับคุณได้หรือไม่ในเรื่องเหล่านี้และตัวคุณเอง
รู้สึกกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร ?
สมมุติว่า เด็กชายจะแสดงความสงสัยในเรื่องอวัยวะเพศของเขา และถูกคุณเอ็ดและทำโทษ
เด็กชายก็จะเรียนรู้ว่า การพูดหรือกล่าวถึงเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในครอบครัวของเขา
หรือหากถูกดุว่าหนักๆ เด็กอาจรู้สึกผิด และมีความเข้าใจว่าความรู้สึกเรื่องเพศเป็นสิ่งน่าละอาย
หรือเขาอาจจะรู้สึกผิดทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ และเมื่อเขาเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการทางเพศ
เขาก็จะรู้สึกว่าเขาได้ ทำบาป ทุกครั้งไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะต้องเกิดขึ้นเลยกับเด็ก
ที่มีความต้องการใฝ่รู้ปกติ แต่ที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะพ่อแม่ของพวกเขาต่างหาก
ที่มีความหวาดกลัวต่อเรื่องเพศ และได้ถ่ายทอดความกลัวเหล่านี้ให้แก่เด็กๆ ที่เป็นลูกของเขา
และด้วยความหวาดกลัวที่ทมีอยู่ในจิตใจที่ไม่มั่นคงของพ่อแม่เหล่านี้เองที่ทำให้พ่อแม่บางคน
พยายามควบคุมลูกไม่ให้ได้รู้เห็นในเรื่องเซ็กซ์เลย แต่จากข้อเท็จจริงก็คือ คุณไม่สามารถควบคุมลูก
ได้ตลอดเวลา
คุณอาจจะควบคุมหนังสือที่คุณนำเข้ามาในบ้านได้ แต่คุณไม่สามารถตามลูกไป
ที่แผงหนังสือทุกแผงที่เขาไปอ่านได้ นอกจากนี้คุณอาจจะควบคุมรายการโทรทัศน์ของลูกที่บ้านได้
แต่คุณไม่สามารถควบคุมเมื่อเขาเข้าไปดูภาพยนต์บางเรื่องที่มีฉากเลิฟซีนได้ หรือคุณอาจจะไม่สามารถ
ตามไปควบคุมหนังสือหรือวิดีโอลามกที่เพื่อนเขานำมาให้เขาดูได้
คุณอาจจะควบคุมไม่ให้ลูกหญิงของคุณคบเพื่อนชายในวัยรุ่นได้ก็จริง แต่คุณทราบหรือไม่ว่า
คุณกำลังทำในสิ่งที่ผิดธรรมชาติ แทนการสอนให้เด็กรู้จักทักษะในการคบเพื่อนต่างเพศ
พ่อแม่บางคนกลับไม่ไว้ใจลูกและห้ามไม่ให้ลูกหญิงคบเพื่อนชาย ซึ่งผลก็คือ
เด็กหญิงหลายคนกลายเป็น ทอม-ดี้ กับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเอง
ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำคืออะไร ?
สิ่งที่พ่อแม่ควรทำให้เรื่องเพศก็คือ อย่ากลัวที่จะพูดคุยให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูก
การป้องกันการทดลองของเด็กในเรื่องเซ็กซ์ที่ดีที่สุดก็คือ การให้ลูกได้มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง
การพูดคุยเรื่องเพศนี้มิได้หมายความว่า คุณพ่อคุณแม่จะต้องไปมีความรู้อย่างลึกซึ้ง ทางด้านชีววิทยา
เกี่ยวกับโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ หรือจะต้องอธิบายอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่โครโมโซม
การแบ่งเซลล์ ฯลฯ แต่พ่อแม่ต้องบอกให้พอดีกับอายุและความต้องการรู้ของเด็กด้วยคำพูด
ที่เป็นการสื่ออย่างง่ายๆ สำหรับเด็กวัยสี่ขวบ ที่อาจจะถามคุณแม่ว่า " หนูเกิดมาจากไหน ?"
ควรจะได้รับคำตอบเพียงแค่ " จากในท้องของแม่" ไม่ใช่จากกระบอกไม้ไผ่ หรืออะไร
ที่เป็นการหลอกเด็กให้พ้นตัวไปที ถ้าคุณทำเช่นนั้นและเด็กรู้ว่าคุณพูดไม่จริง
เขาจะเลิกถามคุณอีกต่อไป
ในบางครั้งพ่อแม่อาจจะสร้างโอกาสให้เด็กได้รู้เรื่องเพศบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงเรื่อง
การตั้งครรภ์ หรือการเกิดของชีวิต เช่นเมื่อคุณเห็นใครที่ตั้งครรภ หรือเมื่อเห็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน
คลอดลูกคุณอาจจะถือโอกาสคุยกับลูกเรื่องการกำเนิดของชีวิต
ส่วนในเด็กโต ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นช่วงใดก็ตาม จะต้องมีความสนใจในเรื่องเพศเป็นปกติอยู่แล้ว
คุณต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้มาพูดคุยกับคุณได้ โดยเฉพาะพ่อแม่เพศเดียวกับเด็ก
จะสามารถบอกเด็กวัยรุ่นที่กำลังมีความรู้สึกในเรื่องนี้ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น
การเริ่มมีประจำเดือน หรือการหลั่งของวัยรุ่นชาย ย่อมเป็นสิ่งที่แปลกใหม่แก่ชีวิตพวกเขา
อย่าปล่อยให้โอกาสของการให้ข้อมูลที่ถูกต้องนี้ผ่านไปโดยคุณให้เขาเรียนรู้เอาเอง
โปรดจำไว้เสมอว่า อย่าคอยให้ประสบการณ์เป็นผู้สอนเด็กในเรื่องเพศ เพราะมันอาจจะสายเกินไป
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความอ่อนวัยของลูก อาจทำให้เขาเข้าไปในสถานการณ์ที่ตัวเขาไม่พร้อม
ที่จะรับผิดชอบในผลที่จะตามมา นอกเหนือไปจากอันตรายของโรคร้ายในปัจจุบันที่มีอยู่มากมาย
และที่อาจหมายถึงชีวิตที่สดใสมีอนาคตของเขา ที่อาจจะต้องมาพลอยสิ้นสุดลง เพราะความไม่รู้
และไม่มีการเตรียมพร้อมของตัวเขา
ทางที่ดี เมื่อคุณเห็นลูกวัยรุ่นของคุณเริ่มมีเพื่อนต่างเพศ หรือมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเพศมาถามคุณ
ก็อย่าตกใจ หรือแสดงออกด้วยความโกรธ ที่ถูกคุณควรจะดีใจที่เขาเลือกที่จะมาถามคุณ
แทนการไปค้นคว้าเองหรือแม้ว่าเขาจะไม่กล้ามาถามคุณ ก็ให้คุณหาเวลาคุยกับลูก
ในเรื่องเพื่อนหญิงชายของเขา เลยไปถึงเรื่องเพศ ความรัก ความใคร่ การแต่งงาน ความผูกพัน
ความรับผิดชอบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่เปิดใจในแง่มุมที่กว้างขึ้น การคุยกับลูก
จะช่วยทำความกระจ่างให้แก่เขาในเรื่องที่สำคัญเหล่านี้ และช่วยให้เขามีความเข้าใจที่ถูกต้อง
และเมื่อเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว เขาก็จะไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปทดลอง หรือทำอะไรที่เป็นการเสี่ยง
กับชีวิตในอนาคตของเขาเองอีกต่อไป และเมื่อถึงวันที่เขาต้องตัดสินใจในเรื่องเพศ
เขาก็จะทำไปด้วยความมั่นใจ และความรับผิดชอบอย่างแท้จริง
(update 2 สิงหาคม 2001)
[ ที่มา...
หนังสือก่อนจะถึงวันนั้น โดย รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์]
|