มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam


สารพันปัญหาคุณแม่ตั้งครรภ์


ทำศัลยกรรมพร้อมผ่าคลอด…
ดิฉันอายุ 37 ปี มีบุตรชาย 2 คน (6 ขวบ, 4 ขวบ) คลอดโดยการผ่าออก ขณะนี้กำลังตั้งครรภ์ได้เดือนเศษ มีลูกแฝด 3 คน โดยวิธีหลอดแก้ว (มีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก)

มีปัญหาจะเรียนถามคุณหมอคือ ช่วงก่อนท้องดิฉันอ้วนขึ้นมาก 10 กก. เนื่องจากการรักษา และที่หน้าท้อง สะโพก ต้นขา ก้น จะแตกลายฝังลึกอย่างมาก จนไม่น่าดูเลย ท้องย้อย ถ้าเวลาผ่าลูกออกแล้วสามารถให้หมอด้านศัลยกรรมตกแต่งทำการแก้ไขพร้อมกันเลยได้มั้ย เช่น ดูดไขมัน ตัดเนื้อหน้าท้องออก ฯลฯ จะได้ผ่าครั้งเดียว และในโรงพยาบาลรัฐทำได้มั้ย (แต่ฝากท้องที่โรงพยาบาลเอกชน)
คุณอายุ 37 ปี มีบุตรคนที่ 3 คลอดโดยผ่าท้องออกทั้งสองท้อง ท้องนี้คงจะต้องผ่าออกอีก คิดว่าคงจะทำหมันแล้วนะครับ และอยากแนะนำให้ไปฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ เพื่อตรวจน้ำคร่ำดูว่า เด็กในครรภ์เป็นเด็กปัญญาอ่อน ดาวน์ซินโดรม (Down's syndrome) หรือไม่ และปัญหาอีกอย่าง มารดาที่มีน้ำหนักมากโอกาสเกิดโรคแทรกอย่างอื่นก็มากขึ้นด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น จึงควรไปตรวจดูให้ละเอียด

ส่วนปัญหาเรื่องหน้าท้องหย่อนและมีรอยนั้น ส่วนมากจะเป็นกับมารดาที่น้ำหนักมาก หน้าท้องหนา การจะเลาะไขมันหรือดูดไขมันขณะทำผ่าตัดคลอดบุตรพร้อมกันนั้นไม่ดีและแพทย์ก็ไม่ทำกัน เนื่องจากขณะตั้งครรภ์เนื้อหนังต่างๆ ยังไม่เข้าสู่สภาพปกติ นอกจากนี้ขณะตั้งครรภ์ บริเวณหน้าท้องจะมีเลือดออกมาหล่อเลี้ยงมาก ถ้าผ่าตัดก็จะทำให้ต้องเสียเลือดมาก โอกาสเกิดโรคแทรกก็มีมากด้วย แพทย์จึงไม่นิยมทำในช่วงนี้ ควรจะให้คลอดไปนานก่อน ให้ทุกอย่างเข้าสู่สภาพปกติแล้วค่อยทำ จะดีและปลอดภัยกว่าครับ

ส่วนการเลาะไขมันหรือดูดน้ำทำได้ทั้งรพ.รัฐ หรือเอกชน ต่างกันที่ค่าใช้จ่ายและความสะดวกเท่านั้น

ท้องแม่ฉีดยาคุม…. แม่น้องนนท์
ดิฉันอายุ 25 ปี มีบุตรชาย 1 คนอายุ 5 เดือน ปัจจุบันดิฉันฉีดยาคุมกำเนิด แต่เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย รับประทานได้ลดลง มีคลื่นไส้อาเจียนคล้ายคนแพ้ท้อง จึงลองตรวจปัสสาวะดู ปรากฏว่าดิฉันท้องค่ะ
ตามปกติการฉีดยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้องไม่น่าจะเกิดการตั้งครรภ์ได้ สำหรับรายของคุณแม่น้องนนท์ อาจจะเริ่มฉีดไม่ถูกต้องหรือไม่ คือที่ถูกควรจะเริ่มฉีดเมื่อประจำเดือนมาแล้ววันที่ห้าจึงเริ่มฉีดได้ แต่ถ้าประจำเดือนผ่านมานานแล้วซึ่งขณะนั้นอาจมีการตั้งครรภ์ขึ้นแล้วก็ได้ หรือสาเหตุอีกอย่างคือ ไม่ได้ฉีดยาตามกำหนดเมื่อครบเวลาฉีดครั้งต่อไป
ยาฉีดคุมกำเนิดที่ดิฉันได้รับเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน จะมีผลต่อลูกในท้องหรือเปล่าค่ะ
ยาคุมกำเนิดที่ฉีดเป็นยาประเภทโปรเจสเตอโรน ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อทารกในครรภ์
การที่ดิฉันท้องติดกันอย่างนี้ โดยที่ลูกคนที่ 1 และคนที่ 2 ห่างกันไม่ถึง 1 ปี จะมีผลต่อมดลูกดิฉันและลูกที่อยู่ในท้องหรือเปล่าค่ะ
การตั้งครรภ์ถี่เกินไปอาจมีโอกาสแท้งได้มากกว่าปกติบ้าง แต่ก็ไม่มากมายอะไร เปรียบเสมือนพื้นดินที่เพราะปลูกไปแล้วยังไม่กลับสมบูรณ์ใหม่ แล้วไปปลูกต้นไม้อีก โอกาสต้นไม้จะเจริญงอกงามก็สู้พื้นดินที่ไม่ได้พักและเตรียมใหม่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ต้องกังวลมาก โอกาสจะเป็นเช่นนั้นน้อย ร่างกายจะพยายามปรับให้ดีเท่าที่จะทำได้
ส่วนผลต่อมารดาไม่น่าจะมีอะไร ถ้ามารดายังแข็งแรง ไม่มีโรคแทรกอะไรอยู่
ท้องที่แล้วดิฉันเคยมีอาการปวดแปล๊บๆ บริเวณกระดูกหัวเหน่าร้าวมาที่ขาหนีบและแก้มก้น 2 ข้าง เริ่มท้องได้ประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มมีอาการค่ะ ตอนหลังคลอดแล้ว 2 เดือนจึงจะหาย ส่วนใหญ่จะปวดมาก เวลานอนตะแคง ดิฉันเคยอาศัยทนเอาค่ะ ไม่กล้ารับประทานยา กลัวเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง ดิฉันอยากทราบว่า อาการปวดเช่นนี้เกิดจากอะไร และวิธีแก้ไขมีหรือเปล่าคะ และท้องนี้ดิฉันจะมีโอกาสเป็นอีกหรือเปล่า
อาการปวดหัวเหน่าของคุณน่าจะเป็นสาเหตุจากการตั้งครรภ์ เพราะว่าหลังคลอด 2 เดือนแล้วก็หาย อาการปวดนี้อาจเนื่องจากมีการขยายหรือแยกตัวของกระดูกหัวเหน่า ธรรมดาถ้าเกิดจากการแยก ของกระดูกหัวเหน่าเวลาปวดมากมักจะเป็นท่านอนหงาย และการรักษาก็โดยเอาผ้าอิลาซติก ที่นักกีฬาพันข้อมือข้อเท้าเอามาพันรอบเอวให้กระชับและนอนตะแคง ส่วนยาแก้ปวด พวกพาราเซตามอลก็ทานได้ ไม่มีอันตรายต่อทารก โอกาสเกิดก็อาจเป็น ได้อีก พยายามอย่ายกของหนักหรือทำงานชนิดต้องเบ่งท้องก็แล้วกันครับ
ดิฉันเคยตรวจเลือดก่อนตั้งท้องบุตรคนแรก พบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบ โดยผลเลือดเป็น HbsAg+ve, Anti HBs-ve Anti-HBeAg+ve, HBeAb-ve และได้อ่านพบว่า ควรนำบุตรมารับวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบในเดือนที่ 1 หลังคลอดด้วย ด้วยความไม่รู้ ดิฉันจึงไม่ได้นำบุตรไปรับวัคซีนเข็มนั้น ปัจจุบันลูกอายุ 7 เดือนแล้ว เขาจะมีโอกาสติดเชื้อ เหมือนดิฉันหรือเปล่าค่ะ และจะตรวจอย่างไรถึงจะทราบว่าเขาเป็นหรือไม่ และบุตรของดิฉัน มีโอกาสที่จะกลับไปรับวัคซีนเข็มนั้นหรือเปล่า
การที่คุณมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งอาจติดต่อไปถึงบุตรได้ ธรรมดาหลังคลอดทันที แพทย์จะฉีดวัคซีนป้องกันให้เด็กแรกเกิดสองเข็ม และหลังจากนั้นเมื่อเด็กอายุหนึ่งเดือน จะฉีดอีกเข็มหนึ่ง และอายุหกเดือนฉีดเข็มที่สาม จะป้องกันโรคตับอักเสบนี้ได้ แต่นี่คุณไม่ได้ฉีดตามที่กำหนดไว้ ทางที่ดีควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดใหม่ แต่ก่อนการฉีดแพทย์อาจเจาะเลือดเด็กดูว่า มีการติดเชื้อหรือเปล่าก่อน แล้วจึงเริ่มการฉีดวัคซีนนี้ใหม่ก็ได้ ขอให้รีบพาไปพบแพทย์ก็แล้วกัน

สุขภาพจิตไม่ดีตอนท้อง … ปริศนา
ขณะนี้ดิฉันท้องได้ 6 เดือนแล้ว รู้สึกสุขภาพจิตไม่ค่อยดี เพราะมีปัญหากับสามีบ่อย แล้วเวลามีเรื่องทะเลาะกันจะทำให้เจ็บหน้าอกและหายใจไม่สะดวก ไม่ทราบว่าอาการอย่างนี้ จะมีอันตรายต่อตัวดิฉันและลูกในท้องไหมคะ
ผมรู้สึกเห็นใจคุณแม่เป็นอย่างมาก เพราะขาดกำลังใจและผู้ที่จะคอยประคับประคอง ให้การตั้งครรภ์ผ่านไปได้ด้วยดี นั่นก็คือสามีซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด และเป็นผู้ที่ภรรยาทุกคน ก็หวังจะฝากชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตลอดไป

สตรีในขณะตั้งครรภ์ก็ถือว่ามีความทุกข์ทางกายอย่างหนึ่ง เพราะสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป น้ำหนักเพิ่มขึ้นทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก เหนื่อยง่าย ระบบการย่อยอาหารก็ทำงานได้ไม่ค่อยดี ท้องผูก อึดอัด ขี้ร้อน นอนก็ไม่ค่อยหลับ เพราะเป็นห่วงลูก ลูกดิ้นบ่อยก็ทำให้เจ็บท้องอีก ปวดปัสสาวะบ่อย ต้องลุกมาปัสสาวะกลางดึกบ่อยขึ้น เรียกว่า ได้รับทุกขเวทนามากทีเดียวละครับ

นี่ยังไม่รวมไปถึงตอนคลอดที่ต้องไปเสี่ยงอันตรายจากการคลอดอีกคน โบราณถึงกับเปรียบเทียบการคลอดว่าเหมือนออกไปรบทัพจับศึกกันทีเดียว เพราะอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ควรที่สามีจะได้ให้ความเห็นใจเป็นที่สุด แต่ถ้ายังทะเลาะกันบ่อยๆ ก็เท่ากับเพิ่มทุกข์ทางใจเข้าไปอีก ทำให้เพิ่มความเครียดมากขึ้นเป็นเท่าตัว ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายก็ย่อมต้องเรรวน ไปบ้างเป็นธรรมดา

ผมไม่ทราบแน่ว่าคุณปริศนาทะเลาะกับสามีด้วยปัญหาอะไร แต่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามที ก็อยากให้สามีเป็นผู้ให้อภัยและเห็นใจภรรยาให้มากๆ หันหน้ามาช่วยกันปรึกษา แก้ไขปัญหาให้เบาบางลง ปรับตัวเข้าหากัน นึกถึงปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าในวันข้างหน้า นั่นก็คือลูกที่จะเกิดมา จะต้องเตรียมตัว เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ

แหมผมก็ไม่อยากเป็นศิราณีหรอกครับ แต่ก็อยากให้สามีภรรยาทุกคู่มีความรักต่อกัน ให้แน่นแฟ้นและตลอดไป ผลที่ตามมาจะทำให้ลูกอบอุ่นและมีความสุขตามไปด้วย ลองนึกถึงตอนที่รักกันใหม่ๆ จำความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กัน ลองเอารูปวันแต่งงานกลับมาดูอีกทีสิครับ ความสุขในอดีต อาจจะช่วยให้ความเครียดในปัจจุบันลดลงได้บ้างไม่มากก็น้อย

ความเครียดนี่ทำให้กล้ามเนื้อมีการเกร็งตัว ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณซี่โครงทำงานไม่สะดวก หรือไม่สัมพันธ์กัน อาจทำให้มีอาการคล้ายหายใจไม่เต็มอิ่มหรือเจ็บหน้าอกได้ คุณแม่ปริศนา คงจะต้องบอกอาการเหล่านี้ให้สามีทราบด้วยนะครับ ต่อไปจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันอีก แต่ถ้ามีอาการอยู่บ่อยๆ ควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่ได้เจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ

ในกรณีที่เครียดมากสูติแพทย์อาจให้ยาคลายเครียด เช่น Diazepam ในขนาดต่ำๆ มารับประทานได้เป็นครั้งคราว อาการที่คุณแม่ปริศนาบอกมาคงไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ของทั้งมารดาและทารก แต่คงไม่สามารถบอกได้ว่า ถ้าคุณแม่ปริศนามีความเครียดติดต่อกันนานๆ จะมีผลต่อพัฒนาการด้านจิตใจของทารกที่จะเกิดมาหรือไม่

อีกเรื่องที่ไม่ควรจะมองข้ามไปก็คือในขณะตั้งครรภ์ภรรยามักจะปฏิเสธหรืองดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ ตลอดการตั้งครรภ์ อาจเป็นสาเหตุที่เพิ่มความเครียดให้กับสามีบางรายได้ ยังไงๆ คุณแม่ปริศนา ก็ลองทำความเข้าใจกับสามีและปรับตัวเข้าหากันให้ได้นะครับ
รู้สึกลูกดิ้นมาก ไม่ทราบว่าการดิ้นมากเป็นการดิ้นที่ปกติดีของทารกอายุ 6 เดือนหรือเปล่าคะ
ผมเข้าใจครรภ์นี้คงเป็นครรภ์แรกของคุณ ธรรมดาคุณแม่จะรู้สึกว่าลูกในท้องเริ่มดิ้น ตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน ในครรภ์แรก ส่วนครรภ์หลังอาจจะเร็วขึ้น ประมาณ 4 เดือน ก็เริ่มรู้สึกได้แล้ว ปกติทารกในครรภ์จะมีการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอเป็นพักๆ แต่เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ทารกก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น การเคลื่อนไหวก็จะแรงขึ้นตามลำดับ ดังนั้นคุณจึงอาจรู้สึกว่า ลูกดิ้นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี และถือเป็นปกติสำหรับทารกที่มีสุขภาพแข็งแรง

อีกหน่อยพออายุครรภ์มากกว่านี้ บางครั้งลูกอาจจะดิ้นแรงจนคุณรู้สึกเจ็บมดลูกแบบที่เรียกว่า เจ็บเตือนก็ได้ เนื่องจากมดลูกมีกรหดรัดตัวแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สูติแพทย์จะให้ความสำคัญต่อความสม่ำเสมอของการดิ้นมากกว่าความแรง หรือค่อยของการดิ้น
ช่วงนี้เริ่มอาการจุกเสียดบ่อยค่ะ อาการคือแสบท้อง เจ็บตรงลิ้นปี่มาก ไม่ทราบว่าอาการนี้ จะเป็นอันตรายหรือเปล่าคะ
ในขณะตั้งครรภ์ ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ กระเพาะอาหารและลำไส้จะทำงานช้าลง ทำให้ต้องใช้เวลาในการย่อยอาหารนานขึ้น การที่มีอาหารตกค้างในกระเพาะอาหารเป็นเวลานานกว่าปกติ ทำให้เกิดแก๊สเพิ่มขึ้น อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่และใต้ชายโครงด้านซ้าย อันเป็นตำแหน่งของกระเพาะอาหารได้

นอกจากนี้น้ำย่อยจำนวนมากในกระเพาะอาหารซึ่งก็คือ กรดชนิดหนึ่งก็อาจทำให้เกิดการระคายเคือง และแสบร้อนในกระเพาะอาหารได้ โดยเฉพาะคุณซึ่งมีความเครียดอยู่แล้ว จะทำให้มีปริมาณของกรดมากขึ้น บางครั้งอาจมากจนล้นย้อนขึ้นมาถึงหลอดอาหาร ทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณยอดอกได้ คุณคงจะต้องพยายาม ทำจิตใจให้สบายขึ้น รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อทำให้กรดในกระเพาะอาหารเจือจางลง ถ้าไม่ดีขึ้นอาจรับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารช่วยได้
เวลาเดินมากๆ จะมีอาการปวดท้องทางด้านขวาตรงท้องน้อย จะปวดมากเวลาเดินหรือยืน แต่ถ้านอนพักก็หายค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร
เวลาที่เดินหรือเคลื่อนไหว ทารกที่อยู่ในครรภ์ก็จะมีการเคลื่อนไหวไปมาในมดลูกตามไปด้วย ถึงแม้ว่าภายในมดลูกจะมีน้ำคร่ำช่วยให้ทารกลอยตัวอยู่เพื่อลดการกระทบกระเทือนต่อตัวทารกและมดลูก แต่ถ้าเดินมากๆ ก็จะทำให้ตัวทารกเคลื่อนไหวไปกระแทกโดนผนังมดลูกได้ ทำให้ไปกระตุ้นให้มดลูก เกิดการหดตัวจึงรู้สึกปวดมดลูกได้ แต่อาการปวดมักไม่มาก เมื่อพักอยู่นิ่งๆ สักครู่อาการปวดก็จะหายไปเอง
ผมเข้าใจว่า มดลูกของคุณอาจจะเอียงไปทางด้านขวาจึงทำให้รู้สึกปวดท้องน้อยด้านขวา ต่อไปคงจะต้องเดินให้น้อยลง ช้าลง และพักผ่อนให้มากขึ้น เพราะถ้าอายุครรภ์มากขึ้น การเดินมากๆ อาจจะกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดได้

ขณะเดียวกันก็ควรแจ้งอาการให้สูติแพทย์ที่คุณฝากครรภ์ไว้ทราบด้วยเพื่อจะได้ทำการตรวจหน้าท้อง หรือใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจดูเนื้องอกมดลูกหรือถุงน้ำรังไข่ข้างขวาซึ่งอาจเป็นสาเหตุ ให้มีการปวดท้องน้อยด้านขวาได้เช่นกัน
ตั้งแต่ตั้งครรภ์มาจนถึง 6 เดือน ดิฉันรับประทานยาบำรุงไม่ได้เลย เคยทานแต่อาเจียนออกหมด หันมาทานก่อนนอน กลางดึกก็ตื่นมาอาเจียนอีก ไม่ทราบว่าถ้าไม่ได้ทานยาบำรุงจะมีอันตรายหรือเปล่าคะ แต่ธาตุเหล็กที่คุณหมอให้มาทานได้ค่ะ
โชคดีที่คุณยังรับประทานธาตุเหล็กที่คุณหมอให้มาได้ เพราะธาตุเหล็กเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก สำหรับสตรีตั้งครรภ์ เพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะเป็นตัวนำสารอาหารและออกซิเจน ไปยังทารกในครรภ์

สำหรับยาบำรุงซึ่งประกอบด้วย เกลือแร่และสารอาหารหลายชนิดปกติจะไม่ค่อยมีปัญหา ในการรับประทานเนื่องจากไม่ระคายกระเพาะอาหาร เมื่อเปรียบเทียบแล้วคามจริงธาตุเหล็ก จะระคายกระเพาะอาหารได้มากกว่า ดังนั้นจึงต้องรับประทานธาตุเหล็กหลังอาหารเสมอ จากประสบการณ์ของผมเองก็เคยเจอคนไข้บางรายรับประทานยาบำรุงแล้วมีอาการเหมือนคุณ ซึ่งก็ต้องแก้ไขโดยการเปลี่ยนไปรับประทานยาชนิดอื่น อาการต่างๆ คงจะดีขึ้น แต่ถ้ายังมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอยู่อีกก็คงต้องงดรับประทานยาบำรุง ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะถ้ารับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างเพียงพอ ทารกในครรภ์ก็ไม่ขาดสารอาหารแล้วครับ

หัวใจเต้นผิดปกติ… สุนิษา
ดิฉันเป็นคุณแม่ลูกคนแรก ที่ผ่านมาดิฉันรู้สึกว่าการมีลูกนั้นเหนื่อยมากทั้งกายและใจ ขณะนี้ลูกชายอายุ 5 เดือนแล้วค่ะ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เขาน่ารักมาก
ยินดีด้วยครับที่คุณมีลูกชายที่น่ารักทำให้ชีวิตมีความสุขมาก นี่ขนาดลูกชายอายุแค่ 5 เดือนนะครับ อีกหน่อยพอเริ่มพูดได้เรียกคุณแม่ครับ คุณสุนิษาจะยิ่งเห็นความน่ารักของลูกมากขึ้นอีก จะยิ่งรักและหลงลูกมากขึ้น ขณะนี้คุณสุนิษาก็คงรู้สึกถึงคุณค่าของชีวิตตัวเองแล้วนะครับ คนที่เป็นแม่ทุกคนก็อยากที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวเพื่อที่จะได้อยู่ดูแลและชื่นชมลูกหลานต่อไปให้นานที่สุด เพราะฉะนั้นต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้สม่ำเสมอ และไม่ตั้งอยู่ในความประมาทครับ
ดิฉันมีเสียงการเต้นของหัวใจผิดปกติ (murmur) ก่อนตั้งครรภ์ได้ไปทำ Echocardiogram แพทย์บอกว่าเป็น Functional murmur ขณะตั้งครรภ์ดิฉันไม่มีอาการผิดปกติ แต่คลอดโดยการผ่าตัด อยากเรียนถามดิฉันควรจะคุมกำเนิดไว้ก่อนหรือสามารถมีบุตรได้เลย และจำเป็นต้องไปตรวจหัวใจ อีกหรือไม่ (อายุ 35 ปี)
แพทย์บอกว่าเป็น Functional murmur แสดงว่าหัวใจของคุณปกติดีไม่ได้เป็นโรคหัวใจ เสียงผิดปกติที่ได้ยินอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะโลหิตจางก็ได้

ขณะนี้คุณอายุ 35 ปี คลอดบุตรโดยการผ่าตัดมาประมาณ 5 เดือนแล้ว ถ้าต้องการมีบุตรอีก ก็สามารถมีได้เลยครับ แต่โดยทั่วๆ ไปน่าจะรอให้ลูกมีอายุประมาณ 1 ปีก่อน ค่อยเริ่มตั้งครรภ์ใหม่ เพราะกว่าจะคลอดลูกคนถัดไปลูกคนแรกก็มีอายุเกือบ 2 ปี ซึ่งสามารถช่วยเหลือตัวเองได้พอสมควร ไม่ต้องเป็นภาระในการเลี้ยงดูมาก ทำให้คุณมีเวลาที่จะให้การดูแลลูกคนใหม่ได้อย่างพอเพียง อีกทั้งร่างกายที่เสียเลือดและอ่อนเพลียจากการคลอดบุตรคนก่อนก็กลับเข้าสู่สภาพปกติ แข็งแรงเช่นเดิมแล้ว

แต่ไม่ควรรอนานจนเกินไป เพราะขณะนี้อายุก็มากพอสมควร ถ้ารอจนอายุเลย 35 ปี อาจจะพบปัญหามีบุตรยาก เพราะรังไข่เริ่มทำงานไม่สม่ำเสมอและบุตรที่เกิดมีโอกาสเกิดความผิดปกติสูงขึ้นได้

ระหว่างนี้คุณสุนิษาควรที่จะได้รับการตรวจเช็กร่างกายและหัวใจเป็นประจำทุกปี ส่วนการทำ Echocardiogram ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ที่ทำการตรวจก็แล้วกันนะครับ
ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ดิฉันมีก้อนที่เต้านมแพทย์บอกว่าเป็น Fibrocystic ไม่ได้ผ่าออก แพทย์ให้ยา Danazol มากิน (อาจเขียนชื่อยาผิด) แต่ดิฉันกินแล้วคลื่นไส้มากจึงเลิกกิน ขณะนี้คลำไม่พบก้อนแล้ว ดิฉันสามารถใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้หรือไม่ค่ะ
ยา Danazol เป็นกลุ่มของ 17-ethinyl testosterone ซึ่งออกฤทธิ์เป็นฮอร์โมนเพศชาย เมื่อนำมารับประทานประจำจะทำให้สตรีที่รับประทานเริ่มมีอาการของเพศชายได้ เช่น เยื่อประจำเดือนแห้งลง ทำให้ประจำเดือนหายไปได้ เต้านมก็เล็กลงรวมทั้งก้อนในเต้านมด้วย ดังนั้น จึงสามารถนำมารักษา ก้อนในเต้านม เช่น ก้อน Fibriocystic ได้ การที่คุณรับประทานยาแล้วมีอาการคลื่นไส้อาจียน ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งของยาตัวนี้

ขณะนี้คุณจะคลำไม่พบก้อนที่เต้านมแล้วก็ตาม แต่ผมก็ขอแนะนำให้ไปพบศัลยแพทย์ อย่างสม่ำเสมอตามแพทย์นัด และควรได้รับการตรวจอย่างละเอียดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) และควรทำ mammogram ซึ่งเป็นการตรวจเต้านมอย่างละเอียดด้วยเอ็กซเรย์ร่วมด้วย

กรณีที่ตรวจพบก้อนเนื้อผิดปกติ ผมอยากแนะนำให้คุณได้รับการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกมาดู ให้รู้แน่ชัดว่าเป็นก้อนเนื้อปกติหรือไม่ ยกเว้นถ้าเป็นถุงน้ำเล็กๆ แพทย์อาจใช้เข็มเจาะดูดน้ำออกมา ทำให้ก้อนยุบลงและสามารถนำน้ำที่ดูดได้ส่งตรวจดูพยาธิสภาพได้ด้วย ระหว่างนี้คุณสามารถรับประทาน ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ตามปกติ แต่ควรได้รับการตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอ ถ้าคุณกังวลใจ เรื่องผลของยาเม็ดคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงคุมกำเนิดแทนก็ได้ครับ

(update 3 พฤศจิกายน 2000)

ศ.นพ.จิรศักดิ์ มนัสสากร
คณะแพทย์ศาสตร์
ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล


[ที่มา.. นิตยสารรักลูก   ปีที่ 17 ฉบับที่ 195 เมษายน 2542]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600