มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



การเลือกใช้ มอยเจอร์ไรเซอร์ในวัยทอง


วัยทอง เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกสตรีอายุ 45 ปีขึ้นไป วัยนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับทั้งร่างกาย และจิตใจที่เห็นได้ชัดเจนแต่เป็นในทางเสื่อม ต่างจากวัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจ บุรุษก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของร่างกายเกิดกับทุกอวัยวะ และมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนชนิดต่างๆ จึงมีผลกระทบต่ออวัยวะภายในร่างกายด้วย ผิวหนังเป็นอวัยวะหนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากในวัยนี้และสามารถมองเห็นได้ จึงได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผิวหนังได้แก่ เริ่มเห็นรอยย่น เหี่ยว ยาน ยืด แห้ง แจก กร้าน สีผิวหนังไม่สม่ำเสมอ มีจุดด่าง ดำสลับขาว บางครั้งเรียกวันนี้ว่า "วัยตกกระ" ความรู้เรื่อง กระบวนการเปลี่ยนของผิวหนังที่เกิดในวัยทองเจริญก้าวหน้าอย่างมาก พบว่า ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง คือ แสงแดด สารเคมีที่ระคายผิว สภาพทางกายภาพต่างๆ เช่น ความชื้น การดำเนินชีวิตของคน และพันธุกรรม ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเภสัชกรรม เครื่องสำอางในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมารุดหน้าไปมาก มีการคิดค้นสารเคมีชนิดต่างๆ นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ บำรุงผิวพรรณให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังทำให้ชะลอการเปลี่ยนแปลงที่เกิดตามธรรมชาติได้ ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งเป็นที่นิยมกันในหมู่สตรีทุกวันโดยเฉพาะสตรีวัยทองคือ มอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizers) บางครั้งเรียกว่า emollients หรือ lubricants เป็นสารเพิ่มหรือรักษาน้ำในชั้นผิวหนัง บทความนี้จะกล่าวถึงกลไกทางธรรมชาติที่ผิวหนังรักษาความชุ่มชื้นไว้ สาเหตุที่ทำให้ผิวหนังแห้ง กร้าน การดูแลป้องกันรักษาภาวะผิวแห้งชนิดของมอยเจอร์ไรเซอร์ พร้อมหลักการเลือกใช้ และวิธีใช้มอยเจอร์ไรเซอร์

ผิวหนังลอกเป็นขุยแสดงว่าผิวหนังแห้งใช่หรือไม่ ? ผิวหนังที่ลอกเป็นขุยอาจเกิดจากผิวหนังแห้ง เพราะขาดน้ำหรือเกิดจากผิวหนังอักเสบจากสาเหตุอื่นๆ ก็ได้ เช่น ระคายเคืองจากสารเคมี การแกะเกา ผิวหนังอักเสบ ลอกเป็นขุย โดยที่ผิวหนังไม่แห้ง (ขาดน้ำ) ก็ได้ ในสภาพจริงเมื่อเกิดการอักเสบของผิวหนัง ก็มีผลให้น้ำในผิวหนังซึมออกสู่ภายนอกได้ง่าย ทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะแห้ง

ผิวหนังมีกลไกในการรักษาความชุ่มชื้นดังนี้
1. เซลล์ชั้นนอกสุด (stratum corneum) หรือที่เรียกว่า ชั้นขี้ไคล เป็นเซลล์ที่ไม่มีชีวิตแล้วประกอบด้วย ชั้นไขมันหุ้มภายนอกถัดไปเป็นชั้นโปรตีน เป็นปลอกหุ้มเซลล์ผิวหนังชั้นนี้ และมีโปรตีนที่เรียกว่าเคอราติน (keratin) เป็นส่วนประกอบภายในเซลล์ ป้องกันไม่ให้น้ำทะลุผ่านเซลล์ผิวหนังออกสู่ภายนอก

2. ชั้นไขมันแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้นขี้ไคล ชั้นไขมันนี้สร้างจาก เซลล์ผิวหนังประกอบด้วย ceramides, cholesterol, cholesterol sulfate, triglyceride เป็นต้น ทำหน้าที่ปิดกั้นไม่ให้น้ำในร่างกายซึมผ่านช่องระหว่างเซลล์ผิวหนังออกสู่ภายนอก

3. ไขมันจากต่อมไขมัน ต่อมไขมันหลั่งสารไขมันออกมาตามรูขุมขน สานไขมันจะแผ่ออก เคลือบผิวของชั้นหนังกำพร้าป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่านเซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์ออกสู่ภายนอก
การรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังอาศัยคุณสมบัติของผิวหนังชั้นนอกสุดและไขมันที่เซลล์ผิวหนัง และต่อมไขมันสร้างขึ้นมาควบคุมไม่ให้ซึมน้ำผ่านออกสู่ภายนอกร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสารรักษาความชุ่มชื้น ให้กับผิวหนังตามธรรมชาติ (natural moisturizers) สารต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่คือ กรดอะมิโน, อนุพันธ์ (derivative) กรดอะมิโน และเกลือของกรดอะมิโน เป็นสารรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง สารเหล่านี้ได้แก่
1. Sodium 2 pyrrolidone-5 carboxylic acid
2. Urea
3. Lactic acid
จากความรู้เรื่องสารรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาตินี้ได้มีการนำสารดังกล่าว มาผสมในมอยเจอร์ไรเซอร์ชนิดต่างๆ

ทำไมผิวหนังจึงแห้ง ?

ผิวหนังแห้งเป็นผลจากการเสียน้ำออกจากผิวหนัง เกิดจากกลไกสำคัญ 3 ประการคือ
1. ผิวลอกเป็นขุยจากความผิดปกติในการสร้างเคอราติน (keratin) ทำให้เสียความสามารถ ในการรักษาน้ำไว้ที่ผิวหนัง

2. ชั้นหนังกำพร้ามีการหมุนเวียนเร็วกว่าปกติ ทำให้ไม่มีเวลาพอในการสร้าง ผิวหนังชั้นนอกสุดหรือชั้นขี้ไคล ผิวหนังกำพร้าชั้นนอกสุดมีส่วนประกอบเป็นชั้นไขมัน แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้นขี้ไคล ผิวหนังที่มีการหมุนเวียนรวดเร็ว จะไม่สามารถสร้างชั้นไขมันได้ทันจึงเสียความสามารถในการรักษาน้ำ ให้คงอยู่ในผิวหนังไป

3. มีการทำลายของผิวหนังชั้นหนังกำพร้าจากสารเคมี เช่น detergents ทำให้สูญเสียไขมัน ในชั้นหนังกำพร้าไปเป็นผลให้ผิวหนังสูญเสียน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อมง่ายขึ้น
การเกิดภาวะผิวแห้งอาจเป็นผลจากลไกใดกลไกหนึ่งหรือเกิดจากทั้ง 3 กลไกพร้อมๆ กันได้

สาเหตุที่ทำให้ผิวแห้ง

ผิวแห้งเกิดจากสาเหตุทั้งภายในและภายนอกร่างกายดังนี้
1. พันธุกรรม เช่น โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopiceczema) โรค ichthyosis ผู้ป่วยเหล่านี้มีความผิดปกติแต่กำเนิด ผิวจะแห้งและไม่สามารถรักษาน้ำไว้ในผิวหนัง ได้เหมือนคนปกติ
2. อายุ ผู้สูงอายุ ผิวหนังชั้นนอกสุดและไขมันระหว่างเซลล์จะลดลง ทำให้เสียน้ำออกจากผิวหนังได้ง่าย ผิวจึงแห้ง
3. โรคภัยของอวัยวะภายใน เช่น โรคไตวาย โรคตับ
4. ปัจจัยแวดล้อม ภายนอกร่างกาย เช่น อากาศแห้ง อากาศหนาว การเสียดสี สารเคมีเช่นแอลกอฮอล์ ดีเตอร์เจน สบู่ที่เป็นด่าง เป็นต้น
ผิวแห้งมีลักษณะอย่างไร ?

เมื่อผิวหนังสูญเสียน้ำไปจะทำให้เกิดผิวแห้งมีลักษณะดังนี้
1. หยาบ (Feeling rough)
2. เป็นขุย (Scaly)
3. แตก (Cracked)
ถ้ามีเครื่องมือวัดการสูญเสียน้ำผ่านทางผิวหนังจะพบว่า ปริมาณน้ำที่ซึมผ่านผิวหนังจะสูงขึ้น

การดูแลรักษาภาวะผิวแห้ง

ผิวหนังจะดูสวยงามและไม่เกิดโรค ถ้าผู้เป็นเจ้าของสามารถรักษาสมดุลของน้ำในผิวหนัง กับสภาพแวดล้อมได้ ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการดูแลป้องกันและรักษาผิวหนังมี 4 ประการสำคัญ
1. สภาวะสิ่งแวดล้อม สภาวะแวดล้อมรอบตัวเรามีอิทธิพลต่อการเกิดผิวแห้งอย่างมาก ในประเทศไทยมีความชื้นในบรรยากาศสูง ทำให้อุบัติการโรคผิวหนังไม่สูงเหมือนอย่าง ในประเทศทางตะวันตก อย่างไรก็ตามในฤดูหนาวอากาศเย็นและความชื้นในบรรยากาศจะลดลงมาก จนทำให้การสูญเสียน้ำออกจากผิวหนังเพิ่มสูงขึ้นจึงทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากความแห้ง

3. ลักษณะผิวหนังของแต่ละบุคคลว่าแห้งมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ขึ้นกับพันธุกรรมของแต่ละคน ว่าลักษณะผิวหนังเป็นอย่างไร ถ้าผิวหนังแห้งไม่มากก็จัดเป็นคนผิวแห้งแต่ยังไม่เป็นโรค ถ้าลักษณะทางพันธุกรรมมีความผิดปกติมากก็เกิดโรคผิวแห้ง เช่น เด็กที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) โรค itchtyosis

3. อายุ เมื่ออายุย่างเข้าวัยทองต่อมไขมันและเซลล์ผิวหนังจะสร้างสารไขมันลดลง ทำให้เกิดลักษณะผิวแห้ง จึงจำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์เคลือบผิวซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

4. พฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล บุคคลใดที่ชอบล้างมือบ่อย ฟอกตัวด้วยสบู่ที่เป็นด่างนาน ออกแดดเป็นประจำ หรือทำงานกลางแจ้ง ทั้งสารเคมี แสงแดด ลม ความชื้นในบรรยากาศ จะมีอิทธิพลต่อการเสียน้ำออกจากผิวหนัง จะส่งเสริมให้เกิดภาวะผิวหนังแห้ง
ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่มีผลกระทบต่อความชุ่มชื้นผิวหนัง เช่น ระดับฮอร์โมน ยา ภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น เมื่อทราบถึงปัจจัยที่ทำให้ผิวแห้งแล้ว ในการป้องกันไม่ให้เกิดผิวแห้ง สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยต้นเหตุดังได้กล่าวแล้ว ถ้าปัจจัยใดหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ใช้วิธีป้องกันโดยการใช้เสื้อผ้า ถุงมือและทาครีมหรือโลชั่นเคลือบผิวที่เรียกว่ามอยเจอร์ไรเซอร์

ชนิดของมอยเจอร์ไรเซอร์ แบ่งตามกลไกการทำงาน
1. ชนิดเคลือบผิว (Occlusives)
2. ชนิดดูดน้ำ (Humectants)
3. ชนิดสารกันแดด
มอยเจอร์ไรเซอร์แบ่งตามกลไกการทำงานได้ 3 ชนิด
1. ชนิดปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน (Occlusive) มอยเจอร์ไรเซอร์กลุ่มนี้ทำงาน หรือออกฤทธิ์โดยปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน เมื่อทางลงบนผิวหนังจะกระจายตัวออกคลุมผิวหนัง เป็นแผ่นฟิล์มบางๆ กันไม่ให้น้ำภายในผิวหนังซึมออกสู่ภายนอก ทำหน้าที่คล้ายเกราะอ่อนป้องกัน สารเคมีไม่ให้ระคายผิวหนังด้วย การใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ชนิดนี้ในสภาพจริง ควรคำนึงด้วยว่า การล้างหรือฟอกผิวหนังบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือดีเตอร์เจน หรือการถูเช็ดกับผ้าจะทำให้มอยเจอร์ไรเซอร์ หลุดออกจากผิวหนังอาจจำเป็นต้องทามอยเจอร์ไรเซอร์ซ้ำหลายครั้งต่อวัน ตามสภาพการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล สารในกลุ่มนี้ได้แก่ petrolatum, lanolin เป็นต้น

2. ชนิดดูดซับน้ำจากบรรยากาศ (Humectants) มอยเจอร์ไรเซอร์กลุ่มนี้ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังโดยการจับน้ำจากบรรยากาศหรือน้ำบนผิวหนังไว้กับผิวหนังไม่ให้ระเหยไป สารกลุ่มนี้ได้แก่ lactic acid, urea และ glycerol, polyol เช่น sorbitol, glycerol สารกลุ่มนี้อาจระคายผิวหนังได้ ทำให้รู้สึกยิบๆ เวลาทาบนผิวหนัง จึงควรระมัดระวังโดยเฉพาะผิวหนังที่ยังมีการอักเสบอยู่

มอยเจอร์ไรเซอร์อีกชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มดูดซับน้ำจากบรรยากาศ แต่มอยเจอร์ไรเซอร์กลุ่มนี้ โครงสร้างทางเคมีเป็นสารโมเลกุลใหญ่และมีคุณสมบัติชอบจับกับน้ำ (hydrophilic) จึงเรียกสารกลุ่มนี้ว่า กลุ่มมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ชอบจับน้ำ (hydrophilic matrices) ไม่ยอมให้น้ำในผิวหนังผ่านออกสู่ภายนอกร่างกาย ได้แก่ สารกลุ่ม mucopolysaccharid หรือ glycosaminoglycans ซึ่งประกอบด้วย hyaluronic acid และ chondroitin sulfate

3. มอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีสารกันแดดผสมอยู่ มอยเจอร์ไรเซอร์กลุ่มนี้อาศัยคุณสมบัติ ของสารกันแดดช่วยป้องกันไม่ให้แสงอัลตราไวโอเลต เอ และบี ทำลายผิวหนัง เพราะผิวหนังที่เป็นปกติมีสารมอยเจอร์ไรเซอร์ตามธรรมชาติ สามารถรักษาน้ำไว้กับผิวหนังได้
หลักการเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์
1. ดูลักษณะผิวของตนเอง ผู้ที่มีผิวมันก็เลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันน้อย จะทราบได้โดยการทดลองทามอยเจอร์ไรเซอร์นั้นที่ผิวหนัง
2. ดูฤดูกาล ความชื้นในบรรยากาศ อากาศหนาวและความชื้นในบรรยากาศน้อย ควรเลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันมาก
3. ดูภูมิประเทศ ถ้าอยู่ในประเทศไทยหรือประเทศทางตะวันออก ที่มีความชื้นในบรรยากาศสูงอาจไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์
4. พิจารณาส่วนประกอบของมอยเจอร์ไรเซอร์ ว่าน้ำมันมากน้อยเพียงใด
5. พิจารณาเรื่องกลิ่น เพราะมอยเจอร์ไรเซอร์มักมีเครื่องหอมผสมอยู่ด้วย เพื่อให้น่าใช้แต่ก็เป็นสาเหตุของการแพ้ได้
6. ดูราคา ในภาวะเศรษฐกิจเช่นปัจจุบันควรดูเรื่องราคาให้เหมาะสม กับกระเป๋าของแต่ละบุคคลด้วย
7. ทดลองใช้ ดังสุภาษิตที่ว่า สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ การทดลองใช้ดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
วิธีใช้มอยเจอร์ไรเซอร์

ทามอยเจอร์ไรเซอร์ให้ทั่วผิวหนังที่ต้องการเคลือบ ใช้นิ้วมือคลึงเบาๆ ให้เนื้อครีมกระจายออกทั่วผิวหนัง ในกรณีที่ผิวหนังมีการอักเสบร่วมด้วยควรรักษาผิวหนังที่อักเสบด้วยยาทาสเตียรอด์ โดยปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

รศ.นพ.ป่วน สุทธิพินิจธรรม

(update 9 มีนาคม 2001)


[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 24 ฉบับที่ 9 กันยายน 2543]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600