ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกถึง 50 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ไปแล้ว 16 ล้านคน
- ในแถบแอฟริกา ผู้หญิงติดเชื้อมากกว่าผู้ชายถึง 2 ล้านคน
- จำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ประเทศในแถบสาธารณรัฐรัสเซีย เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในเวลาแค่ 2 ปี
- ความสำเร็จในการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ
ลอนดอน : รายงานขององค์การ UNAIDS และองค์การอนามัยโลกแจ้งว่า
ตั้งแต่ที่โรคเอดส์ได้มีการแพร่ระบาด มีผู้ที่ติดเชื้อโรคเอดส์แล้วจำนวนถึง 50 ล้านคน
และในจำนวนนี้ 33 ล้านคนยังคงมีชีวิตอยู่ และกว่า 16 ล้านคนได้เสียชีวิตไป
ในรายงานที่มีหัวเรื่องว่า "AIDS Epidemic Update December 1999" ซึ่งได้นำออกแถลงก่อนวันเอดส์โลก
ซึ่งจัดให้มีขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ในรายงานนี้แสดงให้เห็นว่า มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์
เป็นจำนวนถึง 2.6 ล้านคนในปีนี้ และอัตราผู้ติดเชื้อใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
โดยคาดประมาณว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อถึง 5.6 ล้านคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลกภายในปี 1999 นี้
ดร.ปีเตอร์ ปิโยต ผู้อำนวยการองค์การ UNAIDS กล่าวว่า "ด้วยลักษณะของการแพร่ระบาด
ของโรคเช่นนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน และที่จะส่งผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คือในระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ และโรคเอดส์ยังได้ข้าคุกคามการพัฒนาในหลายๆ ประเทศอีกด้วย"
ดร.โกร ฮาร์เล็ม บรันท์แลนด์ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า
" พวกเราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบสาธารณสุขที่เรามีอยู่จะสามารถรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อ
ที่จะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์เต็มขั้นที่จะเพิ่มขึ้นได้ การลดความรังเกียจเดียดฉันท์ การดูแลรักษา
และการลดต้นทุนในการดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยเชื้อโรคฉวยโอกาสจะเป็นสิ่งสำคัญ
องค์การอนามัยโลกกำลังดำเนินงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขทั่วโลกที่จะตรวจสอบดูให้แน่ใจว่า
วัสดุอุปกรณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยมีอยู่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยที่พัฒนาเข้าสู่การเป็นเอดส์เต็มขั้น
ในอีกไม่กี่ปีที่จะถึงนี้"
ผู้ติดเชื้อเอดส์จะกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์เต็มขั้นหลายปีหลังการติดเชื้อ
ขณะที่เชื้อเอดส์ทำลายระบบภูมิคุ้มกันโรคภายในร่างกายของคนอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกาย
เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อนิวมอเนีย วัณโรค ท้องร่วง มะเร็ง และโรคอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย
จำนวนของผู้ติดเชื้อเอดส์ที่เพิ่มขึ้น จำนวนของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อจะเพิ่มทวีคูณ
ในแอฟริกา-ผู้หญิงมีอัตราการติดเชื้อมากกว่าผู้ชาย
ในประเทศแถบแอฟริกา ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของโรคเอดส์
ได้แสดงให้เห็นชัดเป็นแห่งแรก
ดร.ปีเตอร์ ปิโยต กล่าวว่า "เมื่อ 10 ปีก่อน มันเป็นการยากมากที่จะฟังผู้คนพูดว่า
โรคเอดส์ไม่ใช่เป็นแค่ปัญหาของผู้ชายเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพวกเราได้เห็นชัดแล้วปัญหานี้
ได้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้หญิงด้วยเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศแถบแอฟริกา"
- 55% ของผู้ติดเชื้อในแถบแอฟริกาเป็นผู้หญิง ซึ่งหมายความว่า มีผู้หญิงติดเชื้อมากกว่า 6 คน
ต่อผู้ชาย 5 คน องค์การ UNAIDS และองค์การอนามัยโลกคาดประมาณว่าในสิ้นปี 1999
จะมีผู้หญิงแอฟริกันจำนวน 12.2 ล้านคน และผู้ชายจำนน 10.1 ล้านคนที่มีอายุระหว่าง 15-49 ปี ติดเชื้อเอดส์
- จากการศึกษาในหลายๆ ประเทศพบว่า เด็กผู้หญิงแอฟริกันอายุตั้งแต่ 15-19 ปี มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
มากกว่าเด็กผู้ชายในรุ่นเดียวกันถึง 5-6 เท่า ความง่ายของการติดต่อโรคเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์
ระหว่างชายกับหญิง และการมีเพศสัมพันธ์กับผู้สูงอายุกว่าส่งผลให้ผู้ชายที่ติดเชื้อกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญ
ที่ทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์สูงกว่า
จากรายงานองค์การ UNDP (United Nations Development Programme) หลายประเทศในแอฟริกา
กำลังประสบปัญหาในเรื่องอัตราการพัฒนาทางด้านประชากรที่ต่ำลง การจัดลำดับนี้จัดขึ้นโดยใช้เกณฑ์ชี้วัด
ในเรื่องของสุขภาพ ระดับฐานะทางเศรษฐกิจ และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการจัดลำดับ
อาจจะเนื่องมาจากการลดลงของอายุเฉลี่ยของคน (Life Expectancy) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากโรคเอดส์
- อายุเฉลี่ยของประชากรในแอฟริกาตอนใต้ ซึ่งแต่เดิมเคยเพิ่มขึ้นจาก 44 ปี ในช่วงปี 1950 เป็น 59 ปี
ในช่วง 1990 ถูกคาดการณ์ว่าจะลดลงเหลือเพียง 45 ปีในระหว่างปี 2005 ถึง 2010
- UNDP คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนประชากรแอฟริกาใต้ที่มีชีวิตยืนยาวถึง 60 ปีน้อยกว่า 50%
ในขณะที่ประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีอายุยืนถึง 60 ปี ประมาณ 70% และ 90% ในประเทศที่พัฒนาแล้ว
- จากการสำรวจภาคเกษตรกรรมในประเทศเคนย่า การเจ็บป่วยและการเสียชีวิตเป็นสาเหตุหลัก
แทนการออกจากงานเนื่องจากความสูงอายุ
อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายเหตุผลที่ทำให้เราสามารถมองในแง่ดีสำหรับภูมิภาคนี้ได้บ้าง
ประเทศแอฟริกาหลายประเทศได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับโรคเอดส์มากขึ้นกว่าเดิม
ดร.ปีเตอร์ ปิโยตได้แสดงความคิดเห็นว่า "ผมเชื่อมั่นว่า พวกเราได้มาถึงจุดสำคัญในช่วง 20 ปี
ของการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในแอฟริกานี้ ทุกๆ แห่งที่ผมได้เดินทางไป
ผมได้ยินผู้นำของประเทศแอฟริกาหลายท่านที่ได้พูดถึงโรคเอดส์ว่า เป็นปัญหาใหญ่ที่คุกคามการพัฒนา
ของทั้งทวีปและนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมตั้งความหวังไว้ในปีที่จะถึงนี้ว่า พวกเราจะได้เห็นการรณรงค์
ป้องกันโรคเอดส์ที่เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในประเทศแถบแอฟริกานี้
การรณรงค์เหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้โครงการต่างๆ ที่ดำเนินอยู่แล้วเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น "
จำนวนผู้ติดเชื้อเอสด์ประเทศในแถบสาธารณรัฐรัสเซียเดิมเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ภายในเวลาแค่ 2 ปี
ในรายงานฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นชัดถึงอัตราการติดเชื้อปี 1999 ของกลุ่มประเทศสาธารณรัฐรัสเซียเดิม
ที่มีอัตราประชากรติดเชื้อเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในระหว่างปี 1997 และ 1999 ซึ่งในภูมิภาคนี้เอง
รวมถึงประเทศในแถบยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก มีการคาดประมาณตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงเป็น 360,000 คน
- ในประเทศรัสเซีย เกือบ 50% ของรายงานผู้ติดเชื้อเอดส์ตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาด
ถูกบันทึกในแค่ช่วง 9 เดือนแรก
- ในมอสโคว ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 1999 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นสามเท่า
เมื่อเทียบกับการติดเชื้อของปีที่ผ่านมาทั้งปีรวมกัน ในเมืองเล็กๆ รอบมอสโคว
มีรายงานว่าใน 9 เดือนแรกของปี 1999 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า
ของอัตราผู้ติดเชื้อตลอดทั้งปี 1998
- การศึกษาในเบื้องต้นพบว่าผู้ติดยาเสพติดโดยการฉีดยาเสพติดเพิ่มขึ้นในกลุ่มหนุ่มสาว
ที่ไม่มีงานทำของรัสเซียและยูเครน การติดเชื้อเอดส์ไม่ใช่อยู่แค่ในเมืองใหญ่ๆ ของรัสเซียเท่านั้น
ในเขตเมืองไซบีเรีย มีผู้ติดเชื้อเกือบถึง 1300 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับรายงานในปี 1999
- จำนวนการติดยาเสพติดแบบฉีดเริ่มแพร่หลายเข้าสู่กลุ่มเด็กนักเรียนในรัสเซีย
จากโครงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ติดยาเสพติดแบบฉีดในเซนต์ ปีเตอร์สเบริ์ก ได้รายงานว่า
มีผู้ติดยาอายุต่ำกว่า 14 ปี เพิ่มขึ้น 20 เท่าในระหว่างปี 1997 ถึงไตรมาสแรกของปี 1999
การรณรงค์ป้องกันอย่างเข้มแข็ง การดูแลรักษา ประสบผลสำเร็จในหลายแห่ง
จากในรายงาน ทั้งองค์การ UNAIDS และองค์การอนามัยโลก ได้ชี้ให้เห็นว่าในบางประเทศ
สามารถลดอัตราการแพร่ระบาดของการติดเชื้อลงได้ หรือสามารถปรับปรุงความเป็นอยู่ของผู้ติดเชื้อให้ดีขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น การรณรงค์ป้องกันในประเทศไทย และฟิลิปปินส์ประสบผลสำเร็จในการช่วยลดความเสี่ยง
ในการติดเชื้อและช่วยทำให้อัตราการติดเชื้อคงที่
- ในประเทศอินเดีย มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดของประเทศอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านคน
ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นๆ แต่น้อยกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้จากการทำสำรวจก่อนหน้านี้
และจากผลการคาดการณ์นี้ทำให้ตัวเลขคาดประมาณของการติดเชื้อในทวีปเอเชียลดลงถึง 800,000 คน
- สมาคมโรคเอดส์ในรัฐทมิฬ นาดู ประเทศอินเดีย จัดทำรายชื่อของเอเยนซี่โฆษณา
ที่ให้การช่วยเหลือในการส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย โดยการออกอากาศ
ภาพยนต์โฆษณาทางทีวีในระหว่างการแข่งขันกีฬานัดสำคัญ เพศสัมพันธ์แบบฉาบฉวย
ในหมู่คนงานในรัฐนี้ลดลงถึง 50% ในระหว่างปี 1996-1998 ขณะที่การใช้ถุงยาง
เมื่อมีเพศสัมพันธ์แบบฉาบฉวยเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 50%
- ในประเทศลาตินอเมริกาบางประเทศเริ่มจัดหายาแก่ผู้ติดเชื้อเอดส์ ประเทศบราซิลเป็นตัวอย่างหนึ่ง
ซึ่งในปีนี้ ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อรักษาผู้ที่ติดเชื้อ 75,000 คน
ดร.บรันท์แลนด์ กล่าวว่า "การให้การดูแลรักษาแก่ผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อระบบสาธารณสุขเอง
ก็มีภาระที่หนักหน่วงอยู่แล้วไม่ใช่เป็นงานง่ายนัก แต่ตัวอย่างการดำเนินงานจากประเทศที่กล่าวมานี้
แสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกสามารถจะสร้างความแตกต่างในการต่อสู้กับโรคเอดส์ทั้งด้วยการป้องกัน
และการให้การดูแลรักษา องค์การอนามัยโลกได้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงระบบสาธารณสุข
จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ติดเชื้อเอดส์ทั่วไป ทุกประเทศสามารถจะเรียนรู้ตัวอย่างการดำเนินงาน
จากประเทศดังกล่าวข้างต้นนี้ได้"
หมดเวลาสำหรับการคุยโอ่ถึงความสำเร็จ
ดร.ปีเตอร์ ปิโยต ยังกระตุ้นให้ประเทศอุตสากรรมต่างๆ ให้หันมาเน่นการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อ
ดร.ปิโยต กล่าวว่า "ไม่มีประเทศใดที่จะสามารถคุยโอ่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาโรคเอดส์ได้
เพราะปัญหาของโรคเอดส์ไม่มีทางหมดลงได้โดยสิ้นเชิง เราเห็นได้จากการที่ประเทศในอเมริกาเหนือ
และยุโรปตะวันตก ที่ได้แนะนำเรื่องการบำบัดรักษาเพื่อยืดการมีชีวิตกลับเป็นผลเสียต่อพฤติกรรม
การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย สิ่งนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า "
" ขณะที่ยารักษาโรคเอดส์สร้างความหวังให้แก่ผู้ติดเชื้อหลายคนที่มีโอกาสเสาะหายามารักษาตนเองได้
แต่นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา และยารักษาโรคเอดส์เองไม่ได้มีแพร่หลายทั่วโลก ประเด็นสำคัญของการต่อสู้
กับโรคเอดส์คือการป้องกันการติดเชื้อเพิ่มขึ้น และการมีทรัพยากรสำหรับการรณรงค์เป็นสิ่งจำเป็น
เพื่อให้การดำเนินงานตามแผนที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อพัฒนายาใหม่และยาที่ดีขึ้นในการรณรงค์
เช่น ยาฆ่าเชื้อเอดส์หรือวัคซีนป้องกันเอดส์ "
ดร.บรันท์แลนด์ ยังกล่าวเสริมว่า " ในขณะที่การป้องกันเป็นแผนในการจัดการรับโรคเอดส์ในระยะยาว
พวกเราคงจะไม่สามารถละเลยความจริงที่ว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวนเป็นล้าน ล้านคนในปัจจุบัน
ซึ่งพวกเราควรจะต้องทำงานให้ดีขึ้นเพื่อปรับปรุงการดูแลรักษาและการให้ความช่วยเหลือ
ทั้งนี้รวมถึงการจัดหายารักษาที่สามารถยืดอายุผู้ป่วยโรคเอดส์ได้ การจัดหายารักษาที่จะช่วยลด
ความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยพร้อมทั้งการให้การช่วยเหลือทางด้านจิตวิทยาและทางสังคมแก่ผู้ป่วยและครอบครัว
องค์การอนามัยโลกและ UNAIDS จะยังคงพยายามผลักดันบริษัทผู้ผลิตยารักษาโรคให้ผลิตยารักษาโรคเอดส์
ออกจำหน่ายในราคาที่ผู้ที่ต้องการสามารถซื้อหาได้ "
|