มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



อารมณ์ขัน เสน่ห์ของวัยดึก

นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง


เวลาพูดถึงผู้สูงอายุในฝันของคนใกล้ชิดคงจะนึกถึงผู้สูงอายุที่ใจดี ยิ้มง่าย ไม่ขี้บ่น และมีเรื่องราว ที่น่าสนุก น่าสนใจ มาเล่าให้ลูกหลานฟัง ผู้ที่ยิ้มง่าย อารมณ์ดีเหล่านี้ ยังมีร่างกายที่แข็งแรง เนื่องจากจิตใจไม่พกเอาความเครียด ความไม่สบายใจ จนเกิดอาการทางร่างกายอีกด้วย หรือถ้าป่วยกันจริงๆ ก็ดูจะทำใจยอมรับได้มากกว่า สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่านั่นเอง

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมนำชาเขียวไปให้ผู้สูงอายุที่เคารพคนหนึ่ง ผมขอเรียกง่ายๆ ว่า อาจารย์เชื้อก็แล้วกัน อาจารย์เชื้อแกอายุกว่า 80 ปีแล้ว แต่ยังเดินเหินคล่องแคล่วพูดจากระฉับกระเฉงที่สำคัญมีอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจ บังเอิญผมเห็นบทกลอนที่อาจารย์แกแต่งเอาไว้ มีเนื้อหาทำนอง "ลาตาย" คือ บอกว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คงอยู่ได้ไม่นานก็เลยถามอาจารย์ว่าสบายดีหรือเห็นบอกว่าป่วยมากมาย

อาจารย์เชื้อเล่าว่าเขียนบทความที่ว่าจริง แต่เป็นการสะเดาะเคราะห์ เข้าทำนองเขียนว่าจะตาย แต่ไม่ตายทำนองนั้น แต่กับเรื่องอาการป่วยมากนั้น ก็มีป่วยอยู่จริงคือ ป่วยอยู่ "5 ต" ได้แก่ เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจโต ต่อมลูกหมากโต ชันนะตุ อีก "ต" อะไรผมจำไม่ได้ แต่รวมความว่าอาจารย์แกสามารถมีอารมณ์ขัน แม้กับอาการป่วยของแกได้ด้วย

เจอกับอาจารย์เชื้อแล้ว ก็อดเปรียบเทียบกับผู้สูงอายุคนอื่นๆ ไม่ได้ สังเกตดูว่าผู้สูงอายุที่ หนึ่งน้ำหนักมากๆ สองอารมณ์บูดบ่อยๆ มักป่วยมากกว่าเพื่อนร่วมรุ่น การทำอารมณ์ให้ดี มีอารมณ์ขัน จึงเป็นการช่วยให้ชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุขได้ดี ความจริงข้อนี้ผมเองก็พบเห็นในสถานพักฟื้นคนชราด้วย คือจะพบว่าผู้สูงอายุบางคนมีอารมณ์ดี มีความคิดแปลกใหม่ กลุ่มนี้จะมีความสุขดีตามอัตภาพ แต่อีกส่วนหนึ่งจะหงุดหงิดง่ายไม่พอใจ อะไรง่ายๆ แน่นอนว่ากลุ่มนี้จะมีความทุกข์มากกว่าคนทั่วไป

อารมณ์ขันตรงกันข้ามกับอารมณ์หงุดหงิด (ซีเรียส) ประเภทหลังนี้จะทำให้ลูกหลานไม่กล้าเข้าใกล้ ด้วยกลัวจะถูกบ่นเอาในด้านส่วนตัวเองการจริงจังจนเกินไปย่อมเป็นการสร้างความเครียดกับร่างกาย และจิตใจโดยไม่จำเป็นและเป็นสาเหตุของโรคอย่างความดันโลหิตสูงและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มีอยู่รายหนึ่งแกฝึกสมาธิแบบเพ่งกสิณปรากฏว่าเพ่งมากไปจนเกินความเครียด ความดันโลหิตเลยพุ่งสูง จนต้องบอกให้เพลาๆ ลงเสียบ้างอันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการจริงจังจนเกินไป จนเกิดโทษแม้จะเป็นการกระทำดีก็ตาม

สร้างอย่างไร : ก่อนอื่นต้องสำรวจก่อนครับ สำรวจดูว่าตนเองมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแง่ใดบ้าง เป็นการคิดในแง่ร้าย ซีเรียสจนเกินไปหรือไม่

ผู้สูงอายุที่เคยชินกับการนบนอบการเอาใจ อาจไม่พอใจง่ายๆ เมื่อมีใครมาทำเฉยเมยนั่นแสดงว่า เรายังถอดหัวโขนออกไปไม่หมด ก็เลยหวังคนเขาจะเป็นหัวโขนที่เราสวมอยู่อย่างนี้ก็อารมณ์บูดง่ายนะครับ

หลักข้อแรก คือการไม่เป็นผู้วิจารณ์โดยพร่ำเพรื่อ (เพราะมันจะไม่ขัน) อย่างลูกจะพาไปเที่ยวก็บ่นว่าลูกไม่ประยอมประหยัดทั้งที่พอมีเงินไปได้โดยไม่เดือดร้อนไปได้โดยไม่เดือดร้อน แบบนี้เป็นการวิจารณ์ที่ทำให้เครียดแต่ถ้าลูกจะไปออสเตรเลีย แต่ท่านบอกว่าน่าจะไปเชียงใหม่ อย่างนี้พอจะสร้างสรรค์ครับ

ข้อสอง อย่าถือโทษใครง่ายๆ เช่นถ้าเดินไม่ดูข้าวของที่วางอยู่แล้วสะดุด ก็อย่าเพิ่งเอะอะโวยวายว่าใครมาวางไว้ รอให้บอกเมื่ออารมณ์ดีขึ้นบ้าง จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน อีกอย่างอาจมองในแง่ "นึกขันตัวเอง" ก็ได้เช่นกัน

ข้อสาม มองเรื่องต่างๆ ในแง่มุมที่ขบขันบ้าง เรื่องนี้ฟังดูง่ายแต่ต้องฝึกกันพอสมควร เริ่มจากการมองในแง่บวกก่อน เช่นผู้สูงอายุคนหนึ่งยังไม่ได้รับการเสิร์ฟข้าวเพราะเจ้าหน้าที่ลืม ก็มองในแง่บวกว่าคนมันมากก็เลยลืมไปบ้าง แต่ก็ไม่ลืมเอ่ยปากทวงหา "ของฉันล่ะ" พร้อมทั้งบ่นแบบขำๆ ว่า "เกือบไม่ได้กินแล้ว"

ข้อสี่ การมองความทุกข์ในแง่มุมขบขัน อย่างป้าคนหนึ่งเธอนอนไม่หลับเป็นประจำ พอผมเข้าไปถามว่า นอนดีไหม เพราะเพิ่งสั่งยาให้รับประทานได้ไม่กี่วัน ป้าแกบอกว่า "นอนได้หลายตื่น" แต่พอหมอหลงดีใจ แกก็เลยเฉลยว่า นอนหลายตื่นคือหลับๆ ตื่นๆ นะ ไม่ใช่นอนดีหรอก
ผู้ป่วยมะเร็งหนึ่ง เจอผมทีไรก็บอกว่าแกยังไม่ตายแม้ว่าหมอผู้รักษามะเร็งจะทำนายว่า แกควรตายตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วก็ตาม ขณะที่อีกรายหนึ่งปวดตามร่างกายไปหาหมอแล้วบอกว่า เป็นโรคข้อเสื่อมกลับมาบ้านเลยป่วยมากกว่าเดิม ก่อนไปหาหมอเสียอีก เพราะเข้าใจว่ารักษาไม่หาย จะค่อยๆ เป็นมากขึ้นซึ่งน่าจะถามให้ดีก่อน จะได้ไม่ต้องเก็บมากังวล

ข้อห้า ขบขันในข้อผิดพลาดของตนเองเสียบ้างอย่างการลืมว่า จะซื้อของเล่นให้หลานก็อาจหัวเราะแล้วบอกว่าดีแล้วที่เตือน จะได้ซื้อให้เสียที

ข้อหก การหาแบบอย่างของการรู้สึกขบขัน อย่างการอ่านเรื่องตลกๆ ประเทืองปัญญา การดูภาพยนต์ตลกอันเป็นการสร้างอารมณ์สบายใจขึ้นมาซึ่งจะเป็นพื้นฐานของอารมณ์ดี รู้จักขบขันกับเหตุการณ์ต่างๆ

ข้อสุดท้าย คือการฝึกรอยยิ้ม และการหัวเราะ ถ้าใครไม่เคยหัวเราะเลย ทำหน้าบึ้งตึงตลอดอาจต้องฝึกยิ้มสวยๆ กับกระจกก่อนเป็นบทเรียนขั้นต้นๆ

มีข้อห้ามอยู่บ้างสำหรับอารมณ์ขัน ก็คืออย่าไปทำให้ใครเดือดร้อนหรืออับอาย คือ ถ้าจะอารมณ์ดีขบขันอย่างสร้างสรรค์ละก็ อย่าเอาอย่างตลกคาเฟ่ ที่ล้อเลียนมด้อยของผู้อื่น หรืออย่างเอาเรื่องสัปดนมาพูดเต็มไปหมด

ลองถ้าผู้สูงอายุได้มีอารมณ์ขัน ยิ้มแย้มและหัวเราะอยู่บ่อยๆ แล้ว เชื่อแน่ว่าสุขภาพของตนเอง และคนรอบข้างต้องดีขึ้นแน่ ที่สำคัญจะช่วยให้ผู้สูงอายุรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้เป็นอย่างดี
เพราะหากคุณหัวเราะให้กับการเดินที่ไม่คล่องแคล่วเรี่ยวแรงที่ถดถอยได้ละก็ คุณจะไม่ทนทุกข์ทรมาน แต่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีความสุข



[ที่มา..นิตยสาร fitness ปีที่ 11 ฉบับที่ 108]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600