ในช่วงเดือนที่ผ่านมา คุณพ่อคุณแม่หลายคนก็จะได้ยินข่าวจากทีวีและวิทยุ
รวมถึงหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ ที่ประโคมข่าวเรื่องโรคปาก มือ และเท้าเปื่อย (Hand Foot Mouth Disease)
ที่ระบาดในสิงคโปร์ จนทำให้เด็กเสียชีวิตหลายคน และทางการสิงคโปร์ต้องประกาศปิดสถานเด็กเล่น
ตามห้างสรรพสินค้า และโรงเรียนอนุบาล และสถานเลี้ยงเด็กต่างๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์
เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อนี้แพร่กระจายไปมากกว่านี้ จึงขอนำความรู้เรื่องโรคนี้มาเล่าสู่กันฟังนะครับ
เชื้อที่เป็นสาเหตุและอาการของโรค
ที่จริงแล้วเชื้อที่ทำให้เกิดโรคปาก มือ และเท้าเปื่อยนั้นเป็นเชื้อไวรัสที่มีการระบาด
ทำให้เด็กอายุน้อยกว่า 5
ปีลงมา (ส่วนใหญ่จะเป็นวัยเตรียมอนุบาลหรืออนุบาล) มีอาการเจ็บป่วยเป็นแผลในปาก
และมีผื่นขึ้นตามฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งมักจะพบมากในหน้าหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเย็น
ในเมืองไทยก็มีเชื้อนี้ และทำให้เด็กป่วยกันประปราย เชื้อไวรัสนี้เป็นไวรัสในกลุ่ม
เอนเทโรไวรัส ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ (มากกว่า 100 สายพันธุ์) และอาการแสดงของ
การติดเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้ก็จะมีความหลากหลาย ทั้งในแบบที่เป็นหวัดเจ็บคอทั่วไป
หรือมีแผลในปากและเจ็บปากมากมีไข้สูง ทานอาหารไม่ได้ อาจมีอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย
หรือมีทั้งแผลในปากและผื่นขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้าให้เห็นชัดเจนว่าเป็นโรคในกลุ่มปากมือและเท้าเปื่อย
โดยทั่วไปจะถือว่าโรคปาก มือ และเท้าเปื่อยนี้เป็นโรคที่ค่อนข้างจะไม่รุนแรงคือมักจะหายเป็นปกติ
ได้เองภายในเวลา 4-5 วัน
อาการแทรกซ้อน
ที่สำคัญคือในผู้ป่วยบางรายที่มีการติดเชื้อเอนเทโรไวรัส จะมีอาการแทรกซ้อนที่อันตรายเกิดขึ้นได้
ซึ่งได้แก่ กลุ่มที่มีอาการทางสมอง มีอาการปวดศีรษะมากและอาเจียน คอแข็งหรือในรายที่รุนแรง
ก็จะมีอาการชักและมีไข้สูงด้วย บางรายจะมีอาการคันหนักถึงขั้นโคม่า อย่างที่เรียกว่า
ไวรัสขึ้นสมอง
(Encephalitis, brainstem encephalomyelitis) ในรายที่มีอาการไม่รุนแรงก็อาจเป็นเพียงปวดศีรษะ
และมีคอแข็งเล็กน้อย จากการที่มีการระคายเคืองของเยื่อหุ้มสมอง (Aseptic meningitis)
โดยที่ไม่มีอาการชักหรือโคม่า อย่างในกรณีของไวรัสขึ้นสมอง และยังมีอาการแทรกซ้อนที่สำคัญ
อีกอย่างหนึ่งคือ อาการหัวใจวาย จากการที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Viral myocarditis)
ซึ่งที่เป็นข่าวใหญ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็คือ การที่มีเด็กสิงคโปร์บางรายที่มีการติดเชื้อเอนเทโรไวรัส
และเสียชีวิตจากหัวใจวายอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากมีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจมาก
จนหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดให้เพียงพอสำหรับการไหลเวียนของโลหิตเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ
ของร่างกายได้ ซึ่งที่สิงคโปร์มีครอบครัวหนึ่งซึ่งสูญเสียลูกไป 2 คนพี่น้องในเวลาไล่เลี่ยกันด้วยโรคนี้
และมีภาวะแทรกซ้อนอีกอย่างหนึ่งที่อาจจะพบได้ก็คือ การที่มีปอดอักเสบ (ปอดบวม) จากเชื้อไวรัส
และมีเลือดออกในเนื้อปอดอย่างมาก (Puimonary hemorrhage) ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้มักจะเกิดขึ้น
อย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันสั้นภายใน 24-48 ชม.
หลังจากการเกิดปัญหาแทรกซ้อน
การรักษา
ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ และยังไม่มีวัคซีนที่จะป้องกันการติดเชื้อนี้
การรักษาที่ให้ก็ได้แก่การรักษาตามอาการของผู้ป่วย ในรายที่มีปัญหาแทรกซ้อนก็จะเข้าดูแลรักษา
ในหอผู้ป่วยวิกฤต (ไอซี ยู) แต่ถึงกระนั้นในรายที่มีอาการมากก็ยังมีอัตราการตายที่ค่อนข้างสูง
เนื่องจากการเกิดการทำลายของสมองบางส่วนที่สำคัญ เช่น ก้านสมอง (brainstem)
ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการหายใจ ศูนย์ควบคุมการเต้นของหัวใจ ฯลฯหรือมีการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจมาก
ทำให้เกิดหัวใจวาย และเสียชีวิจอย่างค่อนข้างเฉียบพลัน
การป้องกัน
เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารพบได้ในน้ำลาย, น้ำมูก ของผู้ป่วยที่มีอาการหวัดและอุจจาระ
(โดยเฉพาะในรายที่มีอาการท้องเสีย) จึงทำให้สามารถแพร่กระจาย ทั้งโดยการหายใจ (respiratory route)
และทางปาก (feco-oral route) ให้แก่คนรอบข้างที่มาสัมผัสได้ และผู้ใหญ่เองก็สามารถเป็นพาหะ
ช่วยแพร่เชื้อนี้ได้แม้ว่าจะไม่ได้มีอาการป่วยชัดเจนเหมือนในเด็ก จึงควรหมั่นล้างมือให้สะอาด
และหลีกเลี่ยงการอยู่ในคนหมู่มาก รวมทั้งการรักษาสุขอนามัยในการทานอาหาร เช่น
การใช้ช้อนกลาง
การไม่ใช้ภาชนะอื่นๆ ควรจะพักผ่อนอยู่ที่บ้านไม่ส่งไปโรงเรียน หรือให้ไปสวนสนุกที่จะเป็นการแพร่เชื้อ
ให้แก่ผู้อื่นได้โดยง่าย จนกว่าอาการต่างๆ จะหายเป็นปกติ ซึ่งมักจะเป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
ระบาดวิทยา
จากการตรวจสอบอาการเจ็บป่วย และติดตามหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของการตายในเด็กชาวสิงคโปร์
พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อเอนเทโรไวรัส และจากการตรวจดูสายพันธุ์ของไวรัสพบว่าเป็น
เอนเทโรไวรัส 71 ที่พบว่ามีการระบาดมาก่อนหน้านี้ในปีที่แล้ว และเคยมีการระบาดมาแล้วเช่นกัน
ในประเทศมาเลเซีย และเคยมีการระบาดมาแล้วเช่นกัน ในประเทศมาเลเซีย และไต้หวันในปีก่อนๆ
มาแล้วหลายครั้ง แต่สำหรับที่สิงคโปร์ดูเหมือนว่าปีนี้จะเป็นปีที่หนักที่สุดของการระบาด
ตั้งแต่มีการติดตามเฝ้าระวังเชื้อเอนเทโรไวรัสนี้มา
ในแง่ของระบาดวิทยาถึงแม้ว่าทางการแพทย์จะสามารถบอกได้ว่าเชื้อที่เป็นสาเหตุ
ของการเจ็บป่วยและการตายของเด็กในสิงคโปร์ในปีนี้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อเอนเทโรไวรัส 71
และมีคุณลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกับเชื้อที่เคยมีการระบาดเมื่อ 3 ปีก่อนที่สิงคโปร์และไต้หวัน
แต่ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าจะมีเชื้อไวรัสตัวอื่นร่วมเป็นตัวการด้วยหรือไม่
เนื่องจากหลายต่อหลายรายที่มีการตรวจวิเคราะห์ทางด้านไวรัสวิทยากลับไม่สามารถพบเชื้อได้
หรือพบไวรัสตัวอื่นร่วมด้วย เช่น เชื้อคอแซกกี่ เอ 16 (Coxsackie A16) ทำให้ทางสิงคโปร์,
มาเลเซีย, ไต้หวัน ได้มีมาตรการตรวจแยกเชื้อไวรัส และเฝ้าระวังเชื้อ (Surveiliance system)
ในคนไข้ที่มีอาการเจ็บป่วยด้วยอาการคล้ายหวัดที่มารับการรักษาที่คลินิกและโรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ
และถือเป็นโรคที่ต้องรายงานให้แก่ทางกรมควบคุมโรคติดต่อของแต่ละประเทศ
ซึ่งทางประเทศไทยเราก็ได้มีการตื่นตัวกันในเรื่องนี้และทางกระทรวงสาธารณสุข
และกรมควบคุมโรคติดต่อก็ได้มีมาตรการในการเฝ้าระวังโรคและเพาะแยกเชื้อเอนเทโรไวรัสนี้ได้
โดยมีศูนย์อยู่ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี และยังนับว่าเป็นโชคดี
ที่ทางประเทศไทยเราถึงแม้จะมีผู้ป่วยด้วยโรคปาก มือ และเท้าเปื่อยบ้าง แต่ก็ยังไม่พบว่า
มีการระบาดและมีปัญหาโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ดังเช่นที่พบในประเทศเพื่อนบ้านของเรา
นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์
|