มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

การป้องกันสโตร๊ค ชนิดขาดเลือด


สรุปรายงานจากวารสาร Circulation

การรักษาสโตร๊คที่ดีที่สุดในขณะนี้คือ การป้องกัน โดยวงการแพทย์สามารถตรวจคัด ผู้ที่มีแนวโน้มหรือความเสี่ยงสูงต่อการเป็นสโตร๊ค แล้วหามาตรการแทรกแซง อย่างจำเพาะเจาะจง

คณะกรรมการสโตร๊คของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (AHA) จึงตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อร่างข้อแนะนำในการปฏิบัติ โดยสรุปว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสโตร๊ค อาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ
1. ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขปรับเปลี่ยนไม่ได้
2. ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขปรับเปลี่ยนได้
3. ปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มว่าจะปรับเปลี่ยนได้

ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขปรับเปลี่ยนไม่ได้ พูดง่ายๆ ก็คือเลือกเกิดหรือควบคุมไม่ได้ เช่น
อายุ : เมื่อคนเราแก่ตัวลง ความเสี่ยงต่อการเกิดสโตร๊ค จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าของทุกๆ 10 ปีที่แก่ตัวลง เมื่อล่วงพ้นวัย 55 ปีไปแล้ว

เพศ : สโตร๊คมีโอกาสเป็นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ยกเว้นในช่วงอายุ 35-44 ปี และที่เกิน 80 ปี ซึ่งผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงเวลาเป็นสโตร๊คแล้ว มีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายกว่าผู้ชาย อย่างในปี 2540 ผู้หญิงอเมริกันเสียชีวิตด้วยสโตร๊คทุกๆ 1 ใน 6 คน ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมีเพียง 1 ใน 25 คน

เชื้อชาติ/เผ่าพันธุ์ : คนผิวดำและเชื้อสายฮิสปานิกบางคน มีโอกาสเป็นและเสียชีวิตจากสโตร๊คมากกว่าคนผิวขาว ทั้งนี้ บางส่วนเป็นผลมาจาก การที่คนผิวดำขี้โรคมากกว่า เช่น เป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าอ้วน และเป็นเบาหวานมากกว่า คนจีนและญี่ปุ่นก็มีอุบัติการณ์เป็นสโตร๊คสูงเช่นกัน

ประวัติครอบครัว : ถ้าพ่อและแม่เป็นสโตร๊คแล้ว ลูกๆ จะมีความเสี่ยง ต่อการเป็นสโตร๊คสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหลายกลไก รวมทั้งการถ่ายทอดปัจจัยเสี่ยง ทางพันธุกรรม ปัจจัยร่วมทางวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ฝาแฝดไข่ใบเดียวกันจะมีสโตร๊คสูงกว่าฝาแฝด ที่ไม่เหมือนถึง 5 เท่า

ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขปรับเปลี่ยนได้
ความดันโลหิตสูง : ภาวะนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเส้นโลหิตในสมองแตก และเนื้อสมองตาย โดยอุบัติการณ์ของสโตร๊คจะเพิ่มตามสัดส่วนของแรงดันโลหิตสูงขึ้น จัดเป็นความสัมพันธ์ทั้งทางตรง ต่อเนื่องและอิสระจากปัจจัยอื่น

ปกติคนเราจะมีแรงดันซิสโตลิก (แรงดันบน) เพิ่มขึ้นตามอายุและจะเพิ่ม ความเสี่ยงต่อสโตร๊ค ไม่ว่าแรงดันไดแอสโตสิก (แรงดันล่าง) จะสูงขึ้นด้วยหรือไม่ก็ตาม ในผู้สูงอายุแล้ว แรงดันซิลโตลิกที่ขึ้นแต่ลำพังนับเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ (ถ้ามากกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท และแรงดันไดแอสโตลิกต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท)

มีหลักฐานสะสมมานานกว่า 30 ปีแล้วว่าการควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง จะช่วยป้องกันสโตร๊คและ/หรือลดความเสี่ยงต่ออวัยวะกลุ่มเป้าหมายได้ เช่น หัวใจวาย หรือไตวาย การลดแรงดันโลหิตสูงเกินปกติ คือยาขนานต่างๆ (ที่แพทย์เป็นผู้จัดให้) ล้วนมีประสิทธิภาพในการป้องกันสโตร๊ค

ข้อแนะนำ : ทุกคนควรมีการตรวจวัดแรงดันโลหิตอย่างน้อยทุก 2 ปี ในผู้ใหญ่ แล้วใช้การรักษาตามความเหมาะสมถ้าพบว่าสูง

การสูบบุหรี่ : บุหรี่ลดการขยายตัว และความยืดหยุ่นของเส้นเลือด อีกทั้งเพิ่มระดับสารไฟบริโนเจน (Fibrinogen) ในกระแสเลือด ลดไขมันโคเลสเตอรอล ชนิดพระเอกคือ HDL เพิ่มความเข้มข้นของเลือด เพิ่มการเกาะตัวของเกล็ดเลือด

งานวิจัยต่างๆ บ่งชี้ว่าบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อสโตร๊ค 2 เท่า ปัจจุบันนี้มีผู้ใหญ่ร้อยละ 25 ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ดังนั้นร้อยละ 18 ของสโตร๊คที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลของการสูบบุหรี่

แม้ในคนที่เคยสูบบุหรี่แล้วเลิกก็ยังมีความเสี่ยง 1.26-1.34 เท่า หรือร้อยละ 6 ของผู้ที่เคยสูบบุหรี่มาก่อน แต่ยิ่งเลิกนานเท่าไรความเสี่ยงก็จะค่อยๆ ลดลง พอเลิกไปแล้ว 5 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงก็จะเหลือเท่ากับคนที่ไม่สูบบุหรี่

การป้องกันด้วยการไม่เริ่มสูบบุหรี่ จึงเป็นการป้องกันสโตร๊คปฐมภูมิ (primary prevention) ส่วนการเปลี่ยนไปสูบยาเส้นหรือซิการ์แทนก็ให้ประโยชน์น้อยมาก

ร้อยละ 90 ของคนที่ไม่สูบบุหรี่ ยังได้รับผลกระทบจากการที่อยู่ใกล้คนที่สูบบุหรี่ เพราะมีการตรวจพบสารโคตินิน (Cotinine) ในเลือดของคนที่ไม่สูบบุหรี่ การสัมผัสควันบุหรี่ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจขาดเลือดตั้งแต่ร้อยละ 20-70 ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงมีการประมาณการณ์ว่า การเสียชีวิตจากภาวะหัวใจขาดเลือดจำนวน 62,000 ราย ในปี 2538 เป็นผลจากการสัมผัสควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบอยู่ข้างๆ
การสูบบุหรี่ทุกรูปแบบจึงมีความเสี่ยงต่อสโตร๊ค

ข้อแนะนำ : ขอให้เลิกสูบบุหรี่

โรคเบาหวาน : ชนิดที่พึ่งพาอินซูลิน เพิ่มโอกาสเกิดคราบไขมันพอกเส้นเลือด และเพิ่มความชุกของปัจจัยเสี่ยงต่อสโตร๊ค เช่น ความดันโลหิตสูง ความอ้วน และไขมันในเลือดผิดปกติ

คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 (ไม่พึ่งพาอินซูลิน) จะมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ถึงร้อยละ 40-60 ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่เกิดร่วมกับความดันโลหิตสูงจะเพิ่มความถี่ ของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน รวมทั้งสโตร๊ค การควบคุมทั้งระดับน้ำตาล และความดันโลหิตสูง จึงช่วยลดสโตร๊คได้ดี

ข้อแนะนำ : ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงให้ดีในคนที่เป็นเบาหวานทุกชนิด

เส้นเลือดแดงคาโรติด (Carotid) ที่คอตีบตันโดยไม่มีอาการ : เส้นเลือดแดงขนาดใหญ่ ที่บริเวณคอเรียกว่า เส้นเลือดแดงคาโรติด (Carotid Artery) จะตีบตันมากขึ้นตามวัยที่แก่ตัวลง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดสโตร๊ค จึงมีการพิจารณาผ่าตัดแก้ไขในกรณีที่เส้นเลือด ตีบตันมาก ผลการผ่าตัดจะดี ถ้าศัลยแพทย์มีความชำนาญ (คือผ่าตัดบ่อยๆ)

หัวใจเต้นสั่นพลิ้ว (Atrial Flbrlllation) : การเต้นผิดปกติของหัวใจที่เรียกว่า Atrial Fibrillation หรือ AF (อ่านว่า เอ-เตรี้ยล-ฟิ-บริล-เล-ชั่น) เป็นภาวะที่พบบ่อย และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดสโตร๊ค แต่ก็มีวิธีรักษาที่ได้ผลดีจนสามารถ ป้องกันสโตร๊คจาก AF ได้

ข้อแนะนำ : ควรพิจารณาให้ยาป้องกันเลือดแข็งตัว (Antithrombotic Therapy) เช่น ยาวอฟาริน หรือแอสไพริน

โรคหัวใจอื่นๆ หรือโรคลิ้นของหัวใจ หัวใจพองโต หัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น

ภาวะไขมันในเลือดสูง : ในงานวิจัยระยะหลังๆ พบว่าคนที่มีคราบไขมัน พอกเส้นเลือดแดงที่คอ (คาโรติด) สามารถใช้ยาลดไขมันโคเลสเตอรอล ลดคราบไขมันได้

ข้อแนะนำ : ควรพิจารณาให้ยากลุ่มสแตติน ในคนที่รู้แน่ๆ ว่าเป็นโรคเส้นเลือด เลี้ยงหัวใจตีบตันและระดับไขมันโคเลสเตอรอลผู้ร้ายคือ LDL ในเลือดสูง

ปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มว่าจะปรับเปลี่ยนได้
ความอ้วน : หมายถึง คนที่มีดัชนีมวลร่างกาย (BMI หรือ Body Mass Index) สูงกว่า 30 กิโลกรัม/ม2 ซึ่งทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสโตร๊ค

อย่างไรก็ตาม ความอ้วนจะพบมากขึ้นตามวัยและจะสัมพันธ์กับแรงดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือดซึ่งต่างก็เพิ่มตามวัย จึงไม่น่าแปลกใจถ้าความอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยง ต่อการเกิดสโตร๊ค งานวิจัยหลายชิ้นชี้แนะว่าการอ้วนแบบลงพุงต่างหากที่เสี่ยงต่อสโตร๊ค ไม่ใช่ความอ้วนโดยทั่วไป

ข้อแนะนำ : การลดน้ำหนักสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป เป็นสิ่งที่ควรทำ เนื่องจากจะมีโรคประจำตัวอื่นๆ เกิดร่วมจนนำไปสู่สโตร๊ค

การนั่งๆ นอนๆ การใช้หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะมีประโยชน์ชัดเจน ในการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และลดโรคหัวใจกับหลอดเลือดด้วย นอกจากนี้การออกกำลังกายยังมีประโยชน์ช่วยลดอัตราการเกิดสโตร๊ค

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) จึงแนะนำให้ชาวอเมริกันออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ทุกวันถ้าเป็นไปได้

อาหารที่ไม่เหมาะสม : ดูเหมือนว่าการบริโภคผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักเขียวและผลไม้รสเปรี้ยวจะมีความสัมพันธ์เช่นปกป้องไม่ให้เกิดสโตร๊ค

การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ : งานวิจัยพบว่าการดื่มสุรามากกว่าวันละ 5 แก้ว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อสโตร๊คไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือแก่ ทั้งนี้กลไกอาจจะมีหลายทางคือ คนดื่มสุราอาจมีความดันโลหิตสูงอยู่ด้วย หรือเลือดคั่งแข็งตัวง่าย หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ และเลือดไหลเวียนไปสมองน้อยลง

ข้อแนะนำ : ผู้ชายไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าวันละ 2 แก้ว ส่วนผู้หญิง ที่ยังไม่ตั้งครรภ์ดื่มได้วันละ 1 แก้ว

การเสพยาเสพย์ติด : ยาเสพย์ติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งแอมเฟตามีน โคเคน และเฮโรอีน เป็นภัยร้ายแรงต่อสาธารณสุข ข้อมูลล่าสุดพบว่า การเสพสารดังกล่าว เพิ่มความเสี่ยงต่อสโตร๊คถึง 7 เท่า โดยอาจเป็นผลจากหลายกลไก เช่น แรงดันโลหิต พุ่งสูงขึ้นทันที เส้นเลือดอักเสบ ความผิดปกติทางโลหิตจนทำให้เลือดข้นขึ้น และเกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันมากขึ้น

การใช้ฮอร์โมนเพศเสริม (HRT : Hormone Replacement Therapy) และยาเม็ดคุมกำเนิด : งานวิจัยที่มีอยู่ยังไม่ชี้ชัดว่าการใช้ฮอร์โมนเพศเสริม ในสตรีวัยหมดประจำเดือนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อสโตร๊คจริงหรือไม่ รวมทั้งยาเม็ดคุมกำเนิด ก็มีความเสี่ยงต่ำ ยกเว้นในสตรีที่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นอยู่ด้วย เช่น สูบบุหรี่

โดยสรุปแล้ว ขณะนี้ยังมีช่องว่างด้านองค์ความรู้อยู่มากเกี่ยวกับผลกระทบ ของปัจจัยจำเพาะต่างๆ ที่จะมีต่อความเสี่ยงต่อสโตร๊ค บางปัจจัยปรับเปลี่ยนได้แน่ และบางปัจจัยก็มีแนวโน้มว่าจะปรับเปลี่ยนได้ จึงขอให้ท่านผู้อ่านติดตาม ความคืบหน้าในการวิจัย และแสวงหาความเข้าใจในข้อแตกต่างเรื่องความเสี่ยง ระหว่างชายกับหญิง โดยข้อสำคัญที่สุดยังอยู่ที่การป้องกันสโตร๊ค


(update 4 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600