ปีนี้ฝนมาเร็วกว่าปีก่อนๆ โดยแม้เพียงเดือนเมษายน ช่วงสงกรานต์ฝนก็ตกหนักมากติดต่อกันหลายวัน
กรมอุตุพยากรณ์ว่า เนื่องจากลมหนาวจากประเทศจีนพัดมาปะทะกับลมร้อนของเมืองไทยจึงทำให้เกิดฝนตก
แต่เดือนนี้มิถุนายนแล้วฝนก็ยังตกมากอยู่ และที่ผิดแปลกจากปีก่อนๆ ก็คือแดดจะร้อนจัดและแสงจ้ามากขึ้น
รวมความว่าทั้งฝนและแดดจัดเกิดมีขึ้นสลับกันและมากระทบกับผิวพรรณของเราทุกคน
หน้าฝน ปัญหาใหญ่คือ ผมเปียก ตัวเปียก และถ้ามีน้ำท่วมด้วยถุงเท้าและรองเท้าก็จะเปียกชื้น
เมื่อผมเปียกฝน มิใช่ว่าเช็ดหรือปล่อยให้แห้งแล้วเป็นอันเสร็จ ควรทำความสะอาดผมด้วยน้ำสะอาด
และแชมพูด้วยจึงจะถูกสุขลักษณะ เพราะฝนตกมาจากฟากฟ้าพาเอาเชื้อโรคต่างๆ โดยเฉพาะ เชื้อไวรัสมาด้วย
ถ้าเราหมักน้ำฝนไว้บนศีรษะ เราก็คงจะเป็นหวัดจากการติดเชื้อไวรัส นั่นเอง การสระผมบ่อย
เนื่องมาจากเปียกฝนนั้นไม่เกิดอันตรายต่อเส้นผมและหนังศีรษะแต่อย่างใด หลังสระผมควรเช็ดผมให้แห้งทุกครั้ง
ไม่ควรนอนในขณะที่ผมยังเปียกอยู่ เพราะอาจทำให้หนังศีรษะชื้นและเกิดเชื้อราบนหนังศีรษะได้
ถ้าลำตัวและเสื้อผ้าเปียกฝนด้วย ควรทำให้เสื้อผ้าแห้งโดยเร็ว ถ้าสามารถถอดออก
เปลี่ยนใหม่ได้เลยจะดีมาก เช่นเดิมคือเสื้อผ้าเปียกฝนจะมีไวรัสปะปนอยู่ด้วยทำให้เป็นหวัด
นอกจากนี้เสื้อผ้าเปียกชื้นถ้าเราใส่หมักหมมนานๆ จะมีเชื้อเกลื้อนเข้ามาผสมและเกาะติดผิวพรรณของเรา
โดยตำแหน่งที่มักจะพบคือ อก หลัง ไหล่ ต้นแขน และใบหน้า การเป็นเกลื้อนนั้นสังเกตได้ไม่ยาก
โดยให้สังเกตดูที่ผิวจะพบเป็นผื่นสีขาวๆ ขนาด 0.5-2 cm กระจายอยู่ปะปนกับผิวสีปกติ ถ้าเริ่มเป็นใหม่ๆ
ผื่นสีขาวจะถูกปกคลุมด้วยสะเก็ดบางๆ จะหลุดออกไปเห็นเป็นผื่นสีขาวและติดอยู่กับผิวนานหลายเดือน
เกลื้อนจัดเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง เป็นแล้วหายช้าและสามารถเป็นซ้ำได้อีก การทายาเชื้อราสามารถใช้ได้ผลพอควร
แม้เชื้อราตายหมดแล้วแต่รอยด่างขาวจะยังคงติดบนผิวหนังอีกนานหลายเดือน จึงควรระวังรักษาสุขภาพผิว
ให้แข็งแรงและสะอาดเสมอ โดยการสวมใส่เสื้อผ้าที่แห้งสะอาด สำหรับเสื้อผ้าที่เปียกชื้นนานๆ
ควรนำไปผึ่งแดดให้ร้อนจัดหรือรีดด้วยเตารีดร้อนๆ จะเป็นการฆ่าเชื้อที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าได้ดีมาก
ถ้าน้ำท่วม ถุงเท้าและรองเท้าเปียกฝน โดยเฉพาะรองเท้าผ้าใบที่นักเรียนสวมใส่จะแห้งช้ามาก
ฉะนั้นควรถอดถุงเท้าและรองเท้าออก ในกรณีที่เหตุเกิดในโรงเรียน ครูควรอนุญาตให้นักเรียนถอดถุงเท้า
และรองเท้าออกเดินเท้าเปล่าในห้องเรียนจะดีกว่าให้ผิวเท้าอบอยู่ภายใต้ถุงเท้าและรองเท้าเปียก
เพราะถ้าเท้าเปียกชื้นนานๆ เมื่อถอดรองเท้าออกจะพบว่าผิวเท้าซีด เหี่ยวย่น และถ้าอบไว้นานมากๆ
ผิวเท้าลอกเป็นขุยบางๆ ทำให้ผิวมีความต้านทานต่อเชื้อโรคต่ำลง จึงพบว่าเป็นโรคเชื้อราได้บ่อย
โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าตรงที่ถูกบีบรัดโดยรองเท้ามากๆ ซึ่งได้แก่ซอกนิ้วเท้าตั้งแต่นิ้วกลางคนถึงนิ้วก้อย
อาการเริ่มแรกจะมองเห็นเป็นผิวซีดขาวและเปื่อยยุ่ยออกมาจากซอกนิ้วเท้าและมีกลิ่นเหม็นเมื่อถอดรองเท้าออก
ถ้าใช้มือขูดเบาๆ ตรงเนื้อยุ่ยๆ แล้วนำไปใส่แผ่นสไลด์ หยอดน้ำยา 30% โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์
ทิ้งไว้สัก 20-30 นาที นำไปส่องกล้องจุลทรรศน์จะพบสายใยราเป็นปล้องๆ และมีแขนงแตกอกไป 2-3 กิ่ง
แสดงว่าเป็นเชื้อราและถ้าจะให้แน่นอนควรให้ทำการเพราะเชื้อเพื่อตรวจดูว่าการเป็นเชื้อชนิดใด
การทายาครีมแก้เชื้อราจะได้ผลใน 4-6 สัปดาห์ แต่ที่สำคัญคือ ถุงเท้าและรองเท้าที่เราใช้ในขณะเป็นโรคนั้น
ได้มีเชื้อราแทรกซึมในเนื้อผ้าหมดแล้ว ต้องทำการกำจัดออกโดยการนำไปตากแดดให้แห้งและร้อน
ถ้าเป็นถุงเท้าควรต้มหรือรีดด้วย ส่วน รองเท้าควรเช็ดด้วยน้ำยาฟอร์มาลินเพื่อทำลายเชื้อรา
เนื่องจากเชื้อราจะถูกฆ่าได้ในกรณีที่มีความร้อนใกล้ 100 องศาเซลเซียส หรือโดยน้ำยาฟอร์มาลิน
อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวทำได้ยาก เพราะจะทำให้ถุงเท้ารองเท้าเสียสภาพไป
ส่วนใหญ่จึงนิยมทิ้งทำให้เกิดการสิ้นเปลืองมาก การป้องกันผิวเท้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นและควรทำมากกว่า
โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อต้องย่ำลงบนน้ำท่วมขัง ควรถอดถึงเท้าและรองเท้าออก หลังจากนั้นค่อยทำความสะอาดเท้า
ด้วยการฟอกสบู่และล้างด้วยน้ำสะอาด เช็ดเท้าให้แห้ง ถ้ามีแป้งฝุ่นให้ทาบางๆ ตามซอกเท้าและฝ่าเท้าสักเล็กน้อย
จะเป็นการดีมาก แล้วปล่อยให้เท้าโล่งสัก 2 ชั่วโมง จึงสวมใส่ถึงเท้าและรองเท้า
ส่วนแสงแดดที่จัดจ้ามากในฤดูนี้ ควรป้องกันมิให้แสงแดดกระทบผิวมากเกินไปโดยสวมใส่เสื้อแขนยาว
และกางเกงขายาว กางร่ม สวมแว่นดำด้วยก็จะดี เพราะการตากแดดมากจะทำให้ผิวดำเป็นจุด หรือที่เรียกว่า
กระ ฝ้า และเมื่อตากแดดมากๆ นานๆ หลายปีแล้วละก้อจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังเมื่อมีอายุมากขึ้น
พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง
|