
คงจะเป็นการ "เชย" ไม่น้อย ถ้าหนังสือจิตวิทยาครอบครัวจะไม่พูดเรื่องของการทำร้ายเด็ก
ที่กำลังเป็นข่าวดังอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ "น้องอ้อม" "น้องนุ่น"
หรือน้องอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาสได้ออกเป็นข่าวเหมือนคนอื่นเขาก็ตาม
ความจริง เรื่องการทำร้ายเด็กนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิด ไม่ใช่สังคมเสื่อมลง
หรือครอบครัวแตกสลายมากขึ้น
จริงๆ แล้ว เรื่องการทำร้ายเด็กเป็นเรื่อง อาชญากรรม (Crime) ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดมานานแล้ว
แต่ไม่ใคร่ได้มีใครลงประกาศแจ้งความ เพราะถือว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว
เช่นเดียวกับเรื่องของการทำร้ายร่างกายภรรยาจากผู้ที่เป็นสามีหรือคนรัก
ก็ไม่ใคร่ได้รับการรายงานเช่นเดียวกัน ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกยุคทุกสมัย
มันไม่ได้มากขึ้นหรือน้อยลง เพียงแต่สื่อมวลชนจะหยิบขึ้นมากล่าวพาดหัวเมื่อไร
ทางบ้านเมืองและสังคมก็จะรู้สึกหันมาใส่ใจกันสักครั้ง
ถ้าจะถามคำถามคุณที่มีลูกว่า "เคยตีลูกไหม" แทบจะทุกคนก็คงจะตอบว่า "เคย" ไม่มากก็น้อย
และแทบทุกคนก็คงจะตอบว่าที่ตีก็เพราะอยากจะสั่งสอนเด็กเท่านั้น ไม่ได้มีความประสงค์
จะทำร้ายเด็กเลยจริงๆ และที่ตีก็เพราะก็เป็นการตีที่นิดๆ หน่อยๆ แปะสองแปะ
ไม่ได้ลุกขึ้นมาตีจนเด็กตายตกไปก็หาไม่
พ่อแม่ทุกคนมักจะต้องการให้เด็กเชื่อฟัง ไม่ดื้อ ไม่ซุกซน ดังนั้นเมื่อเด็กไม่ทำตาม
ก็มักจะต้องมีการสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ ให้เด็กเข็ดและจดจำได้ไม่ซนอีก
ถ้าคุณตีสั่งสอนลูกด้วยเหตุผลข้างต้นก็คงไม่มีใครว่าอะไรคุณ
แต่คุณจะทราบหรือไม่ว่า มันง่ายเหลือเกินที่จะทำอะไรที่ "เลยเถิด" ลงไปเมื่อคุณมีความโกรธ
และเมื่อคุณมีโทสะเสียแล้ว การ "ลงไม้ลงมือ" ที่คุณคิดว่าเพียงแต่สั่งสอนเล็กน้อย
อาจกลายเป็นการกระทำที่เข้าข่ายทำร้ายร่างกายลูกได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หากคุณมีความโกรธที่ได้สั่งสมด้วยความอดกลั้นเอาไว้นานหลายครั้ง เมื่อคุณระบายออก
การระบายออกจึงมักจะกระทำไปด้วยความรุนแรงและควบคุมไม่ได้
คุณทราบหรือไม่ว่า คนทุกคนที่เคยถูกตีหรือทำร้ายร่างกายในวัยเด็ก จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ที่แบกเอาไว้แต่ความเจ็บปวด ที่มีลักษณะคล้ายแผลเป็นทางจิตใจอยู่ตลอดเวลา
แม้ว่าแผลทางร่างกายจะไม่มีปรากฏ
แต่ทุกคนจะจำได้เสมอถึงครั้งที่เขาถูกลงโทษในวัยเด็ก คล้ายกับเรื่องราวในช่วงนั้นของชีวิต
จะไม่มีวันหลุดออกไปจากความทรงจำของเขาเลย ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด หรือไม่ว่าพ่อแม่
พี่ป้าน้าอา หรือแม้กระทั่งครูที่ตีเขาจะล้มหายตายจากไปนานแค่ไหนแล้วก็ตาม บุคคลที่ถูกลงโทษ
อย่างรุนแรงเหล่านี้ ก็จะยังมีชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดทางใจ และมีบุคลิกภาพที่หวาดระแวง
ไม่กล้าใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ใด ไม่สามารถมีความสุขกับชีวิต เกลียดชังตนเอง ไม่ไว้ใจใคร
ข้อสำคัญก็คือ ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย หรือรักผู้ใดได้เลย
ยิ่งกว่านั้น เมื่อเขามีครอบครัวหรือมีลูกของตนเอง ก็มักจะใช้วิธีเลี้ยงลูกด้วยความรุนแรง
เหมือนอย่างกับที่ตัวเขาเคยได้เรียนรู้มาจากผู้เป็นพ่อแม่เขานั่นเอง
การที่พ่อแม่ทำร้ายเด็กนั้นก็มักจะมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การขาดความเข้าใจ
ในพัฒนาการตามวัยของเด็กในช่วงแต่ละอายุ
กล่าวคือ ในแต่ละช่วงอายุของเด็ก เด็กอาจจะทำอะไรตามปกติของวัยนั้น แต่ผู้ปกครองไม่เข้าใจ
แปลเจตนาผิดไป และใช้ความรุนแรงในการหยุดหรือระงับพฤติกรรมนั้นโดยหารู้ไม่ว่า
สิ่งที่เด็กทำอยู่เป็นส่วนของการเติบโตตามปกติของวัยเขา
ดังตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ เด็กหญิงอายุ 15 ปี ที่เผอิญกลายเป็นแม่ของเด็กหญิงอายุขวบเศษ
ได้ใช้ผ้ายัดปากลูกเพราะ "รำคาญ" ที่เด็กร้องไม่หยุด ทำให้เด็กต้องตายเพราะขาดอากาศหายใจ
ถ้าเรามาพิจารณาดูเรื่องดังกล่าว เราทั้งหลายก็คงจะรู้สึกสลดใจให้กับทั้งแม่และลูก
เพราะในส่วนของผู้เป็น "แม่" ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอะไรในการเลี้ยงลูกเลย มิหนำซ้ำ
ตนเองก็ยังไม่พ้นวัยเด็ก ยังขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ในการเป็นแม่คน เมื่อเกิดบุตรขึ้นมา
ก็ไม่ทราบว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร ไม่มีความเข้าใจอะไรทั้งสิ้นในเรื่องของพัฒนาการของเด็ก
เมื่อเห็นลูกร้องขึ้นมาและต้องการเห็นเด็กเงียบ ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรนอกจากคิดเอาเองง่ายๆ
ตื้นๆ หยิบสิ่งใกล้ตัวขึ้นมาและคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ผล
นอกจากนี้ พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกเพราะความเชื่อและทัศนคติที่ผิดๆ ก็มาก เช่น
ในครอบครัวคนจีนนิยมบุตรชาย เด็กที่เป็นหญิงมักจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ เหมือนลูกชาย
รวมทั้งยังเป็นที่รองรับการลงโทษจากพ่อแม่ที่ขาดความเข้าใจอีกด้วย
พ่อแม่บางคนที่มีความงมงายในเรื่องของโชคลาง เมื่อมีคนมาทำนายว่าเด็กหญิงเกิดมา
จะทำให้ผู้เป็นพ่อหรือแม่มีโชคไม่ดี ก็จะเกลียดชังลูกคนนั้น และมักจะลงโทษทารุณเด็ก
ด้วยกรรมวิธีต่างๆ ทำให้เด็กต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงอย่างน่าสลดใจ
แต่โดยทั่วไป การทำร้ายเด็กมักจะมาจากการระงับโทสะไม่อยู่ของบิดามารดาเองเป็นสำคัญ
และเมื่อถามพ่อแม่หลายคนก็มักจะตอบเหมือนกันว่า รู้ว่าไม่ดี แต่บางทีเด็กก็มักจะยั่วโทสะ
ทำให้เหลืออดต้องลงมือกับเด็ก
แต่ผู้เขียนก็อยากจะขอเสนอแนะว่า ถ้าเป็นกรณีที่คุณ "เหลืออด" คุณอาจจะทำตามคำแนะนำ
เหล่านี้ดูบ้าง เช่น
1.
เรียนรู้วิธีอื่นที่จะสร้างวินัยให้ลูกโดยไม่ใช้ความรุนแรง
เพราะถ้าคุณเล่นบททุบตีลูกคุณทุกครั้งที่เด็กทำผิด เด็กก็จะค่อยๆ เชื่อว่า
คนที่รักเราคือ คนที่ทำให้เราเจ็บปวด และความเจ็บปวดคือ ส่วนหนึ่งของการแสดงความรัก
และเมื่อเด็กรักใคร เขาก็อาจะมีการกระทำที่ทำให้คนที่เขารักเจ็บปวด
ด้วยวิธีต่างๆ นาๆ
2.
เรียนรู้ถึงวิธีสื่อสารที่สร้างสรรค์ รู้วิธีต่อรอง และตระหนักว่า ความเข้าใจผิด หรือการขัดแย้ง
เป็นส่วนเหนึ่งของชีวิตมนุษย์
เมื่อมีข้อขัดแย้งในครอบครัว โปรดใช้วิธีการต่อรอง การจับเข่าคุยกัน เรียนรู้การสื่อสาร
ที่แสดงความต้องการมากกว่าการโจมตีกัน รู้จักการพูดในลักษณะของการแก้ปัญหา
มากกว่าการใช้กำลังเข้าเล่นงาน สมาชิกในครอบครัวเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ต้องฟาดฟันให้ตายไปข้างหนึ่ง
3.
ถ้าปัญหาหนักเกินกำลังที่คุณจะแก้ไขได้ให้พยายามแสวงหาผู้ที่ชำนาญ
ในการแก้ปัญหาครอบครัว
เช่น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ อย่าปล่อยให้เรื่องลุกลามไป
โดยที่คุณไม่ทำอะไร ปัญหาอาจจะสายเกินแก้ได้
ความรุนแรงในครอบครัวไม่ว่าจะเกิดกับใครก็ตาม เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันยุติ
ก่อนที่จะลุกลามใหญ่โต เราต้องคิดเสมอว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมของเรามีที่มาคือ
มาจากครอบครัวของเด็กก่อนเสมอ
ดังนั้น หากเราตั้งใจว่า เราจะหยุดความรุนแรงในสังคม เราคงจะต้องหยุดตัวเราเอง
ในการปฏิบัติต่อสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ให้เรามาตั้งใจตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
เราจะไม่ยอมใช้ความรุนแรงในครอบครัวของเราเองอีกต่อไป
(update 2 สิงหาคม 2001)
[ ที่มา...
หนังสือก่อนจะถึงวันนั้น โดย รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์]
|