" โรคข้อ " ถือเป็นโรคภัยไข้เจ็บซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย
มีทั้งชนิดที่รักษาให้หายได้จนถึงชนิดเรื้อรังรักษาให้หายขาดไม่ได้ อาการก็แตกต่างกันไป
ตั้งแต่ปวดเมื่อย บวมเล็กน้อย ไปจนถึงปวดมากจนขยับไม่ได้ รูปร่างของข้อผิดปกติไปจากเดิม
หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็มี
ส่วนสาเหตุนั้นเกิดจากหลายๆ ปัจจัย ได้แก่
ภาวะการติดเชื้อโรค เช่น เชื้อหนองใน เชื้อวัณโรค เป็นต้น หรือผลึกเกลือของกรดยูริก
มาสะสมตามข้อจนเกิดเป็นโรคเกาต์ หรือเกิดจากความชรา เช่น โรคข้อเสื่อมในผู้สูงอายุ
เกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้มีการทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของตนเอง เช่น
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อลูปัส (เอด.แอล.อี.) หรือเกิดจากสารเคมีหรือยา เช่น
การรับประทานยาในกลุ่มสเตรอยด์ (Steroid Drug) เป็นประจำนานๆ เป็นต้น
ลักษณะของโรคข้อที่พบบ่อยแยกตามอายุดังนี้
เพศหญิง จะพบมากกว่าเพศชายอยู่ 2 โรค คือ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคเอส.แอล.อี.
โรครูมาตอยด์ จะมีอาการปวดและบวมตามข้อ เป็นพร้อมกันหลายๆ ข้อ มักปวดในตอนเช้ามากกว่าช่วงเวลาอื่น
เมื่อปล่อยให้เรื้อรังไปนานๆ จะทำให้ข้อคดงอและพิการได้ ส่วนโรคเอส.แอล.อี.จะมีอาการปวดพร้อมกันหลายๆ ข้อ
เช่นเดียวกับรูมาตอยด์แต่จะมีอาการไข้ ตัวร้อน เป็นผื่นตามใบหน้าและลำตัว ซีด ผมร่วง ปัสสาวะขัด
บวมตามแขนขาและใบหน้า ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดอาการชักและเสียชีวิตได้
เพศชาย จะพบมากกว่าเพศหญิงอยู่ 2 โรคเช่นกัน คือ โรคข้อสันหลังอักเสบและโรคข้ออักเสบไรเตอร์
ซึ่งมีอาการใกล้เคียงกัน คือ ปวดบริเวณข้อส่วนล่างของร่างกาย เช่น ข้อเท้า เข่า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวายอักเสบ
ร่วมกับอาการทางตา คือตาแดง
กรณีที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบ จะมีอาการปวดเอวและหลัง (หลังโก่งหรือหลังแข็งก็ได้)
ส่วนกรณีที่เป็นโรคข้ออักเสบไรเตอร์ นอกจากอาการปวดตามข้อแล้ว ยังพบอาการปากเป็นแผล
อวัยวะเพศอักเสบจนปัสสาวะแสบขัดหรือปวดบิดและอาการทางผิวหนังร่วมกับการปวดข้อ
|
วัยสูงอายุ (หมายถึงอายุเกินกว่า 50 ปี)
|
โรคเกาต์ มักจะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อาการคือปวดบวมตามข้อ แบบเป็นๆ หายๆ
โดยเฉพาะข้อหัวแม่เท้าและข้อเท้า ปวดจนขยับข้อไม่ได้ และอาจพบก้อนขึ้นตามผิวหนัง ข้อเท้าและข้อศอก
ถ้าเป็นมากๆ จะมีอาการปวดเอวและปัสสาวะเป็นเลือดด้วย
โรคข้อเสื่อม พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อาการคือ ปวดตามข้อเข่า นิ้วมือ ต้นคอ หลัง
ข้อจะติดขัดขยับไม่ออก บางรายมีเสียงลั่นดังในข้อ บริเวณข้อนั้นอาจเป็นตุ่มนูน ข้อคดงอ เป็นต้น
โรคกระดูกพรุน หรือที่เรียกกันว่า โรคกระดูกบางหรือโรคกระดูกผุ เกิดจากมวลกระดูกต่ำ
โครงสร้างภายในกระดูกเสื่อมลงทำให้กระดูกไม่แกว่งหักง่าย เมื่อมีการเคลื่อนไหวของร่างกาย
บริเวณที่มีกระดูกหักจะรู้สึกเจ็บปวดมาก หากปล่อยไว้นานๆ ไม่หาสาเหตุหรือรักษาผิดวิธี
อาจเกิดอาการอื่นๆ แทรกซ้อนจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้
หลายๆ ท่านมักจะสับสนระหว่างโรคกระดูกพรุนกับโรคข้อเสื่อม ซึ่งทั้ง 2 โรคไม่เหมือนกัน
และการรักษาก็แตกต่างกัน คือโรคกระดูกพรุน เป็นความเสื่อมของกระดูกที่บางลง
ความหนาแน่นของกระดูกลดลงจนแตกหักได้ง่าย การรับประทานแคลเซียมเพิ่มและสม่ำเสมอ
จะช่วยแก้ไขได้ แต่โรคข้อเสื่อมเป็นการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนตรงบริเวณข้อต่อระหว่างกระดูกสองชิ้น
(กระดูกอ่อนคือ กระดูกอ่อนสีขาวที่อยู่ปลายกระดูกแข็งแรงอีกที) ซึ่งเป็นการรับประทานแคลเซียม
ในปริมาณสูงๆ ไม่ได้ช่วยให้กระดูกอ่อนแข็งแรงขึ้น ต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์ในการบำรุงกระดูกอ่อนโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังมีโรคข้ออีกโรคที่พบไม่บ่อยนัก แต่วินิจฉัยได้ค่อนข้างยุ่งยาก
เพราะไม่สามารถตรวจจากเลือดได้ โรคนี้เรียกว่า "โรคเกาต์เทียม" ซึ่งมีอาการคล้ายโรคเกาต์
คือปวดข้ออย่างเฉียบพลันจะเป็นกับข้อเท้า ข้อมือ ข้อเข่า และข้อไหล่ พบในผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี
สาเหตุแท้จริงไม่ได้เกิดจากกรดยูริก แต่เกิดจากการเสื่อมสภาพของข้อกับการตกตะกอนของผลึกแคลเซียม
จึงไม่สามารถตรวจกรดยูริกในเลือดได้ การวินิจฉัยต้องทำโดยการเจาะน้ำจากข้อไปตรวจหาผลึกแคลเซียม
หรือการเอกซเรย์
ผู้อ่านหลายท่านมักจะมาเล่าอาการให้ฟังว่า ตนมีอาการ "ปวดกระดูก" แต่เมื่อซักอาการให้ละเอียด
แล้วพบว่า ท่านนั้นมีอาการ "ปวดข้อหรือข้ออักเสบ" มากกว่า ทั้งนี้เพราะองค์ประกอบของกระดูกนั้นคือ
แคลเซียม โปรตีน ไขกระดูก โดยมีเยื่อหุ้มกระดูก บางๆ ที่มีเซลล์ประสาทอยู่ ดังนั้นโดยทั่วไป
จะไม่มีอาการปวดกระดูก นอกจากกรณีกระดูกหัก ทำให้เซลล์ประสาทเสียหายจนเกิดอาการปวด
แต่กรณีที่กระดูกไม่หักอาการปวดจะเป็นอาการของการปวดข้อมากกว่า เพราะข้อประกอบไปด้วยเยื่อหุ้มข้อ
เส้นเอ็น หลอดเลือด กระดูกอ่อน เซลล์ประสาทรับความรู้สึก จึงเกิดการอักเสบได้ง่ายและเกิดอาการปวดขึ้นมา
ปัจจุบันในทางการแพทย์เน้นรณรงค์ป้องกันโรคและการรักษาโรคแต่เริ่มแรก
มากกว่าการรอให้เกิดอาการรุนแรง หรือปรากฏอาการชัดเจนแล้วจึงค่อยมารับการรักษา
ซึ่งวิธีหลังนี้ทำให้สายเกินไปในหลายๆ ราย อีกทั้งการป้องกัน "โรคข้อและกระดูก" ทำได้ไม่ยาก
โดยการวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องมือพิเศษ วัดง่ายไม่เจ็บปวดแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ต้องเจ็บตัว
ไม่ต้องอดอาหารก่อนวัด ค่าที่วัดได้จะช่วยให้ทราบปัจจัยเสี่ยงต่อโครงกระดูกและทำการรักษา
หรือป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ
ในกรณีที่ท่านมีอาการเจ็บปวดแล้ว สามารถรักษาเบื้องต้นได้ดังนี้
1.รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลหรือแอสไพริน และยาต้านการอักเสบ
เช่น ไดโคฟีเนค ไอโบโพรเฟน นาโปรเซน อินโดเมธาซิน เป็นต้น
2.ใช้ผ้ายืดแก้เคล็ด (Elastic Bandage) พันบริเวณที่ปวดบวม จะช่วยลดการเจ็บปวด
และลดการเคลื่อนไหวของข้อได้
3.หลีกเลี่ยงการใช้อวัยวะบริเวณที่ปวดบวม หรือท่าทางที่จะกระทบต่ออวัยวะนั้นๆ
4.บริหารกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี ซึ่งนักกายภาพบำบัดหรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
จะช่วยแนะนำได้
ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อรับการรักษา หรือผ่าตัดต่อไป
อย่างน้อยถ้าเป็นโรคข้อที่ไม่อาจรักษาให้หายขาด แพทย์ก็ยังช่วยชะลอความพิการได้ ทำให้คุณภาพชีวิจดีขึ้น
สำหรับอาหารที่ต้องควบคุมมีกรณีเดียว คือ "โรคเกาต์" ควรงดบริโภคเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก
นอกนั้นโรคข้อเสื่อมต่างๆ ไม่จำเป็นต้องงด แต่ต้องควบคุมอาหารเพราะความอ้วนจะทำให้โรคข้อทุกชนิด
มีอาการมากขึ้น ทำให้อาหารที่ควรงดบริโภคสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อก็คือ อาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสหวานจัด
หรือแม้แต่นมก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป โดยเฉพาะท่านที่อ้วนอยู่แล้ว เพราะนมมีแคลอรีสูง ส่วนอาหารเสริมต่างๆ
เช่นนมผึ้ง สาหร่าย กระดูกอ่อนปลาฉลาม หรืออื่นๆ ที่โฆษณาสรรพคุณจนเกินเหตุว่ารักษาโรคข้อได้
ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่ารักษาได้แต่อย่างใด ผู้เขียนจึงไม่แนะนำให้เสริมอาหารเสริมใดเป็นพิเศษ
คุณแม่ทุกท่านอย่าลืมที่จะใส่ใจตัวเองและผู้ที่ท่านรัก ให้อยู่ห่างไกล "โรคข้อ" นะคะ
ภญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ
(update 5 กุมภาพันธ์ 2001)
[ ที่มา...
นิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 24 ฉบับที่ 345 พฤศจิกายน 2543]
|