 |
|
เซียสตา (Siesta) คือ การนอนพักผ่อนหลังอาหารเที่ยง (นอนนะจ๊ะ ไม่ใช่ หลับนอน
ซึ่งความหมายของมันเป็นไปคนละเรื่องเลย) เป็นประเพณีนิยมของสแปนิชหรือคนสเปน
และผู้คนในแถบยุโรปได้หลายประเทศ |
เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ ฯลฯ ใครเคยไปเที่ยวแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนคงเคยเจอ
กับเรื่องเซียสต้ามาบ้างตามเมืองใหญ่ๆ ร้านค้าจะปิดนอนกันเงียบตั้งแต่เที่ยงวัน
ยันบ่ายสามสี่โมงจึงจะเปิดอีกครั้งหนึ่ง แล้วไปปิดเอาราวสามสี่ทุ่ม ผู้คนเดินถนนลดน้อยลง
ส่วนมากเหลือแต่นักท่องเที่ยวมาเดินวินโดว์ช้อปิ้ง (เดินดูสินค้านในตู้โชว์)
ส่วนชาวเมืองปิดบ้านอนกันหมด บ้างก็หลับมันตามม้ายาวในสวนสาธารณะ ตามป้ายรถเมล์
รถไฟใต้ดินยังวิ่งตามปกติแต่ผู้โดยสารหรอมแหรม แต่โชเฟอร์ห้ามหลับนะ บางเมืองในอิตาลี
และสเปนถึงกับออกกฎหมายลงโทษผู้ทำเสียงอึกทึกรบกวนการเซียสต้าด้วย
ชาวสเปนที่กล่าวกันว่าเป็นต้นนิสัยการนอนหลังเที่ยงยึดเกาะประเพณีเซียสต้า
มาหลายร้อยปีแล้ว สันนิษฐานว่า เป็นเพราะอากาศในแถบยุโรปใต้ค่อนข้างร้อนในตอนบ่าย
เฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน สู้นอนพักเอาแรงจนความร้อนผ่อนคลายลงแล้ว ค่อยลุกขึ้น
มาทำมาหากินต่อจะดีกว่า
มีสมมติฐานอีกบทหนึ่งกล่าวว่า นิสัยนอนหลับหลังเที่ยงนี้เริ่มมาจากดินแดน
แถบเส้นศูนย์สูตรในทวีปแอฟริกาตามที่ราบต่ำ ที่อากาศร้อนตลอดปี ชาวแอฟริกาแถบนี้
อพยพไปอยู่ตามประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในยุโรปใต้ โดยสมัครใจบ้าง โดยถูกกวาดต้อน
ไปเป็นทาสบ้าง ก็เลยเอานิสัยการนอนกลางวันติดตัวไปด้วย
ชาวฝรั่งเศส อิตาลีและสเปนที่นิยมประเพณีเซียสต้า เมื่อไปยึดครองดินแดนแถบเอเชีย
เป็นอาณานิคมก็นำประเพณีนอนกลางวันไปเผยแพร่ในดินแดนเหล่านั้น เช่น เวียดนาม
ลาวกัมพูชาและฟิลิปปินส์ เมื่อก่อนการปลดปล่อยผู้ที่ข้ามไปยังประเทศลาวในตอนบ่าย
จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านด่างแพงขึ้นเพราะเป็นเวลาพักผ่อนสมัยสงครามเวียวดนาม
พวกเวียดกงรู้จุดอ่อนข้อนี้ดี จึงถือโอกาสบุกเข้าโจมตีเมืองใหญ่ในเวียดนามใต้พร้อมกันหลายเมือง
ทั้งไซ่ง่อน เว้ และดานัง ในระยะเวลาเซียสต้าของกองทหารเวียดนามใต้ ยังความเสียหาย
อย่างมหาศาลแก่ผู้คน ทรัพย์สินและอาวุธยุทโธปกรณ์การรบครั้งนี้ถูกบันทึกไว้ว่า
การบุกโจมตีในเทศกาลตรุษญวน (Tet Offensive)
คนเรามีความโน้มเอียงที่จะง่วงเหงาหาวนอนหลังอาหารกลางวันอยู่เป็นทุนแล้ว
สาเหตุนอกจากเพราะต้องคร่ำเครงทำงานเป็นเวลาหลายชั่วโมงในตอนเช้า อาการกลางวัน
ยังทำให้เลือดถูกส่งไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้มากขึ้น เพื่อใช้ในการย่อยอาหาร
เหลือเลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงเป็นเหตุให้สมองเฉื่อยชาและง่วงนอน
นโปเลียน โบนาปาร์ด จอมจักรพรรดิฝรั่งเศส เคยกล่าวถึงการนอนว่า
บุรุษต้องการนอนหลับพักผ่อนวันละ 6 ชั่วโมง อิสตรีต้องนอน 7 ชั่วโมง ไอ้งั่งเท่านั้น
จึงต้องการนอนถึงวันละ 8 ชั่วโมง เป็นความคิดที่ค่อนข้างก้าวร้าว ทั้งๆ ที่ชาวฝรั่งเศส
นิยมการนอนหลับในตอนบ่าย และนี่เองอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้นโปเลียนพ่ายสงครามในที่สุด
อัจฉริยบุคคลหลายท่าน ตั้งแต่ลีโอนาโด ดาวินซี ไปจนถึงเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล
ต่างก็นิยมการงีบหลับเมื่อมีโอกาส ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการได้งีบเพียงเล็กน้อย
ได้ช่วยให้ความคิดอ่านของท่านเหล่านั้นแจ่มแจ๋วยิ่งขึ้น
มีโคลงสี่สุภาพของเก่าบทหนึ่งกล่าวถึงการนอนไว้ดังนี้
" ยามหนึ่งบพิตรไท้ ทรงฤทธิ์
สองปราชญ์ราชบัณฑิต แน่แท้
ยามสามเหล่าพาณิช นรชาติ
นอนสี่ยามนั่นแล้ เที่ยงแท้เดรัจฉาน "
ยาม เป็นมาตรการนับเวลา ยามหนึ่งเท่ากับ 3 ชั่วโมง
การพักผ่อนนอนหลับอย่างพอเพียงมีผลต่อการปฏิบัติงานมาก หากนอนไม่พอ
จะมีผลต่อความคิดความอ่าน เกิดอาการสะลึมสะลือพูดจาตะกุกตะกัก ความทรงจำรวมทั้งสมอง
ไม่ค่อยแล่น จากการศึกษาวิจัยล่าสุดมีความโน้มเอียงที่จะเชื่อแล้วว่าทำให้ระบบภูมิต้านทาน
อ่อนแรงลง ผลร้ายที่ติดตามมาคือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โรคเบาหวานมาเร็วขึ้น และอวัยวะสำคัญ
สำแดงอาการแก่ก่อนวัย เช่น เกิดการเหี่ยวย่นของผิวหนังทั้งๆ ที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
จากสถิติอุบัติเหตุพบว่า อุบัติเหตุนับไม่ถ้วนทั้งจากการจราจรและในโรงงานอุตสาหกรรม
มักเกิดขึ้นในเวลาเช้ามืดหรือในการปฏิบัติงานกะดึซึ่งเป็นเวลาที่ผู้ใช้แรงงานกำลังอ่อนล้าที่สุด
ผู้จ้างงานที่ทันยุคทันสมัยจึงหาทางแก้ไขโดยจัดแบ่งเวลาให้พักผ่อนดื่มกาแฟ เพราะถ้าประสิทธิภาพ
ของการปฏิบัติงานตก ผลงานย่อมลดลง ผู้เสียหายก็คือเจ้าของงานนั่นเอง
บริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทในสหรัฐอเมริกาจึงจัดสถานที่สำหรับให้ผู้ใช้แรงงาน
ได้งีบหลับพักผ่อนระยะสั้นให้ได้รับความสะดวกสบาย เรียกว่า Nap Lounges (ห้องโถงสำหรับงีบ)
ในสเปนรู้สึกว่าจะใส่ใจในเรื่องเซียสต้ามาก ถึงขนาดที่สถานอาบอบนวดบางแห่ง
มีแผนกบริการพิเศษ จัดเก้าอี้แบบที่เอนหลังได้สำหรับลูกค้าที่ไม่มีเวลาพอที่จะกลับไปงีบ
หลังอาหารกลางวันที่บ้าน ได้มีที่ทางส่วนตัวงีบในช่วงสั้น
ถึงแม้เซียสต้าจะได้รับความนิยมมากขึ้นทั่วโลก แต่คนเป็นอันมากยังไม่เข้าใจ
ความหมายอันแท้จริงของมัน กฎกติกาสำคัญของเซียสต้าคือ จะต้องใช้เวลางีบไม่เกินครึ่งชั่วโมง
ถ้าใช้เวลานานเกินไปผลร้ายที่ตามมาคือ เกินการง่วงเหงาหาวนอนไปตลอดวัน บางคนเรียกว่า
อาการเมาขี้ตา และยังมีผลรบกวนต่อการนอนปกติในเวลาค่ำคืนด้วย เซียสต้านั้นต้องการแค่หลับ
ไม่ให้น้อยกว่า 15 นาทีก็พอแล้ว ควรเป็นการหลับลึกถึงขั้นหลับสนิทด้วย ถ้าทำได้เซลล์สมอง
จะได้รับการพักผ่อนเพียงพอที่จะฟื้นจากความอ่อนล้าจากการปฏิบัติงานช่วงเช้า แต่ถ้านัยน์ตาแข็ง
ไม่ยอมหลับ ได้แค่เอนกายหลับตาปล่อยใจให้ว่าง สมองก็จะได้รับการพักผ่อนแล้ว
ในโลกที่มีการแข่งขันรุนแรงในยุคโลกาภิวัฒน์ ผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน
จากการนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอเพียงอย่างเรื้อรังมีไม่น้อย เซียสต้าน่าจะเป็นคำตอบ
สำหรับการแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างหนึ่ง จากการศึกษาวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า
ในสภาพการปัจจุบันที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพแบบตีนถีบปากกัดทำให้คนเราต้องลดเวลา
พักผ่อนนอนหลับจากวันละ 10 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยในปี 1910 เหลือเพียง 5-7 ชั่วโมง
การงีบพักผ่อนหลังอาหารกลางวันจึงมีความสำคัญมากขึ้น
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรมาคำนึงถึงเรื่องเซียสต้าอย่างจริงจังกันเสียที
แต่ไม่ใช่กลับบ้านไปกินข้าวต้นกลางวันนะยะ
(update 15 ตุลาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2544 ]
|