มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



หย่าตอนแก่


อย่าคิดว่าแก่แล้วหลงๆ ลืมๆ เลยเขียนผิดไป ยืนยันอีกทีว่า หย่าตอนแก่ คนญี่ปุ่นชื่อ คูโรกาวา ผู้เชี่ยวชาญด้าน marriage-related stress (ยังนึกไม่ออกว่า จะแปลเป็นไทยอย่างไรดี ปล่อยให้ผู้อ่านแปลเองจะดีกว่า) เขียนไว้เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์
เชื่อกันมานานว่า ครอบครัวญี่ปุ่นมีชีวิตที่สุขสันต์ยั่งยืนยิ่งกว่าครอบครัวของคนตะวันตก จำนวนคู่ที่หย่าร้างกันมีน้อยกว่า

ในสหรัฐอเมริกาครึ่งหนึ่งของชีวิตคู่จบลงด้วยการหย่า เทียบกับจำนวนหย่าของคู่สมรสในญี่ปุ่น ของญี่ปุ่นมีประมาณหนึ่งในสาม

ที่วิตกกันก็คือว่า ระหว่าง ค.ศ.1973 และ 1997 จำนวนหย่าของคู่สมรสที่แต่งงานมาแล้ว ตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป มีอัตราเพิ่มขึ้นเป็น 8 เท่า จาก 820 คู่ เป็น 6,709 คู่ สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นว่าอย่างนั้น

สรุปว่า อัตราการหย่าร้างของคู่สมรสที่หย่าตอนแก่ กำลังเพิ่มขึ้นสูงยิ่งกว่ากลุ่มวัยอื่น โดยเฉพาะในหมู่คู่สมรสที่ผู้ชายถึงวาระเกษียณจากงาน อยู่บ้านทั้งวัน ผู้หญิงก็เริ่มเป็นโรคประสาท ถึงขนาดจะฆ่าตัวตายทีเดียว

แม่บ้านอายุ 63 คนหนึ่งกล่าวว่า ผู้ชายญี่ปุ่นไม่เอาไหนทำอะไรให้ตัวเองไม่เป็นเลยสักอย่าง เวลารีบๆ แต่งตัวจะไปทำงาน ฉันถึงกับต้องสวมถุงเท้าให้ พอครบเกษียณมาอยู่บ้านก็ยังคาดหวังว่า ฉันจะต้องทำงานบ้านทุกอย่างเหมือนเดิม ฉันไม่มีโอกาสครบเกษียณ

ในคู่สมรสสูงวัยที่หย่ากัน ส่วนใหญ่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ริเริ่มขอหย่า

ผู้หญิงที่เคยเป็นใหญ่ในบ้าน พอสามีครบเกษียณก็มาอยู่บ้าน แย่งตำแหน่งของผู้หญิง ผู้หญิงก็เลยรู้สึกว่าถูกยึดครองเสียอิสรภาพทั้งหมดที่เคยมี

ตามข่าวว่า อย่างที่รู้กัน ผู้ชายญี่ปุ่นเป็นโรค บ้างาน เลิกงานแล้วก็ใช้เวลาดื่มเหล้า สังสรรค์กับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน กลับมาบ้านก็นอน ไม่มีโอกาสได้สนทนาเป็นเรื่องเป็นราวกับภรรยา เรียกว่า การสื่อสารเข้าใจกันขาดไป หรือบกพร่องที่ตรงส่วนนี้ พอครบเกษียณอายุการงาน มาอยู่กับบ้าน ต้องฝึกตัวใหม่ บางคนก็ฝึกได้ บางคนก็ฝึกไม่ได้ ช่องว่างระหว่างสามีภรรยายังคงมีอยู่ ทั้งๆ ที่โอกาสเปิดให้สนทนากันได้ทั้งวัน สามีและภรรยาไม่รู้ว่าจะสื่อสารเพื่อความเข้าใจ อันดีต่อกันได้อย่างไร เรื่องจึงลงเอยด้วยการที่ภรรยาขอหย่า เพราะไม่สามารถทนเป็น "พรมเช็ดเท้า" ของสามีได้อีกต่อไป

สำนวน พรมเช็ดเท้า เป็นสำนวนฝรั่ง หมายความอย่างหน้าที่ของพรมเช็ดเท้านั่นแหละ คือรองรับสิ่งสกปรกที่ติดมากับเท้า ผู้จะเข้าบ้านเช็ดๆ เท้ากับพรม แล้วก็เข้าบ้านไป ไม่ได้เหลียวแลหรือหันมาดูพรม ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม

ตามประสาคนที่อยู่กับคู่มาเกือบ 60 ปี อ่านข่าวรายงานเรื่องการหย่าของคนหลักเกษียณแล้ว ไม่ปลงใจเชื่อนัก อยากจะเชื่อว่าที่ยกมานั้นเป็นกรณีพิเศษมากกว่าจะเป็นกรณีทั่วไป

ผู้หญิงญี่ปุ่นเคยได้รับยกย่องว่า เป็นภรรยาดีมาแต่โบราณถึงขนาดมีคำกล่าวเป็นที่รู้กัน สำหรับคนนานาชาติว่า สุดยอดความสบายของคน (ผู้ชาย) คืออยู่บ้านฝรั่ง (เดี๋ยวนี้น่าจะหมายถึงอเมริกัน) กินอาหารจีน มีภรรยาญี่ปุ่น ฟังมาว่า แถมมีอีกอย่างหนึ่งคือ มีเมียน้อยฝรั่งเศส ไม่รู้ว่ามีตัวอย่างอ้างอิง จนลงตัวอย่างนั้นจากการวิจัยอะไรหรือเปล่า

คิดเอาเองว่า ผู้หญิงไทยก็น่าจะได้รับความยกย่องในความเป็นเมียดีไม่แพ้ผู้หญิงญี่ปุ่น เพราะยึดอยู่กับการอบรมที่ผู้ชายเขียนขึ้นวางระเบียบไว้ให้ ตัวอย่างว่า ตื่นก่อนนอนหลัง พึงเฝ้าฟังบรรหารแสดง
บรรหารแสดง คือ สามีบอกเล่าอะไรให้ภรรยาฟังท่าเดียว อย่าได้บังอาจโต้แย้งถามไถ่ (ไม่ใช่ฟังคำพูดของคนชื่อบรรหาร)

เราไม่ได้เปรียบภรรยาว่าเป็นเหมือนพรมเช็ดเท้า เพราะบ้านเมืองเราร้อน เราใช้วิธีล้างเท้าที่หัวบันไดบ้าน ถ้าจะเช็ดเท้า ก็ต้องเป็นผ้าที่ซับน้ำได้ จะขี้ริ้วหรือไม่ขี้ริ้ว ก็สุดแต่จะมีบ้านคนไทยแต่โบราณไม่ได้ปูพรม

เข้าใจว่า แม้เดี๋ยวนี้อยู่ตึกใหญ่ มีพรมปู เวลานิมนต์พระมาทำบุญที่บ้าน ก็ยังต้องมีน้ำล้างเท้าพระ แล้วให้ท่านเช็ดเท้ากับผ้าก่อนที่ท่านจะเข้าไปในห้องที่จัดไว้

พอเอ่ยว่า สามีภรรยาสื่อสารกันไม่ได้ มักคิดกันว่าความแตกต่างระหว่างความรู้ อันเป็นแหล่งของความคิด และฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของสามีและภรรยาเป็นต้นเหตุ ซึ่งเป็นได้ทั้งจริงและไม่จริง

คนโบราณ ไม่ใช่เฉพาะคนไทย คนชาติอื่นๆ ก็เหมือนกัน

จริงหรือที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตมีภรรยาเป็นผู้หญิงลูกตาสี ตาสา อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อยู่กันไม่ยืด เพราะพูดจากันไม่รู้เรื่อง
ไม่จริง ถ้าคนเป็นนักปราชญ์ฉลาดที่จะสอนภรรยาให้มีความรู้ความคิด หรือไม่ต้องสอนภรรยา ภรรยามีความคิดได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ในระบบโรคเรียนก็ได้

ในสมัยโบราณ มีสำนวนไทยว่า นอนทูล หมายความว่า ภรรยาอาจใช้โอกาสพูดจากับสามี ในขณะอยู่ด้วยกันสองคนในที่รโหฐาน สำหรับสามีภรรยาในครอบครัวใหญ่ มีผู้คนมากหน้าหลายตา โอกาสที่จะได้อยู่กันตามลำพังมีน้อย มักต้องรอเวลาเข้านอน ตอนนั้นจะพูด จอบอก จะขออะไร สามีจะฟังและคล้อยตาม

ระหว่างสามีภรรยา สามารถทำความเข้าใจความคิดของกันและกันได้โดยไม่ต้องอาศัยคำพูด ยิ่งอยู่ด้วยกันนานเท่าใดความเข้าใจย่อมเพิ่มพูนขึ้นมากเท่านั้น สำคัญตรงคำว่า เข้าใจ เข้าใจอะไร เข้าใจในความดีเด่นและความด้อยของคู่ แล้วก็ เข้าใจปรับเข้าหากัน นั่นคือต้องรู้จักตัวเอง และคู่ไปพร้อมกัน อยู่ด้วยกันกว่าจะรู้ก็คงเลยวัยหนุ่มสาวเข้าวัยเกษียณเข้าไปแล้ว อาจถึงเวลาอันควรจะตัดสินใจว่าจะอยู่ด้วยกันต่อไปดีหรือหย่าดีกว่า

ตามข่าวว่า ภรรยาเป็นฝ่ายขอหย่า ชวนให้คิดว่า ภรรยาคงจะไม่ต้องพึ่งเงินทองค่าใช้จ่าย ของครอบครัวจากสามี เพราะตัวก็มีรายได้ของตัว โดยไม่ต้องคอยสามีให้ หรือไม่ต้องแบมือขอจากสามี ถ้าเช่นนั้น ภรรยาไม่ใช่คนสิ้นคิด ต้องมีความรู้พอจะพึ่งตัวเองได้ ที่อยู่กับสามีเป็นการยอมสูญเสีย อิสรภาพส่วนตัว ภรรยาที่ขอหย่าคงไม่สูงอายุเกินไปจนพึ่งตัวเองไม่ได้ เพราะมีความเจ็บป่วย ทางกายเป็นเจ้าเรือน

การมีลูกเป็นการสูญเสียอิสรภาพอย่างหนึ่งของผู้หญิง เพราะต้องอุทิศแรงกายและจิตใจ และเวลาเพื่อลูกเป็นที่สุด ส่วนที่จะสามารถชดเชยในการนี้ได้แก่ความช่วยเหลือของสามี อย่างน้อยก็ให้มองเห็นความยากลำบากของภรรยาที่ต้องเลี้ยงลูก ช่วยอะไรได้ก็ช่วย อะไรที่ช่วยไม่ได้ก็ให้กำลังใจ

เหตุหนึ่งที่สำคัญ แต่คนมักไม่พูดถึง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของความในที่ไม่ควรให้ผู้อื่นล่วงรู้ คือความสุขสมทางเพศที่สามีภรรยามอบให้แก่กันและกัน สามีที่เอาแต่ใจตัว ภรรยาที่ไม่อาจข่มใจ ให้ยอมตนเป็นวัตถุบำเรอความใคร่ของสามีฝ่ายเดียว อยู่ด้วยกันไม่ได้ หรือถ้าอยู่ได้แบบหน้าชื่นอกตรม เพราะเห็นแก่ลูกและเห็นแก่หน้าค่าชื่อ แก่ตัวลงก็แยกกันไปคนละทาง ไม่หย่ากันทางนิตินัย ก็หย่าโดยพฤตินัย ต่างคนต่างไขว่คว้าหาทางออก สามีหาภรรยาใหม่ ภรรยาหาทางสงบสุขด้วยการปฏิบัติธรรม ภรรยาที่มีราคจริตเหลืออยู่ก็อาจทำอย่างเดียวกันกับสามี คือหาผู้ชายใหม่ ถ้าภรรยาเป็นคนมีเงิน ไม่ได้พึ่งเงินจากสามีอยู่แล้ว หาผู้ชายมาเป็นสามีไม่ยากยอมให้ผู้ชายหลอก

ผู้ชายแก่มีเมียสาว ผู้คนไม่ว่ากระไร ผู้หญิงแก่มีผัวหนุ่ม ผู้คนค่อน

ถามสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมาจนแก่เฒ่าว่าให้ความสำคัญแก่อะไรมากที่สุดที่ทำให้อยู่ยืด
ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่า คือความรู้สึกที่ว่าภรรยาเป็นที่รักของสามี และสามีเป็นที่รักของภรรยา ความรู้สึกจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการแสดงออก การแสดงออกที่ทั้งสองฝ่ายอยากได้จากกันและกันคือ บอกเล่ากล่าวยืนยันว่ารัก เคยรักอย่างไร 50 ปีผ่านไปก็ยังคงรักอยู่ สามีจะแถมว่า ตั้งแต่แต่งงาน ผมไม่เคยมีนัยน์ตามองดูสาวอื่น มองแต่เมียตน และแลเห็นว่าเมียสวยวันสวยคืน แก่แล้วก็ยังสวย พูดได้อย่างนี้ภรรยาคนไหนจะไม่ปลื้ม สามีบกพร่องข้อใดก็ลืมหมด ลืมความบกพร่อง จดจำความรักเอาไว้ใช้บอกยืนยันใจตน มีหรือที่จะเลิกรักกัน

การหย่าร้างคือผลของการหมดรัก แค้นและเกลียดเข้ามาแทนที่ ต้องพยายามสยบสองอย่างนี้ให้สำเร็จ

บางทีสามีปากหวานก้นเปรี้ยว ภรรยาก็รู้อยู่ แต่ก็ยอมฟังและทำใจให้เชื่อสิ่งที่เขาบอก เพื่อความสงบสุขแก่จิตใจตัวเอง อยากจะคิดว่า หากมีการหย่าร้าง สามีเป็นฝ่ายน่าถูกติ รู้จุดอ่อนของภรรยาว่าอ่อนแอต่อคำประเล้าประโลมก็น่าจะทำให้เธอพอใจได้

สามีครบเกษียณมาอยู่บ้าน ภรรยาอายุน้อยกว่า อีก 7 ปี จึงจะครบเกษียณ สังเกตว่า สามีออกมาคอยปากซอยว่า เมื่อใดภรรยาจะกลับอยู่บ่อยๆ บ่อยหนักขึ้นภรรยาก็ออกจากงานมาอยู่บ้านบ้าง ภรรยาบอกว่า ออกเพราะจะได้อยู่เป็นเพื่อนสามี สามีต้องการเพื่อนอยู่บ้าน

สามีครบเกษียณ ภรรยาเป็นแม่บ้านที่อยู่บ้านมาตลอดเวลาที่สามีทำงาน ไม่น่าจะมีความรู้สึกแตกต่างในความต้องการเพื่อน ควรจะยินดีที่ได้เพื่อนอยู่กับบ้าน ที่ภรรยาญี่ปุ่นไม่ยินดี ก็เพราะว่าเบื่อสามีครบเกษียณมาอยู่บ้าน นำภาระของการดูแลสามี มาให้แก่ภรรยาด้วย ภาระนี้ไม่อาจสร้างความเป็นเพื่อนดีของกันและกันสนิท เพราะเพื่อนต้องอาทรใส่ใจต่อทุกข์สุขของเพื่อนด้วยกัน ไม่ปล่อยให้แบกภาระงานบ้าน งานจิปาถะอยู่คนเดียว ตอนที่สามีทำงาน ภรรยาอยู่กับบ้าน แม้จะมีงานเต็มมือ ก็ทำด้วยความรู้สึกเป็นอิสระ ไม่มีใครมาคอยเป็นนายจ้องดู จ้องดูแล้วสำนึกว่า ควรช่วยเหลือก็พอทำเนา อยู่ด้วยกันต่อไปได้

รัก+ใคร่+ความเป็นเพื่อน สามอย่างนี้ผสมผสานกันเป็นอันดี
ชีวิตคู่อยู่รอดยืนยาว ไม่มีหย่าตอนแก่หรือตอนไหนๆ

อ.สมศรี สุกุมลนันทน์

(update 24 กุมภาพันธ์ 2001)


[ที่มา.. life & family   ปีที่ 5 ฉบับที่ 54 กันยายน 2543 ]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600