ผ่าใจแก๊งฉีกทุเรียนอ่อนจิตวิปริตหรือว่าความเชื่อ
กรณีข่าวฉาวโฉ่เกี่ยวกับพฤติกรรมของ " ก๊วนสมาชิกวุฒิสภา " ที่ชอบมีเซ็กซ์กับเด็กๆ
ถึงขนาดหัวหน้าแก๊งนั่งสมาธิก่อนร่วมเสพสังวาสนั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความรู้สึก
สะอิดสะเอียดและขนพองสยองเกล้า กับผู้ที่ได้ยินได้ฟังเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า รสนิยมการชอบอึ๊บเด็กนั้น
มีต้นสายปลายเหตุมาจากสิ่งใด ? ความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาลที่ว่า
การมีเซ็กซ์กับเด็กคือยา อายุวัฒนะขนานเอกตำรับหนึ่ง ความผิดปกติทางจิต
หรือนิยมชมชอบเป็นการส่วนตัวเนื่องเพราะทำให้มีพลังทางเพศสูง
มีความสุขทางเพศดีเป็นพิเศษ
รวมกระทั่งถึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การฉีกพูทุเรียนเด็กนั้นทำให้เกิดความสุขทางเพศ
จริงหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าหากเปรียบเทียบกับมีเซ็กซ์กับสาวๆ ที่กำลังเติบโตทางเพศถึงขีดสุด
อึ๊บเด็กมีความสุขจริงหรือ
ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยาชื่อดังอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
ความเชื่อและค่านิยมเรื่องการมีเซ็กซ์กับเด็กแล้วจะมีความสุขนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพราะตามหลักแล้วอายุของผู้หญิงที่มีความพร้อมต่อการร่วมเพศมากที่สุดจะอยู่ในช่วงระหว่าง 22- 25 ปี
ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่ตอบสนองต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างถึงขีดสุด
เพราะเป็นช่วงที่ความสุกงอมทางด้านเพศคือสามารถเป็นได้ทั้งฝ่ายรับและฝ่ายรุก
ขณะที่การร่วมเพศกับเด็กอายุน้อยๆ ผู้หญิงจะเป็นเพียงแค่ฝ่ายรับ ไม่มีการตอบสนอง
และรอให้ผู้ชายเป็นฝ่ายทำให้อย่างเดียว
ที่สำคัญคือช่องคลอดเล็กเกินไปสำหรับกิจกรรมดังกล่าว
" ผมคิดว่าเป็นเพราะความเท่มากกว่า บางคนพอได้ยินว่ามีเด็กอายุ 15-16 มาขายบริการก็ตื่นเต้นแล้ว
คล้ายๆ กับพวกติดยาเสพย์ติด ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าความสุขที่แท้จริงเป็นยังไง ผมยืนยันว่า
การร่วมเพศกับเด็กไม่มีความสุขหรอก "
ดร.วัลลภขยายความว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ถือเป็นค่านิยมของผู้ชายไทยทั่วโลก
ที่แพร่หลายมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในจีน อินเดียและประเทศแถบยุโรป
เนื่องจากคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้มีอายุยืนและมีสุขภาพดี
อาทิ ในจีนนั้น จักรพรรดิหรือฮ่องเต้ถือว่าการร่วมเพศกับเด็กเป็นยาอายุวัฒนะ
ขณะที่ในอินเดีย เมื่อผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือนก็เริ่มมีเซ็กซ์ได้ในทันที
อย่างไรก็ตาม ค่านิยมการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กยุคหลังได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น
เมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมาในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความอิสระเสรีทางด้านเพศ
โดยเฉพาะการมีเซ็กซ์กับเด็ก ถึงขนาดส่งวิดีโอการร่วมเพศกับเด็กออกขายยังต่างประเทศ
จากสแกนดิเนเวีย ค่านิยมได้แพร่ขยายออกไป ยังประเทศรอบด้าน สหรัฐอเมริกา
และทวีความรุนแรงมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นก่อนที่จะคืบคลานเข้ามาสู่เมืองไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ดร.วัลลภวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ความรุน แรงและการแพร่ขยายค่านิยมไปทั่วโลกนั้น
เป็นเพราะถูกกระตุ้นด้วยอุตสาหกรรมค้าน้ำกามที่เข้ามาเป็นตัวเร่งเร้าพฤติกรรมของทั้งผู้เสนอ
และผู้สนองให้มีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องของความเท่ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติหรือน่ารังเกียจแต่ประการใด
โดยเฉพาะสังคมไทยในปัจจุบันนั้นถือว่ามีความรุนแรงค่อนข้างมาก จนกระทั่งอาจกล่าวได้ว่า
เป็นยุคของการปลดปล่อยทางเพศของผู้หญิงไทย เพราะมีอิสระเสรีภาพในเรื่องของการมีเซ็กซ์ถึงขีดสุด
ซึ่งส่งผลให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของโสเภณีเด็กในภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้
" 2 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยน่ากลัวมาก เวลานี้ตามอาบอบนวดไม่ว่าจะเป็นแผนไทย
หรือแผนปัจจุบันมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีขายบริการแทบทั้งนั้น แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะคนไทยนะ
เด็กรัสเซียอายุต่ำกว่า 18 ปีก็มีให้เลือกเที่ยว อาทิตย์ก่อนผมแวะเข้าไปเก็บข้อมูล
ยังมีคนเอาเด็กอายุ 12 ปีมาเสนอขายบริการเลย
" ขณะที่ตามแหล่งเที่ยวกลางคืน เช่น อาร์ซีเอ 1 และ 2 ก็มี มีทั้งในรูปของการขายตัวและการมั่วเซ็กซ์
โรงหนังโป๊ก็มีทั่วเมือง เซ็กซ์ไลน์ การร่วมเพศทางอินเทอร์เน็ตมีทั้งนั้น หรือแถวๆ หน้าโรงแรมสยาม
ไปดูได้เลยแต่ละคืนมีเด็กไม่ต่ำกว่า 30 คนมาเร่ขายตัวทั่วไปหมด คือเด็กผู้หญิงไทยเดี๋ยวนี้
ไม่มีคติเรื่องพรหมจารีเหลืออีกแล้ว หลายคนพร้อมที่จะขายตัวเพราะคิดว่าได้ทั้งเงิน
และมีความสุขทางเพศพร้อมกัน
" หรือสังเกตให้ดีหนังฝรั่งที่เข้ามาฉายในบ้านเรา แทบทุกเรื่องมีฉากร่วมเพศตลอด
ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นต้องมีฉากนั้นเลยแม้แต่น้อย เท่าที่มีการสำรวจเด็กผู้หญิงก่อนจบ
ม.6 เมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ประมาณ 30% ผ่านการมีเซ็กซ์ทั้งนั้น ถ้าจะเล่นกันแบบเป๊ะๆ
ผมคิดว่า สภาฯ คงไม่ครบองค์ประชุม " ดร.วัลลภกล่าว
เซ็กซ์กับผู้อ่อนวัยยาอายุวัฒนะขนานเอก
ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับการมีเซ็กซ์กับเด็กนั้น ถือกำเนิดเกิดขึ้นมานับเป็นพันปี
บนผืนแผ่นดินจีน โดยมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับความเชื่อของผู้ที่ศรัทธาใน "ลัทธิเต๋า"
ด้วยเหตุนี้ จึงสังเกตได้ว่า กลุ่มที่มีรสนิยมดังกล่าวในสังคมไทยมักเป็นพวกที่มีเชื้อสายจีนเป็นส่วนใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว เถ้าแก่หรือว่านักการเมือง ที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
สายัณห์ เล็กอุทัย เจ้าของคอลัมน์คารวะบรรพบุรุษในหนังสือพิมพ์ "ผู้จัดการรายวัน"
และผู้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาตะวันออกอธิบายถึงคติความเชื่อดังกล่าวว่า
ความจริงแล้วความเชื่อเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่านั้น
เป็นคติความเชื่อที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ และไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศจีนเท่านั้น
หากยังมีปะปนอยู่กับทุกชาติทุกภาษา ไม่ว่าจะเป็นไทย จีนหรืออินเดียที่โด่งดังจากลัทธิตันตระ
และตำรากามสูตรที่บันทึกรูปแบบการร่วมเพศท่าทางต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียด
อย่างไรก็ตาม เฉพาะความเชื่อที่บันทึกเอาไว้ใน คัมภีร์เต๋าเต็กเก็งนั้น
ไม่ใช่เหมือนอย่างพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติของไทย
ซึ่งหยิบเอาแต่สิ่งที่เป็นกระพี้และปลีกย่อยเท่านั้น หากเป็นปรัชญาการดำรงชีวิต
เพื่อบรรลุธรรมในขั้นสูงเลยทีเดียว
" พวกที่ตกเป็นข่าว เป็นพวกที่อาจศึกษาเต๋าก็ได้ แต่ศึกษาไม่ถึงแก่น หยิบเอามาแต่เปลือกนอก
เพื่อสนองตัณหาของตนเองเท่านั้น คือ พอดีช่วงนี้หนังสือเต๋าเกี่ยวกับรักและกามารมณ์ตีพิมพ์ออกมา
เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นคนที่สนใจจึงสามารถซื้ออ่านได้ แต่เมื่ออ่านแล้วก็ไม่ได้ศึกษาให้ถึงแก่นแท้ "
สายัณห์อธิบายเพิ่มเติมว่า ในคัมภีร์เต๋านั้น เซ็กซ์ถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับยาอายุวัฒนะ
และสุขภาพของร่างกาย ไม่ได้กระทำเพื่อความสนุกสนานและความสุขทางเพศอย่างเดียว
ยกตัวอย่างเช่น ในเต๋านั้นถือว่า การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอยู่ในกิจกรรม
เพื่อออกกำลังกายชนิดหนึ่ง หรือการมีเซ็กซ์ถ้าหากจะบังเกิดผลสูงสุดต่อร่างกาย
ต้องทำในคืนพระจันทร์เต็มดวง เป็นต้น
ขณะเดียวกันก่อนที่จะมาถึงขั้นดังกล่าว ผู้ศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้วิถีขั้นพื้นฐานของเต๋าให้สำเร็จ
เสร็จสิ้นเสียก่อน อาทิ ต้องฝึกสมาธิ ต้องฝึกการหายใจ ฝึกไท้เก๊กให้ได้เสียก่อน ไม่ใช่อยู่ๆ
ทุกคนจะมาเล่นได้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการฝึกยูโดที่ต้องเริ่มจากเบสิก ก่อนที่จะได้รับสายดำ
" ความจริงการมีเซ็กซ์กับผู้ที่อายุน้อยกว่าย่อม ดีกว่ามีเซ็กซ์กับผู้สูงอายุกว่าอยู่แล้ว
แต่ไม่ใช่เด็กเกินไปเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ก็คือในคืนวันที่พระจันทร์เต็มดวง ย่อมสดชื่น
สว่างและแจ่มใสกว่าคืนวันพระจันทร์เดือนมืดอยู่แล้ว " สายัณห์ยกตัวอย่างให้ฟัง
จิตใต้สำนึกผิดปกติ
อย่างไรก็ดี ถ้าหากหลุดพ้นจากทฤษฎีความเชื่อของเต๋า และหันมาพินิจพิเคราะห์ด้วยเหตุผล
ตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็จะพบว่าพฤติกรรมดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางจิตค่อนข้างเด่นชัด
น.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผ.อ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า
คนที่ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็กเพิ่งจะแตกเนื้อสาวหรือที่เรียกกันว่า " โคแก่ชอบกินหญ้าอ่อน" นั้น
มักเป็นกลุ่ม คนที่มีความเชื่อผิดๆ ไม่ใช่ผู้ที่มีความผิดปกติทางเพศ ส่วนพวกที่มีความผิดปกติทางจิตใจ
มักจะชอบหลับนอนกับเด็กที่ยังไม่แตกเนื้อสาวอายุต่ำกว่า 7-8 ขวบ ลักษณะนี้ถือว่าสภาพจิตใจผิดปกติ
แต่สามารถรักษาได้
สำหรับกรณีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลับนอนกับเด็กอายุ 14 ปี ซึ่งเด็กนักเรียนทั้ง 4 คน
มีลักษณะเป็นสาวหมดแล้ว จึงไม่ถือว่ามีความผิดปกติทางเพศ แต่เป็นพวกมีความเชื่อที่ผิด
เช่น เชื่อว่ามีเพศสัมพันธ์กับเด็กสาวแล้วจะทำให้มีพลังทางเพศสูง มีความสุขทางเพศดีเป็นพิเศษ
เพราะเด็กยังบริสุทธิ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับค่านิยมเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับความผิดปกติทางเพศ
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อลักษณะนี้ก่อปัญหาใน สังคมมากมายกลายเป็นปัญหาลูกโซ่ที่ต้องเร่งช่วยแก้ไข
ส่วนกรณีผู้ที่ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็กที่ยังไม่โตเป็นสาวถือว่าผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่ง
สามารถรักษาได้ แต่ปัญหาคือคนพวกนี้ไม่ยอมมารักษาการรักษามีตั้งแต่พฤติกรรมบำบัด
เรียนรู้ในเรื่องเพศใหม่ เช่น เปลี่ยนแปลงความเชื่อ ถ้าเขาไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อได้
อาจให้เขาจินตนาการ วิธีนี้ไม่ก่อปัญหาสังคม เพราะไม่ใช่การลงมือกระทำจริงๆ
" ค่านิยมชอบนอนกับเด็กแรกรุ่น ทำให้เกิดระบบธุรกิจผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม
เพราะต้องพยายามหลอกล่อเด็กมาให้บริการทางเพศกับตนเองเด็ก เหล่านี้ยังอ่อนต่อโลก
เรียนรู้โลกมาน้อย จึงถูกหลอกง่าย เช่น หลอกให้ใช้เงินฟุ่มเฟือย
" การป้องกันพ่อแม่ต้องเริ่มรู้ตั้งแต่เด็กเริ่มมีปัญหา อาจเริ่มจากมีปัญหาการเรียน ขัดแย้งกับพ่อแม่
เมื่อมีปัญหากับลูกวัยรุ่น พ่อแม่ใช้วิธีการพูดคุยมากกว่าการบังคับ เพราะยิ่งบังคับเด็กยิ่งเตลิดไปไกล
" พยายามร่วมมือกับทางโรงเรียนด้วยการพูดคุยกับครูที่ปรึกษาว่าจะทำให้เด็กลดปัญหาลง
อาจให้เด็กทำกิจกรรมในโรงเรียนมากขึ้น เช่น เข้าชมรม ทำกิจกรรมเสริมหลักสูตร
เด็กใช้เวลาเป็นประโยชน์ ได้ความภาคภูมิใจในตนเอง เพราะเด็กลักษณะนี้
ส่วนใหญ่จะเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่การเรียนไม่เก่งไม่
ใช่ว่าเด็กไม่มีความเก่งด้านอื่น หากได้รับการส่งเสริมด้านอื่นให้เด็กได้ภาคภูมิใจ
เด็กวัยรุ่นที่มีความภาคภูมิใจในตนเองจะไม่ก่อปัญหา " น.พ.ยงยุทธกล่าวด้วยว่า พวกที่มีลักษณะ
"โคแก่ชอบกินหญ้าอ่อน" ต้องรู้ว่าสิ่งที่ตนเองเชื่อเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะเท่ากับเป็นการสนับสนุน
ให้เกิดธุรกิจที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม เป็นการทำร้ายสังคมอย่างรุนแรง เนื่องจากเมื่อมีธุรกิจผิดกฎหมาย
คนเหล่านี้ต้องหาทางหลอกล่อเด็กให้เด็กใจแตกยอมขายตัว
ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตร่วมกับกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาสื่อการสอนให้ครูแนะแนว
ครูที่ปรึกษามีมาตรฐาน สามารถให้คำปรึกษากับเด็ก สังเกตเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้ได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม
สายเกินแก้ช่วยพ่อแม่แก้ปัญหาเด็กได้ตรงจุดมากขึ้น
|