มาชารี
|
|
เท้า
อวัยวะเบื้องต่ำที่ดูด้อยค่าน่ารังเกียจของคนส่วนใหญ่
|
ทั้งแข็งกระด้าง ไม่นุ่มนวล ไม่น่าสัมผัส
หยิบจับหรือทำกิจกรรมอะไรก็ไม่ใคร่ได้ แต่เท้าต้องผ่านการเหยียบย่ำพื้นที่สกปรก เป็นตาปลาปูดโปนทั้งหนาทั้งหยาบ
ไม่เหมือนมือที่นุ่มนิ่มกว่า นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเรามองข้ามองค์ประกอบที่มีควาหมายด้านพัฒนาการอันสร้างสรรค์ไป
ถ้าเราจะมองดูถึงความเป็นจริงแล้วเท้าเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักไม่แพ้อวัยวะอื่นเลย
เราใช้เท้าแตะพื้นตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบจนกระทั่งเข้าสู่วัยเกษียณเลยทีเดียว
ซึ่งกิจกรรมหลายหลากที่เท้าได้เข้าไปสัมผัสล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เท้าต้องรับภาระไม่เว้นวันทั้งการวิ่ง การเดิน
กระโดดโลดเต้น ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่การยืนนิ่งๆ เท้าก็ต้องทำงานรับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกาย
ฝ่าเท้าที่มีพื้นที่เพียงน้อยนิดไม่บ่งบอกสัมผัสถึงความนุ่มนวลนี้เอง ที่พาเราไปในที่ต่างๆ ได้อย่างเสรี
โดยไม่มีข้ออุทธรณ์เลยว่าสถานที่นั้นจะเป็นอย่างไรสะอาดหรือสกปรก แฝงอันตรายไว้ตามทางเดินที่เท้าผ่านหรือไม่
อุณหภูมิในขณะนั้นจะร้อนหรือเย็น เท้าก็มีความทนทานผ่านสภาวการณ์เหล่านั้นมาได้ด้วยดี
เท้าของมนุษย์มีโครงสร้างที่สลับซับซ้อน ประกอบด้วยเส้นประสาทมากมายที่เชื่อมต่อไปสู่อวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย
ซ้ำยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่ถูกส่งไปยังสมองเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการดีหากเท้าจะมีโอกาส
ได้ฝึกฝนต่อสัมผัสการรับรู้หลายๆ อย่าง ซึ่งหลายๆ ท่านหรือแม้แต่ตัวเราเองยังคาดไม่ถึงว่า
เท้าจะสามารถทำอะไรต่างๆ ได้มากมาย พร้อมกันนี้ยังมีประสาทสัมผัสที่ดีไม่แพ้มืออีกด้วย
การให้เด็กๆ ได้ใช้เท้าทำกิจกรรมในรูปแบบที่แตกต่างกันไปสมองของเด็กจะได้รับการฝึก
ให้เกิดความกระตือรือร้นมีความกระฉับกระเฉงว่องไว ยิ่งเท้าได้ทำกิจกรรมมากเท่าใด
ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้สมองตื่นตัวและทำงานได้อย่างกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น
เด็กๆ สามารถใช้เท้าแทนมือได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะใช้เท้าเพื่อจับพู่กันละเลงสีวาดรูป คีบช้อนกินข้าว หยิบแก้วน้ำ
หวีผม ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมทางเท้าอันหลากหลายทำให้เด็กรู้สึกสนุก ไม่รู้สึกเบื่อ เขาจะสดชื่นและมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น
ในเมืองไทยยังไม่มีใครให้ความเอาใจใส่ต่อการเรียนการสอนโดยผ่านการละเล่นทางเท้าอย่างจริงจัง
แต่ที่สหรัฐอเมริกาถึงกับนำวิธีการเล่นผ่านเท้านี้บรรจุเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับเด็กอุบาลด้วย
เพราะจากผลของการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมเด็กในช่วงระยะหนึ่ง ก็เห็นผลอย่างชัดเจนว่าเด็กๆ
มีสมาธิและตั้งอกตั้งใจมากกว่าในระดับการเรียนปกติ และเขาสามารถให้เท้าทำกิจกรรมในการเรียนการสอนได้ดี
เมื่อเขาใช้มือทำตามทีหลังจะเห็นได้ชัดเจนว่าเขาทำได้อย่างไม่มีที่ติและทำได้อย่างง่ายดายกว่าที่เคยด้วย
การใช้เท้าเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ช่วยให้เซลล์สมองถูกกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการเพื่อเรียนรู้
เรื่องราวสภาพแวดล้อมต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งได้ผ่อนคลายจากการเรียนทางวิชาการที่เคร่งเครียดอีกทางหนึ่ง
เราจะเห็นได้ว่าเท้าสามารถทำงานไม่ด้อยไปกว่ามือเลย ในบางครั้งกลับทำงานได้ดีกว่าด้วยซ้ำ
แต่เพราะเราไม่เคยฝึกฝนให้เท้าได้ทำงานเนื่องจากส่วนใหญ่เรามักจะมองเห็นถึงความสำคัญของมือที่หยิบจับ
และทำอะไรได้สะดวกกว่าเท้า
เมื่อคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกๆ ทดลองใช้เท้าปฏิบัติภารกิจต่างๆ จนเริ่มชำนาญแล้วจะเห็นความสามารถของเท้า
ได้อย่างชัดเจนขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ดูแลหรือเล่นกับลูก ถือเอาโอกาสนี้ใกล้ชิดลูก
พร้อมทั้งอบรมบ่มสอนถึงสิ่งที่เขาควรรู้ไปในตัว
กิจกรรมการละเล่นที่คุณพ่อคุณแม่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกได้ เช่น การละเลงสีหลายๆ สีลงบนพื้น
แล้วให้ลูกใช้เท้าเปล่าจุ่มลงไป จากนั้นก็ยกเท้าขึ้นมาประทับลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ๆ
หรือจะเล่นทายอะไรเอ่ยกับลูกด้วยการใช้เศษผ้าหรือผ้าเช็ดหน้าผูกปิดตาลูกไว้ แล้ววางแปรงถูพื้น ตุ๊กตา
ฟองน้ำ หรือวัสดุอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อเท้าของลูกวางไว้ตามแต่ละชิ้น คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะใช้คำถามว่า
"อะไรเอ่ย ลองทายดูซิ ที่เท้าลูกแตะอยู่นี้มันมีลักษณะนิ่มๆ นะ ซับน้ำได้ดี เวลาเราใช้เท้าเหยียบมันก็จะแบน
พอเรายกเท้าขึ้นมันก็จะฟูกลับคืนรูปเดิม"
หรือคุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้คำสั่งให้ลูกใช้เท้าหยิบลูกปัด คีบปากกา ฯลฯ ที่วางกองกันไว้
เป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิและตั้งอกตั้งใจมากกว่าการทำกิจกรรมด้วยมือธรรมดา ลูกจะรู้สึกตื่นเต้น
และติดใจการเล่นด้วยวิธีนี้จยต้องชวนคุณพ่อคุณแม่เล่นอยู่อีกเรื่อยๆ
หลังจากที่เท้าผ่านการกระโดดโลดเต้น การวิ่ง หรือกิจกรรมพิเศษที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันคิดขึ้นมาแล้ว
ก็ควรให้เท้าของลูกได้พักผ่อนด้วยการให้ลูกเอาเท้าแช่ลงไปในกะละมังที่ใส่น้ำอุ่นหรือน้ำเย็นซึ่งใส่เกลือหอมเล็กน้อย
หรือใส่เครื่องหอมที่มีกลิ่นลูกชอบลงไป ก็จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายจากกิจกรรมที่ทำมาทั้งวัน
เด็กที่เกเรไม่ค่อยเชื่อฟังก็จะกลายเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายมากขึ้น และเมื่อถึงเวลานอนก็ไม่ร้องไห้โยเย
หลับได้ง่ายกว่าปกติ จนคุณพ่อคุณแม่อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้เลยเชียวละ
การดูแลเท้าลูกเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการนอกกิจกรรมทั้งหลายที่กล่าวมาแล้ว การรักษาเท้าให้แข็งแรง
ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะเท้าของเรามีเส้นประสาทที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วร่างกาย
หากเท้าได้รับความเจ็บปวดส่วนอื่นๆ ในร่างกายก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นคงไม่ผิดเกินไป
ถ้าเราจะพูดว่าเท้าบอกโครได้
แล้ววิธีการดูแลรักษาสุขภาพเท้าให้มีความแข็งแรงจะสามารถทำได้อย่างไร
1. ล้างเท้าในน้ำสบู่อุ่นๆ แต่อย่าแช่นานเกินไป เพราะไขมันที่เคลือบผิวอยู่อาจถูกทำลายได้
ในขณะที่แช่อยู่นี้คุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้มือนวดนิ้วเท้า ฝ่าเท้าและน่องให้ลูกไปด้วยก็ได้
เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น
2. เช็ดเท้าให้แห้งสนิทแล้วโรยด้วยแป้งฝุ่น โดยเฉพาะตามซอกนิ้ว
3. ตัดเล็บเท้าให้เป็นแนวตรงและสั้นแต่อย่าให้สั้นเกินไปเพราะจะเป็นอันตรายต่อผิวหนังใต้เล็บได้
และไม่ควรตัดให้เป็นแนวโค้งเพราะอาจทำให้เล็บขบ
4. ควรเปลี่ยนถุงเท้าให้ลูกทุกวัน และควรใช้ถุงเท้าผ้าฝ้ายดีที่สุดเพราะจะช่วยดูดซับเหงื่อได้ดี
5. ให้ลูกเดินเท้าเปล่าบนทรายบ้าง เนื่องจากในทรายจะมีก้อนกรวดเล็กๆ จำนวนมากเป็นมือนวดธรรมชาติ
ทำให้เท้าของลูกรู้สึกผ่อนคลาย และเด็กจะรู้สึกสนุกกับการเดินด้วยเท้าเปล่ามากกว่า การใส่รองเท้าบนพื้นทราย
แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูว่าบริเวณนั้นปราศจากอันตรายอื่นๆ ที่แฝงอยู่หรือไม่เช่นเศษตะปู ฯลฯ
ในช่วงที่ลูกเป็นเด็กอยู่เราต้องดูแลเท้าลูกเป็นพิเศษ เพราะกระดูกเท้าของเด็กยังไม่เป็นรูปร่างที่ชัดเจน
จนกว่าจะอายุ 18 ปี โดยเฉพาะเด็กเล็กในช่วง 5 ปีแรกกระดูกและข้อต่อต่างๆ ของเท้าจะยังมีลักษณะที่นุ่ม
และเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ง่าย
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเท้าลูกในวัยนี้เกิดจากการสวมใส่รองเท้าหรือถุงเท้าไม่พอดี
และควรเปลี่ยนถุงเท้าให้ลูกบ่อยๆ เช่นเดียวกับรองเท้า หากลูกใส่รองเท้าคู่ไหนแล้วเจ็บเท้า
เนื่องจากคับจนเกินไปก็ควรรีบเปลี่ยนให้ลูกทันทีเพราะเท้าของเด็กจะยาวเร็ว คุณพ่อคุณแม่จึงต้องวัดเท้าของลูก
ทุกๆ 3 เดือนเพื่อดูถึงความเปลี่ยนแปลง จะได้เตรียมหารองเท้าให้ลูกได้ทัน
ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เท้าของลูกต้องเปลี่ยนรูปร่างไป ก็ไม่ควรให้ลูกใส่รองเท้าในช่วงวัยที่ลูก
ยังเดินไม่ได้ควรปล่อยให้เท้าของลูกได้สัมผัสกับความเป็นอิสระของการเคลื่อนไหวมากที่สุด
หากมีความจำเป็นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพื่อความอบอุ่นของเท้าลูกคุณพ่อคุณแม่ก็ควรให้ใส่เฉพาะถุงเท้าที่หลวมๆ
ไม่รัดนิ้วเท้าจนเกินไป หรือใส่ชุดเด็กที่คลุมไปตลอดจนถึงเท้าซึ่งมีพื้นที่ให้เท้าของเด็กขยับเขยื้อนได้
หรือแม้กระทั่งลูกเริ่มหัดเดินแล้วก็ยังไม่ต้องรีบหาซื้อรองเท้าให้ลูกใส่จนเกินไปนักจนกว่าคุณพ่อคุณแม่
จะมั่นใจได้ว่าลูกสามารถยืนและเดินได้อย่างมั่นคงแล้วถึงเวลานั้นค่อยหารองเท้าให้ลูก
รองเท้าสำหรับเด็กเล็กจึงมีความจำเป็นมากที่จะต้องเลือกหาให้เหมาะสมกับวัย เพราะเมื่อโตขึ้น
ลูกจะได้มีนิ้วเท้าและเท้าที่เป็นปกติ ไม่มีนิ้วใดนิ้วหนึ่งงอหรือเท้าที่ผิดรูปไป ซึ่งหากเท้าของลูกได้รับผลกระทบ
ได้รับการบีบรัด หรือเกิดอุบัติเหตุจากกิจกรรมต่างๆ ที่ลูกกระทำอาจส่งผลให้ร่างกายส่วนอื่นๆ พลอดบาดเจ็บไปด้วย
การดูแลรักษาเท้าของลูกตั้งแต่วัยเด็กในด้านต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรเอาใจใส่
เพื่อให้ลูกมีความเจริญเติบโตทางพัฒนาการที่ดี และส่วนต่างๆ ภายในร่างกายของลูกสามารถทำงานได้
อย่างสอดคล้องต้องกันด้วยความสมบูรณ์ที่สุด
|