พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง
ในต้นปี ค.ศ.2000 นี้ คาดว่าจะมีอากาศหนาวพัดผ่านมาอีกระลอกหนึ่ง และคาดว่าจะหนาวกว่า
เมื่อตอนปลายปีที่ผ่านมา สำหรับกรุงเทพนั้นไม่มีฤดูหนาวมาหลายปีแล้ว ปีนี้นับว่าโชคดีที่มีอากาศหนาว
ทำให้คนกรุงเทพได้มีโอกาสใส่เสื้อกันหนาวบ้าง เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดลงกว่าเดิม สิ่งมีชีวิตต่างๆ
ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศเย็นให้ได้ รวมถึงการมีเชื้อโรคชนิดต่างๆ เพิ่มจำนวนขึ้นด้วย
โดยเฉพาะเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ที่ชอบอากาศเย็นมักจะถูกพัดพามากับลมหนาวจากประเทศจีน
ทำให้เราเกิดอาการเจ็บป่วยถ้าไม่ระมัดระวังรักษาสุขภาพให้ดี ซึ่งโรคที่เราอาจพบมากในฤดูหนาว
ได้แก่ หัด หัดเยอรมัน สุกใส งูสวัด ผื่นดอกกุหลาบ ตาแดง ท้องเสีย ไข้หวัด
มักจะเป็นในเด็กเล็กภายหลัง 1 ปี จนกระทั่งถึงระดับประถม เริ่มด้วยอาการคล้ายไข้หวัด ได้แก่ มีไข้สูง
ตาแดง น้ำมูกเล็กน้อย เจ็บคอ เจ็บปาก ต่อมาจึงมีผื่นแดงขนาดเล็กๆ ขึ้นทั่วตัวไม่เว้นแม้ในปาก
เมื่อผื่นขึ้นมากแล้วไข้ก็จะยังไม่ลดลง ทำให้เด็กอ่อนเพลียมากขึ้น และอาจมีปัญหาแทรกซ้อนตามมา
คือ ปอดบวม ซึ่งถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดี อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การป้องกันโรคหัด คือ ต้องระวังรักษาสุขภาพให้ดีในฤดูหนาว เมื่ออากาศเย็นควรใส่เสื้อผ้าหลายชั้น
จะดีกว่าใส่ชั้นเดียวแต่หนา ไม่อยู่ใกล้คนที่จาม ไอ หรือมีอาการคล้ายหวัด
เพราะโรคนี้ติดต่อทางน้ำมูกน้ำลายได้ด้วย แต่วิธีป้องกันที่ดีที่สุดและเด็กทุกคนควรทำคือ
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด โดยเริ่มทำเมื่ออายุ 2 ปี เป็นครั้งแรก และฉีดวัคซีนซ้ำอีกเมื่ออายุครบ 6 ปี
รวมเป็นการฉีด 2 ครั้ง จะคุ้มกันการเป็นหัดได้ตลอดชีวิต
จัดว่าเป็นน้อง โรคหัดที่ได้กล่าวแล้ว เพราะมีอาการไม่รุนแรงเท่าโรคหัดนั่นคือ มีไข้ไม่สูงนัก
อาจจะเพียง 1-2 วัน แล้วจึงมีผื่นแดงๆ ขึ้นตามตัว ความหนาแน่นของผื่นน้อยกว่าโรคหัด อาการอ่อนเพลียจะไม่มี
อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยบริเวณด้านหลังใบหูเนื่องจากต่อมน้ำเหลืองโตแล้วอาการผิดปกติภายใน 4-5 วันต่อมา
แม้อาการที่แสดงออกจะไม่รุนแรงเท่าโรคหัด แต่หัดเยอรมันมีอันตรายตรงที่ถ้าเป็นในขณะตั้งครรภ์
แล้วจะทำให้เด็กในครรภ์เกิดอาการพิการได้ ค่อนข้างมาก แพทย์จึงมีแนะนำให้ทำแท้งถ้าตรวจพบว่า
หญิงตั้งครรภ์นั้นเป็นหัดเยอรมัน ดังนั้นคนที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันมาก่อน
เมื่อต้องการมีบุตรจึงควรฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันเสมอ
ปัจจุบัน วัคซีนป้องกันหัดและหัดเยอรมัน จะผสมมาในหลอดเดียวกัน เพื่อไม่ให้ต้องฉีดยาหลายเข็ม
โดยออกมาในชื่อของ MMR (Measle-หัด, Mump-คางทูม และ Rubella-หัดเยอรมัน) โดยเด็กทุกคนในปัจจุบัน
ควรฉีด MMR เมื่ออายุ 2 ปี และฉีดซ้ำเมื่ออายุ 6 ปี จะได้ป้องกันได้ทั้ง หัดคางทูม และหัดเยอรมัน
พบบ่อยในฤดูหนาวเช่นกัน หลายคนรู้จักดี เพราะทุกคนต้องเคยเป็น เรียกว่าผู้ใหญ่ในครอบครัว
เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย จะทราบว่าเป็นโรคนี้โดยดูจากลักษณะผื่นที่ปรากฏบนผิวกาย ซึ่งเริ่มด้วยตุ่มแดงเล็กๆ
แล้วพองโตมีน้ำเหลืองภายใน ขึ้นได้ทั่วตัวรวมถึงใบหน้าด้วยเมื่อหายอาจมีรอยดำเป็นจุด
หรือแผลเป็นบุ๋มบนใบหน้า โดยเฉพาะสุกใสที่เป็นในเด็กระดับมัธยม เนื่องจากอายุระดับนี้
จะมีขนาดของใบหน้ากว้าง จำนวนผื่นจึงมีบนใบหน้าได้มาก การเป็นแต่ละครั้งจะให้เวลาประมาณ 10 วัน
ทำให้ต้องหยุดโรงเรียนหลายวัน เพราะโรคนี้อาจติดต่อถึงผู้อื่นได้
วิธีป้องกัน ไม่เข้าใกล้คนที่เป็นโรคนี่เนื่องจากติดต่อได้โดยการสัมผัสผิวที่มีน้ำเหลือง
ห้ามใช้เสื้อผ้าหรือซักเสื้อผ้าร่วมกับผู้ป่วยโรคนี้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีผู้ผลิตวัคซีนป้องกันสุกใสออกมาจำหน่าย
และให้ฉีดเมื่ออายุเท่าใดก็ได้ ส่วนผู้ใหญ่นิยมฉีดตอนโต โดยฉีด 2 ครั้งห่างกัน 1-2 เดือน
จะมีภูมิคุ้มกันโรคตลอดไป
เป็นโรคที่พบมากในฤดูหนาวเช่นกัน มีลักษณะเด่นคือ เป็นตุ่มน้ำใสเกิดบนลำตัวเพียงซีกเดียวคือ ขวา
หรือซ้าย ไม่ลุกลามไปด้านตรงข้าม จึงวินิจฉัยได้ด้วยตาเปล่า ไม่มีไข้หรือน้ำมูกไหล แต่มักจะมีอาการปวดตรงที่มีผื่นขึ้น
เนื่องจากเชื้อไวรัสเข้าสู่เส้นประสาทผิวหนังบริเวณนั้น ถ้าเป็นในคนที่มีอายุเกิน 50 ปีไปแล้ว อาการปวดมักรุนแรง
แม้ผื่นยุบหมดแล้วอาการปวดก็ยังไม่หาย การป้องกันดูจะยากเพราะไม่มีวัคซีน แต่ควรรักษาความอบอุ่น
ของร่างกายไว้เสมอ ไม่ควรทนหนาวโดยสวมใส่เสื้อผ้าหลายๆ ชั้น ทานอาหารให้ครบหมู่ ผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์
ดื่มน้ำในปริมาณมากพอ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง พอต่อสู้โรคนี้ได้
พบเมื่ออากาศเย็นเช่นกัน เริ่มต้นด้วยวงรีขนาด 1-2 เซนติเมตร ขอบสีแดงคล้ายกุหลาบ 1 สัปดาห์ต่อมา
ผื่นจะกระจายตามตัว และหายได้เองภายในหนึ่งเดือนครึ่งไม่ใคร่ทราบสาเหตุแน่ชัด จึงป้องกันได้ยาก
|