ดิฉันอายุ 28 ปี แต่งงานมา 4 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีบุตร ปัญหาก็คือว่า ดิฉันได้ยินคุณป้าที่บ้านพูดว่า
เป็นกะบังลมหย่อน ก็เลยไม่แน่ใจว่าอาการดังกล่าวมีอันตรายไหม ดิฉันอยากรู้รายละเอียดของเรื่องนี้
เพราะไม่ทราบว่าอาการกะบังลมหย่อนเป็นโรคหรือเปล่า
จึงอยากขอให้คุณหมอช่วยอธิบายด้วยค่ะ
1. กะบังลมหย่อนเกิดจากอะไร และมักจะเกิดกับคนอายุเท่าไร (ดิฉันจะได้ระวังตัว)
2. ถ้าเป็นแล้วปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ได้หรือไม่ จะมีอันตรายไหม
3. มีวิธีป้องกันอย่างไร และถ้าเป็นแล้วสามารถรักษาให้หายได้ไหม
ขอความกรุณาคุณหมอช่วยตอบด้วยนะคะ
นุชนาฏ/ขอนแก่น
|
กะบังลมหย่อน ในความหมายของโรคเฉพาะสตรีเป็นคนละเรื่องกับ "กะบังลม"
ที่เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเมื่อมีการหายใจเข้า-ออก
กะบังลมหย่อน คือ "การที่มีการหย่อนของผนังด้านหนาหรือด้านหลังของช่องคลอดและ/
หรือมีการเคลื่อนต่ำลงมาของมดลูก" ภาวะเช่นนี้มักพบได้ในสตรีที่มีบุตรมาก มีการคลอดบุตรยาก
และสตรีสูงอายุ หรือวัยหมดประจำเดือนแล้ว
กะบังลมหย่อนเกิดขึ้นเนื่องจากมีการยืดอย่างมากหรือการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ
หรือของเอ็นที่ยึดมดลูกและกระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้มีการหย่อนลงมาของกระเพาะปัสสาวะ
แล้วมาดันผนังช่องคลอดให้มีการหย่อนห้อยด้วย สำหรับมดลูกนั้นทำให้มีการเคลื่อนต่ำลงมา
กะบังลมหย่อนเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ แต่ละลักษณะมีการแก้ไขแตกต่างกัน
แต่อาจแบ่งให้เห็นง่ายๆ เป็น 2 ลักษณะคือ
1. การหย่อนของผนังช่องคลอด ลักษณะนี้จะปรากฏภายในช่องคลอด
ทำให้มีความรู้สึกแน่นและบวมในช่องคลอด อาจรู้สึกถ่วงเล็กน้อยเวลาไอ
หรือจามอาจมีปัสสาวะเล็ดออกมา
2.การเคลื่อนต่ำลงมาของมดลูก อาจอยู่ในระยะการเคลื่อนต่ำอยู่ภายในช่องคลอด
หรือปากมดลูกโผล่พ้นช่องคลอดออกมา หรือตัวมดลูกโผล่พ้นลงมาจนกระทั่ง
มีการปลิ้นของผนังช่องคลอด
อาการที่มดลูกเคลื่อนต่ำลงมาอยู่ในช่องคลอดจะรู้สึกแน่น ถ่วงและหน่วง ทำให้อยากเบ่ง
บางคนถ่ายปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
สำหรับรายที่มดลูกเคลื่อนต่ำจนบางส่วนหรือทั้งหมดพ้นช่องคลอดออกมา
จะเห็นเป็นก้อนเนื้อจุกคาอยู่ บางรายมีการเสียดสีกับผ้านุ่งอาจเกิดเป็นแผล
มีตกขาวลักษณะผิดปกติ ปัสสาวะลำบาก บางครั้งปัสสาวะคั่งทำให้ปวดท้องน้อย
เพราะมีปัสสาวะอยู่เต็มในกระเพาะปัสสาวะ รายแบบนี้ต้องไปพบแพทย์ด่วน
เพื่อช่วยเรื่องการถ่ายปัสสาวะก่อน เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จะมีอันตราย
จากกระเพาะปัสสาวะแตกได้
เมื่อมีกะบังลมหย่อนจะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ได้หรือไม่ มีอันตรายอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่า
เป็นการหย่อนลักษณะใด
ถ้าเป็นการหย่อนของผนังช่องคลอด เพียงรู้สึกรำคาญว่ามีอะไรแน่นๆ บวมๆ
ไม่มีอาการผิดปกติทางปัสสาวะ ให้ฝึกขมิบช่องคลอดวันละประมาณ 200 ครั้ง
จะช่วยให้ช่องคลอดกระชับขึ้น การไอหรือจามจะไม่มีปัสสาวะเล็ดออกมา
แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนต่ำของมดลูกและมีความผิดปกติทางปัสสาวะควรได้รับการตรวจจากแพทย์
เพื่อชี้แนะวิธีการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะรายที่มีการปลิ้นของผนังช่องคลอดออกมา มีแผล
มีตกขาวผิดปกติ มีความผิดปกติทางปัสสาวะ
สำหรับการรักษาและการป้องกันมีทั้งการรักษาโดยการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด
โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำและอธิบาย
ความสำคัญอยู่ที่การป้องกันกะบังลมหย่อนสามารถป้องกันได้ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด
และระยะหลังคลอดด้วยตนเอง โดยการปฏิบัติดังนี้
1. ระยะตั้งครรภ์ เมื่อฝากครรภ์ให้ถามถึงวิธีบริหารร่างกายสำหรับระยะตั้งครรภ์ และหลังคลอด
2. ระยะคลอด ปฏิบัติเรื่องการเบ่งตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล
3. ระยะหลังคลอด พยายามเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ลุกขึ้นนั่งและเดินโดยเร่งที่สุด
พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย หรือใช้แรงมากเกินไป เช่น การลากหรือเข็นของหนัก
ขมิบช่องคลอดวันละ 100-200 ครั้ง ซึ่งการขมิบช่องคลอดนี้สามารถทำได้ตลอดไป
ประการสำคัญควรเว้นการตั้งครรภ์ให้ห่างพอสมควร เพื่อให้อวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน
ได้รับการพักผ่อน และคืนตัวอยู่ในสภาพเดิม มีความแข็งแรงพอที่จะรองรับตัวเด็ก รก น้ำคร่ำ
และการเบ่งสำหรับการมีบุตรในครั้งต่อๆ ไป
อาจารย์จริยาวัตร คมพยัคฆ์
|