
สรุปรายงานจากวารสาร Circulation
การรักษาสโตร๊คที่ดีที่สุดในขณะนี้คือ การป้องกัน โดยวงการแพทย์สามารถตรวจคัด
ผู้ที่มีแนวโน้มหรือความเสี่ยงสูงต่อการเป็นสโตร๊ค แล้วหามาตรการแทรกแซง
อย่างจำเพาะเจาะจง
คณะกรรมการสโตร๊คของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (AHA) จึงตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ
เพื่อร่างข้อแนะนำในการปฏิบัติ โดยสรุปว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสโตร๊ค อาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
ใหญ่ๆ คือ
1. ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขปรับเปลี่ยนไม่ได้
2. ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขปรับเปลี่ยนได้
3. ปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มว่าจะปรับเปลี่ยนได้
ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขปรับเปลี่ยนไม่ได้ พูดง่ายๆ ก็คือเลือกเกิดหรือควบคุมไม่ได้
เช่น
อายุ : เมื่อคนเราแก่ตัวลง ความเสี่ยงต่อการเกิดสโตร๊ค
จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าของทุกๆ 10 ปีที่แก่ตัวลง เมื่อล่วงพ้นวัย 55 ปีไปแล้ว
เพศ : สโตร๊คมีโอกาสเป็นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ยกเว้นในช่วงอายุ 35-44 ปี
และที่เกิน 80 ปี ซึ่งผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงเวลาเป็นสโตร๊คแล้ว
มีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายกว่าผู้ชาย อย่างในปี 2540 ผู้หญิงอเมริกันเสียชีวิตด้วยสโตร๊คทุกๆ
1 ใน 6 คน ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมีเพียง 1 ใน 25 คน
เชื้อชาติ/เผ่าพันธุ์ : คนผิวดำและเชื้อสายฮิสปานิกบางคน
มีโอกาสเป็นและเสียชีวิตจากสโตร๊คมากกว่าคนผิวขาว ทั้งนี้ บางส่วนเป็นผลมาจาก
การที่คนผิวดำขี้โรคมากกว่า เช่น เป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าอ้วน
และเป็นเบาหวานมากกว่า คนจีนและญี่ปุ่นก็มีอุบัติการณ์เป็นสโตร๊คสูงเช่นกัน
ประวัติครอบครัว : ถ้าพ่อและแม่เป็นสโตร๊คแล้ว ลูกๆ จะมีความเสี่ยง
ต่อการเป็นสโตร๊คสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหลายกลไก รวมทั้งการถ่ายทอดปัจจัยเสี่ยง
ทางพันธุกรรม ปัจจัยร่วมทางวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ฝาแฝดไข่ใบเดียวกันจะมีสโตร๊คสูงกว่าฝาแฝด
ที่ไม่เหมือนถึง 5 เท่า
ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขปรับเปลี่ยนได้
ความดันโลหิตสูง : ภาวะนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเส้นโลหิตในสมองแตก
และเนื้อสมองตาย โดยอุบัติการณ์ของสโตร๊คจะเพิ่มตามสัดส่วนของแรงดันโลหิตสูงขึ้น
จัดเป็นความสัมพันธ์ทั้งทางตรง ต่อเนื่องและอิสระจากปัจจัยอื่น
ปกติคนเราจะมีแรงดันซิสโตลิก (แรงดันบน) เพิ่มขึ้นตามอายุและจะเพิ่ม
ความเสี่ยงต่อสโตร๊ค ไม่ว่าแรงดันไดแอสโตสิก (แรงดันล่าง) จะสูงขึ้นด้วยหรือไม่ก็ตาม
ในผู้สูงอายุแล้ว แรงดันซิลโตลิกที่ขึ้นแต่ลำพังนับเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ (ถ้ามากกว่า 160
มิลลิเมตรปรอท และแรงดันไดแอสโตลิกต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท)
มีหลักฐานสะสมมานานกว่า 30 ปีแล้วว่าการควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง
จะช่วยป้องกันสโตร๊คและ/หรือลดความเสี่ยงต่ออวัยวะกลุ่มเป้าหมายได้ เช่น หัวใจวาย
หรือไตวาย การลดแรงดันโลหิตสูงเกินปกติ คือยาขนานต่างๆ (ที่แพทย์เป็นผู้จัดให้)
ล้วนมีประสิทธิภาพในการป้องกันสโตร๊ค
ข้อแนะนำ :
ทุกคนควรมีการตรวจวัดแรงดันโลหิตอย่างน้อยทุก 2 ปี ในผู้ใหญ่
แล้วใช้การรักษาตามความเหมาะสมถ้าพบว่าสูง
การสูบบุหรี่ : บุหรี่ลดการขยายตัว และความยืดหยุ่นของเส้นเลือด
อีกทั้งเพิ่มระดับสารไฟบริโนเจน (Fibrinogen) ในกระแสเลือด ลดไขมันโคเลสเตอรอล
ชนิดพระเอกคือ HDL เพิ่มความเข้มข้นของเลือด เพิ่มการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
งานวิจัยต่างๆ บ่งชี้ว่าบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อสโตร๊ค 2 เท่า ปัจจุบันนี้มีผู้ใหญ่ร้อยละ 25
ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ดังนั้นร้อยละ 18 ของสโตร๊คที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลของการสูบบุหรี่
แม้ในคนที่เคยสูบบุหรี่แล้วเลิกก็ยังมีความเสี่ยง 1.26-1.34 เท่า หรือร้อยละ 6
ของผู้ที่เคยสูบบุหรี่มาก่อน แต่ยิ่งเลิกนานเท่าไรความเสี่ยงก็จะค่อยๆ ลดลง พอเลิกไปแล้ว
5 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงก็จะเหลือเท่ากับคนที่ไม่สูบบุหรี่
การป้องกันด้วยการไม่เริ่มสูบบุหรี่ จึงเป็นการป้องกันสโตร๊คปฐมภูมิ
(primary prevention) ส่วนการเปลี่ยนไปสูบยาเส้นหรือซิการ์แทนก็ให้ประโยชน์น้อยมาก
ร้อยละ 90 ของคนที่ไม่สูบบุหรี่ ยังได้รับผลกระทบจากการที่อยู่ใกล้คนที่สูบบุหรี่
เพราะมีการตรวจพบสารโคตินิน (Cotinine) ในเลือดของคนที่ไม่สูบบุหรี่ การสัมผัสควันบุหรี่
ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจขาดเลือดตั้งแต่ร้อยละ 20-70 ในประเทศสหรัฐอเมริกา
จึงมีการประมาณการณ์ว่า การเสียชีวิตจากภาวะหัวใจขาดเลือดจำนวน 62,000 ราย
ในปี 2538 เป็นผลจากการสัมผัสควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบอยู่ข้างๆ
การสูบบุหรี่ทุกรูปแบบจึงมีความเสี่ยงต่อสโตร๊ค
ข้อแนะนำ : ขอให้เลิกสูบบุหรี่
โรคเบาหวาน : ชนิดที่พึ่งพาอินซูลิน เพิ่มโอกาสเกิดคราบไขมันพอกเส้นเลือด
และเพิ่มความชุกของปัจจัยเสี่ยงต่อสโตร๊ค เช่น ความดันโลหิตสูง ความอ้วน
และไขมันในเลือดผิดปกติ
คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 (ไม่พึ่งพาอินซูลิน) จะมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
ถึงร้อยละ 40-60 ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่เกิดร่วมกับความดันโลหิตสูงจะเพิ่มความถี่
ของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน รวมทั้งสโตร๊ค การควบคุมทั้งระดับน้ำตาล
และความดันโลหิตสูง จึงช่วยลดสโตร๊คได้ดี
ข้อแนะนำ :
ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงให้ดีในคนที่เป็นเบาหวานทุกชนิด
เส้นเลือดแดงคาโรติด (Carotid) ที่คอตีบตันโดยไม่มีอาการ : เส้นเลือดแดงขนาดใหญ่
ที่บริเวณคอเรียกว่า เส้นเลือดแดงคาโรติด (Carotid Artery) จะตีบตันมากขึ้นตามวัยที่แก่ตัวลง
ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดสโตร๊ค จึงมีการพิจารณาผ่าตัดแก้ไขในกรณีที่เส้นเลือด
ตีบตันมาก ผลการผ่าตัดจะดี ถ้าศัลยแพทย์มีความชำนาญ (คือผ่าตัดบ่อยๆ)
หัวใจเต้นสั่นพลิ้ว (Atrial Flbrlllation) : การเต้นผิดปกติของหัวใจที่เรียกว่า
Atrial Fibrillation หรือ AF (อ่านว่า เอ-เตรี้ยล-ฟิ-บริล-เล-ชั่น) เป็นภาวะที่พบบ่อย
และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดสโตร๊ค แต่ก็มีวิธีรักษาที่ได้ผลดีจนสามารถ
ป้องกันสโตร๊คจาก AF ได้
ข้อแนะนำ :
ควรพิจารณาให้ยาป้องกันเลือดแข็งตัว (Antithrombotic Therapy) เช่น
ยาวอฟาริน หรือแอสไพริน
โรคหัวใจอื่นๆ หรือโรคลิ้นของหัวใจ หัวใจพองโต หัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น
ภาวะไขมันในเลือดสูง : ในงานวิจัยระยะหลังๆ พบว่าคนที่มีคราบไขมัน
พอกเส้นเลือดแดงที่คอ (คาโรติด) สามารถใช้ยาลดไขมันโคเลสเตอรอล ลดคราบไขมันได้
ข้อแนะนำ :
ควรพิจารณาให้ยากลุ่มสแตติน ในคนที่รู้แน่ๆ ว่าเป็นโรคเส้นเลือด
เลี้ยงหัวใจตีบตันและระดับไขมันโคเลสเตอรอลผู้ร้ายคือ LDL ในเลือดสูง
ปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มว่าจะปรับเปลี่ยนได้
ความอ้วน : หมายถึง คนที่มีดัชนีมวลร่างกาย (BMI หรือ Body Mass Index)
สูงกว่า 30 กิโลกรัม/ม2 ซึ่งทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสโตร๊ค
อย่างไรก็ตาม ความอ้วนจะพบมากขึ้นตามวัยและจะสัมพันธ์กับแรงดันโลหิต
น้ำตาลและไขมันในเลือดซึ่งต่างก็เพิ่มตามวัย จึงไม่น่าแปลกใจถ้าความอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยง
ต่อการเกิดสโตร๊ค งานวิจัยหลายชิ้นชี้แนะว่าการอ้วนแบบลงพุงต่างหากที่เสี่ยงต่อสโตร๊ค
ไม่ใช่ความอ้วนโดยทั่วไป
ข้อแนะนำ :
การลดน้ำหนักสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป เป็นสิ่งที่ควรทำ
เนื่องจากจะมีโรคประจำตัวอื่นๆ เกิดร่วมจนนำไปสู่สโตร๊ค
การนั่งๆ นอนๆ การใช้หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะมีประโยชน์ชัดเจน
ในการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และลดโรคหัวใจกับหลอดเลือดด้วย
นอกจากนี้การออกกำลังกายยังมีประโยชน์ช่วยลดอัตราการเกิดสโตร๊ค
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH)
จึงแนะนำให้ชาวอเมริกันออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที
ทุกวันถ้าเป็นไปได้
อาหารที่ไม่เหมาะสม : ดูเหมือนว่าการบริโภคผักและผลไม้
โดยเฉพาะผักเขียวและผลไม้รสเปรี้ยวจะมีความสัมพันธ์เช่นปกป้องไม่ให้เกิดสโตร๊ค
การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ : งานวิจัยพบว่าการดื่มสุรามากกว่าวันละ 5 แก้ว
จะเพิ่มความเสี่ยงต่อสโตร๊คไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือแก่ ทั้งนี้กลไกอาจจะมีหลายทางคือ
คนดื่มสุราอาจมีความดันโลหิตสูงอยู่ด้วย หรือเลือดคั่งแข็งตัวง่าย หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
และเลือดไหลเวียนไปสมองน้อยลง
ข้อแนะนำ :
ผู้ชายไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าวันละ 2 แก้ว ส่วนผู้หญิง
ที่ยังไม่ตั้งครรภ์ดื่มได้วันละ 1 แก้ว
การเสพยาเสพย์ติด : ยาเสพย์ติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งแอมเฟตามีน โคเคน
และเฮโรอีน เป็นภัยร้ายแรงต่อสาธารณสุข ข้อมูลล่าสุดพบว่า การเสพสารดังกล่าว
เพิ่มความเสี่ยงต่อสโตร๊คถึง 7 เท่า โดยอาจเป็นผลจากหลายกลไก เช่น แรงดันโลหิต
พุ่งสูงขึ้นทันที เส้นเลือดอักเสบ ความผิดปกติทางโลหิตจนทำให้เลือดข้นขึ้น
และเกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันมากขึ้น
การใช้ฮอร์โมนเพศเสริม (HRT : Hormone Replacement Therapy)
และยาเม็ดคุมกำเนิด : งานวิจัยที่มีอยู่ยังไม่ชี้ชัดว่าการใช้ฮอร์โมนเพศเสริม
ในสตรีวัยหมดประจำเดือนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อสโตร๊คจริงหรือไม่ รวมทั้งยาเม็ดคุมกำเนิด
ก็มีความเสี่ยงต่ำ ยกเว้นในสตรีที่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นอยู่ด้วย เช่น สูบบุหรี่
โดยสรุปแล้ว ขณะนี้ยังมีช่องว่างด้านองค์ความรู้อยู่มากเกี่ยวกับผลกระทบ
ของปัจจัยจำเพาะต่างๆ ที่จะมีต่อความเสี่ยงต่อสโตร๊ค บางปัจจัยปรับเปลี่ยนได้แน่
และบางปัจจัยก็มีแนวโน้มว่าจะปรับเปลี่ยนได้ จึงขอให้ท่านผู้อ่านติดตาม
ความคืบหน้าในการวิจัย และแสวงหาความเข้าใจในข้อแตกต่างเรื่องความเสี่ยง
ระหว่างชายกับหญิง โดยข้อสำคัญที่สุดยังอยู่ที่การป้องกันสโตร๊ค
(update 4 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2544 ]
|