มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



สุขภาพเท้า…แผลที่เท้า ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน


" แม้เป็นเบาหวาน ก็มีชีวิตที่ปกติสุขได้ "

เป็นคำกล่าวที่เป็นจริง แต่มีข้อแม้ว่าผู้ป่วยต้องมีความรู้ในการดูแลตนเองทั้งยามปกติ และในภาวะพิเศษ เช่น วันมีงานเลี้ยง วันออกกำลังกาย โดยการดูแลตนเองนั้นทำได้หลายวิธี ที่ง่ายต้องปรึกษาแพทย์ เพราะต้องพบแพทย์บ่อยอยู่แล้วเพื่อตรวจระดับน้ำตาลให้เหมาะสมกับยาที่รับประทานหรือฉีด อีกวิธีคือ อ่านจากวารสารกึ่งวิชาการแพทย์ที่มีขายมากมายตามท้องตลาด และที่เป็นหลักทั่วไปคือ ควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ รับประทานยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์กำหนด ฝึกหัดติดตามระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะ โดยฝึกฝนการตรวจด้วยตนเอง ส่วนสุขภาพผิวกายนั้น ต้องหมั่นดูแลให้สะอาดอยู่เสมอ เริ่มด้วยการอาบน้ำอย่างน้อยวันละสองครั้ง ใช้สบู่ที่เหมาะกับผิวพรรณของตนเอง โดยวัยเด็กและวัยสูงอายุควรใช้สบู่เด็ก เนื่องจากวัยนี้จะมีผิวอ่อนบาง ส่วนวัยรุ่นและวัยเจริญพันธ์ควรใช้สบู่ชนิดทำความสะอาด พร้อมปราบเชื้อโรคด้วยก็จะดี ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไปในขณะนี้จะผสม TRICHLORSAN เมื่ออาบน้ำเสร็จควรเช็ดตัวให้แห้ง โดยเฉพาะซอกอับทั้งหลาย ได้แก่ รักแร้ ใต้นม สะดือ ขาหนีบ ซอกนิ้วมือ ซอกนิ้วเท้า เสื้อผ้าที่สวมใส่ควรมีความหนาพอประมาณอย่าใส่หนามากเพราะจะอบร้อนเหงื่อออกมากเกิดการหมักหมม ทำให้เกิดเชื้อรา เชื้อหนองได้ง่าย

สุขภาพเท้าก็เป็นจุดสำคัญ ที่ผู้เป็นเบาหวาน ควรระวังเป็นอย่างดี เพราะจากสถิติในทางการแพทย์ระบุว่า ผู้เป็นเบาหวานมีโอกาสถูกตัดขา15-40 เท่าของคนทั่วไป ทั้งนี้เพราะมักเป็นแผลเรื้อรังรักษาไม่ถูกต้อง แผลลามออกไปเรื่อยๆ และต้องถูกตัดขาออกไปในที่สุด

สาเหตุของการเป็นแผลที่เท้านั้น เกิดจากสาเหตุหลัก คือ

1. มีการเสื่อมของประสาทส่วนปลายๆ ผิว เช่น ปลายมือ ปลายเท้า ทำให้ความรู้สึกเจ็บ และความรู้สึกร้อนหนาวเสื่อมไป เมื่อเดินเตะเก้าอี้ ถูกตะปูตำ ถูกไฟลวก จะมีความรู้สึกเจ็บน้อยกว่าทั่วไป ต่อเมื่อเกิดแผลขนาดใหญ่จึงรู้สึก ดังนั้นต้องใส่รองเท้าเสมอ ไม่ควรเดินเท้าเปล่า รองเท้าที่ใส่ต้องมีพื้นรองเท้าที่ไม่ลื่นง่าย จะได้ไม่หกล้มและเกิดบาดแผล ก่อนสวมใส่รองเท้าควรตรวจดูภายในรองเท้าเสมอ อย่าให้มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ เพื่อป้องกันเท้าได้รับบาดแผล

2. เหงื่อออกน้อย เพราะปลายประสาทที่ควบคุมการหลั่งเหงื่อเสื่อมไปด้วย เมื่อเหงื่อออกน้อยผิวจะแห้งและคันโดยเฉพาะหน้าแข้ง ทำให้ต้องเกาเพราะคัน อาจเกาจนเลือดออก ตกสะเก็ด เป็นแผล ดังนั้นถ้ารู้สึกผิวแห้งควรฟอกสบู่แต่น้อยอาจเพียงวันละครั้ง หรือวันเว้นวันแล้วแต่กรณี ถ้ายังแห้งมากอาจทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นบ้าง

3. มีการอุดตันของเส้นเลือดที่เลี้ยงนิ้วเท้า ทำให้เกิดผิวตาย มีสีดำและปวด ถ้าเป็นมากจะแตกเป็นแผลและหายยาก กรณีนี้ต้องพบแพทย์โดยด่วน เพราะต้องการการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาชนิดเร่งด่วน

4. ติดเชื้อง่าย เพราะเม็ดเลือดขาวเสื่อมคุณภาพในการดักจับเชื้อโรค โดยเฉพาะรายที่ควบคุมเบาหวานไม่ดี น้ำตาลในเลือดสูงจะยิ่งติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะแผลไฟลามทุ่ง ซึ่งจะลุกลามได้รวดเร็วมาก

การดูแลป้องกันสุขภาพเท้าจึงเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งของผู้ที่เป็นเบาหวาน โดยเริ่มตั้งแต่การทำความสะอาดเท้า เริ่มด้วยการล้างเท้า ควรล้างเท้าอย่างน้อยวันละสองครั้ง หรือพร้อมกับการอาบน้ำนั่นเอง ห้ามใช้แปรงขนแข้งขัดเท้าและเล็บเท้า การใช้มือฟอกสบู่ที่เท้า น่าจะเพียงพอ ถ้าจำเป็นต้องใช้แปรงแปรงซอกเล็บ ควรใช้แปรงขนอ่อนแตะสบู่และแปรงเบาๆ ควรทำด้วยตนเอง ไม่ต้องไปทำตามร้านเสริมสวย เพราะจะปะปนกับเท้าของผู้อื่น และไม่จำเป็นต้องแช่เท้าในน้ำ แต่ถ้ารู้สึกว่าแช่แล้วมีความสุขสบายก็ควรแช่ในน้ำอุณหภูมิธรรมดา ห้ามใช้น้ำร้อนเพราะอาจเกิด การพุพองโดยเจ้าตัวไม่รู้สึก เมื่อทำความสะอาดเท้าแล้ว ควรเช็ดให้แห้งโดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า ถ้ารู้สึกว่าเกิดการอับชื้นควรโรยแป้งฝุ่นบ้าง หลังจากนั้นควรสำรวจเท้าตนเองทุกวันว่ามีบาดแผล รอยถลอก ฟกช้ำ ผิวเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ มีผื่นพุพองหรือไม่ ถ้าพบความผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์ เพราะการรักษาด้วยตนเองมีโอกาสผิดพลาดได้มาก ทำให้เสียโอกาสที่จะทำให้ผิวหายเป็นปกติในเวลาอันควร การสวมรองเท้าตลอดเวลาจะเป็นการดีที่สุด อยู่ในบ้านควรสวมรองเท้าผ้านิ่มหุ้มปลายนิ้วเท้า ป้องกันการกระแทกกับสิ่งต่างๆ รองเท้าไม่ควรคับเกินไป เพราะการบีบรัดก่อให้เกิดอาการ ผิวพองแตกเป็นแผลในที่สุด วัสดุที่ทำรองเท้าควรอ่อนนุ่ม ถ้าซื้อรองเท้าใหม่ควรใส่ 0.5-1 ชั่วโมง 2-5 วันแรก เพื่อให้เท้าชินกับรองเท้าแล้วจึงสวมติดเท้าหลายชั่วโมงได้ การสวมถุงเท้าผ้าฝ้ายนุ่ม ทุกครั้งที่ใส่รองเท้าจะป้องกันการบาดเจ็บของเท้าได้ดี หลีกเลี่ยงการสวมถุงเท้าไนล่อนและถุงเท้าที่คับมาก และควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน

การตัดเล็บเท้า ควรตัดให้ยาวเสมอปลายนิ้ว ไม่ควรตัดโค้งเข้าหาจมูกเล็บ หรือตัดเล็บสั้นจนเกินไปเพราะอาจเกิดบาดแผล กรรไกรตัดเล็บและตะไบเล็บต้องสะอาดเสมอ ก่อนนำมาใช้ ถ้าเกิดอาการของเล็บบวมหรือเจ็บต้องปรึกษาแพทย์ทันที การตัดเล็บควรทำ ภายหลังทำความสะอาดเท้าทันทีเพราะช่วงนี้เล็บจะอ่อนนุ่มกว่าปกติจึงทำให้ตัดง่าย

ถ้าเป็นหูดหรือตาปลาที่ฝ่าเท้าห้ามใช้ยาจี้หูดด้วยตนเอง เพราะการทำต้องใช้เทคนิคเฉพาะ มิฉะนั้นจะเกิดบาดแผลเรื้อรังตามมา

เมื่อเกิดบาดแผลที่เท้าแม้ได้ระวังและป้องกันตามวิธีที่กล่าวไปแล้วก็ถือเป็นเหตุสุดวิสัย การดูแลแผลด้วยตนเองควรเริ่มด้วยการดูแลแผลให้สะอาด โดยถ้าเป็นแผลสด ควรล้างให้สะอาดโดยใช้น้ำสุกที่ปล่อยทิ้งไว้จนเย็น แล้วซับแผลให้แห้ง เลือกทายาฆ่าเชื้อโรค ที่ไม่ระคายเคืองต่อผิวพรรณและเนื้อเยื่อข้างล่าง เช่น ยาเหลือง หรือเบต้าดีน หลีกเลี่ยงการใช้เมอร์ไรโอเลท เพราะแพ้ง่าย ทิงเจอร์ไอโอดีนจะแสบมากไป ก่อให้เกิดระคายเคืองและแผลบวม ส่วนไอโดรเจนเปอร์ออกไซด์ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะจะกัดเซาะเนื้อเยื่ออย่างรุนแรงทำให้แผลหายช้า ถ้าแผลอักเสบมาก ควรพบแพทย์ไม่ควรรักษาเอง

พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง

(update 20 มีนาคม 2544)


[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 24 ฉบับที่ 11 พฤศจิกายน 2543]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600