|
นพ.ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์ ในการตรวจรักษาที่คลินิกแห่งหนึ่งคุณหมอ
เจ้าของคลินิกใช้ไม้พันสำลีป้ายกระพุ้งแก้ม ของคนไข้วัยเด็กคนหนึ่ง
เพื่อนำน้ำเมือกในช่องปากไปตรวจในเครื่องที่ติดตั้งไว้ในคลินิกแห่งนั้น เครื่องจะแยกดีเอ็นเอจากเซลล์เยื่อเมือก
แล้วเปรียบเทียบกับต้นแบบยีนที่บรรจุไว้ในไมโครชิป ไม่กี่นาทีต่อมา
คอมพิวเตอร์ก็พิมพ์รายงานออกมาอย่างละเอียดว่า พันธุกรรมของเด็ก ที่สืบทอดมาจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังดีอยู่
แต่มีบางยีนที่บ่งบอกว่าจะทำให้เป็นโรคผิวหนังได้ง่าย
ดังนั้นควรเริ่มต้นโดยการหลีกเลี่ยง การสัมผัสแสงแดดมากจนเกินไป
นอกจากนั้นยังมีบางหน่วยพันธุกรรมที่บ่งชี้ว่า เด็กคนนี้จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่ายเมื่อเติบใหญ่
ดังนั้นพอถึงอายุ 2
ขวบแล้ว เด็กควรจะเริ่มอาหารไขมันต่ำ ใยอาหารสูงไปตลอดชีวิต
ทำลายหน่วยพันธุกรรมที่เป็นอันตราย ทำลายหน่วยพันธุกรรมที่เป็นอันตรายหรือให้หน่วยโปรตีนที่จะไปทดแทนส่วนที่ขาดหายไป นักวิจัยคาดว่า ภายใน 20-25 ปี ข้างหน้านี้
มนุษย์จะค้นพบยีนนับร้อยตัวที่บ่งชี้ ความโน้มเอียงของการเกิดโรค พันธุกรรมของมนุษย์ (human genome) เป็นรูปเกลียวขั้นบันได (double
helix) ดีเอ็นเอ (DNA) ที่อยู่ในยีนประกอบด้วยสารเคมีหลายพันล้านตัวอักษรเชื่อมต่อกันเหมือนทางหลวงเชื่อมจังหวัดต่างๆ
เพียงแต่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายในนิวเคลียสหรือไข่แดงของเซลล์
และมีความสำคัญ เทียบได้กับการเป็นแบบพิมพ์เขียวของร่างกายมนุษย์
ซึ่งเมื่อตรวจสอบวิจัยจนได้ครบถ้วนแล้ว ก็จะเป็นแผนที่พันธุกรรมมนุษย์ที่เอื้อประโยชน์มหาศาล
จนถึงกลางปี 2539 มนุษย์ได้ตรวจพบพันธุกรรมมากกว่า 6,000 หน่วยแล้ว โดยหลายหน่วยเป็นยีนผิดปกติที่ก่อโรค เช่น
ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม (ยีน BRCA 1) ยีนอย่างนี้
สามารถนำมาดัดแปลงเป็นวิธีตรวจวินิจฉัยโรคได้
และในอนาคตจะแก้ไขให้ปกติได้ด้วยพันธุกรรมบำบัด เมื่อปี พ.ศ. 2543 สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIH)
ได้รับเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ชื่อ อะชานตี
เดอซิลวา ซึ่งป่วยด้วยโรคขาดภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรง (severe immune
deficiency disease) เนื่องจากเธอมียีนผิดปกติที่ไม่สั่งการสร้างเอ็นไซม์สำคัญของชีวิต
นักวิจัยแก้ไขโดยการดูดเม็ดเลือดขาว ของเด็กหญิงคนนี้มาเพาะเลี้ยงกับไวรัสที่ตกแต่งพันธุวิศวกรรมให้มียีนปกติล่วงหน้าแล้ว
ขณะเพาะเลี้ยงอยู่นี้ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ เม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติของเด็ก
จากนั้นหมอก็ฉีดเม็ดเลือดดังกล่าว กลับเข้าสู่กระแสโลหิตของเดิม
เซลล์ซึ่งขณะนี้มียีนปกติแล้วจะเริ่มสร้างเอ็นไซม์ที่เหมาะสม จนเด็กหญิงเดอซิลวามีชีวิตที่ปกติขึ้น
หลักการทำพันธุกรรมบำบัดจะคล้ายๆ
กับการสร้างระเบิดที่ชาญฉลาดหรือระเบิดอัจฉริยะ (smart bomb) แต่เป็นระเบิดที่มีดีเอ็นเอเป็นดินระเบิด
พอเดินทางถึงเป้าหมายแล้วจะต้องมีกลไก ทำให้ระเบิดในเวลาและสถานที่ที่ถูกต้อง
กลไกที่ว่านี้ยังต้องพัฒนาอีกมาก ระเบิดอัจฉริยะที่กล่าวไปแล้วนั้น
คือความพยายามของมนุษย์ที่จะหาพาหนะช่วยพายีนดี ไปชดเชยทดแทนยีนไม่ดี เรียกว่า "พาหนะนำยีน" (gene
vehicle หรือ vector) ซึ่งขณะนี้พบว่า ยานพาหนะที่ดีที่สุดคือ
ไวรัส พูดถึงไวรัสแล้ว
ท่านผู้อ่านก็จะนึกถึงโรคภัยไข้เจ็บทันที
เพราะคงไม่มีใครนึกว่าไวรัสจะเป็นเพื่อน หรือสัตว์เลี้ยงอันซื่อสัตย์ของมนุษย์ได้
แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คือเหมือนกับการนำม้าพยศมาฝึกจนเชื่อง แล้วทำประโยชน์ให้แก่เรามากมาย
หลักการคือ ไวรัสนั้นจริงๆ
แล้วมันคือเปลือกโปรตีนที่มีดีเอ็นเออยู่ข้างใน (เป็นหน่วยชีวิตที่เล็กกว่าเซลล์) ถ้าเราสามารถดัดแปลงยีนที่อยู่ในดีเอ็นเอได้บ้างจุด
จากนั้นส่งเข้าไปในร่างกาย ไวรัสที่ส่งเข้าไป จะบุกเข้าไปภายในเซลล์ตามธรรมชาติของมันเมื่อเข้าสู่เซลล์แล้วก็จะยึดเซลล์นั้น
แล้วสั่งการให้ทำตามที่ตนต้องการ ข้อเสียคือ
ไวรัสที่เราเอามาดัดแปลงเป็นระเบิดอัจฉริยะนั้นจะบุกรุกเข้าไปในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย
ซึ่งเป็นการนอกเหนือจากเป้าหมายที่เราต้องการ แนวทางแก้ไขคือทำให้ระเบิดอัจฉริยะ
เดินทางไปถึงจุดที่ต้องการแล้วเลือกเป้าหมายได้อย่างจำเพาะเจาะจง (tissue or organ specific) เช่นบางกรณีหมออาจฉีดระเบิดอัจฉริยะเข้าสู่อวัยวะที่ต้องการโดยตรงเช่น
ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดเข้าสมอง เป็นต้น (ดูภาพประกอบ)
กลยุทธ์ในการใช้พันธุกรรมบำบัดมะเร็งต่อมลูกหมาก
ประกอบด้วย ·
การเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อต่อต้านมะเร็ง
·
เสริมการแสดงออกของยีน
·
นำเซลล์มะเร็งไปสู่เส้นทางแห่งความตาย
·
นำยีนพิษไปช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง
·
นำกลไกหลายๆ
อย่างดังกล่าวมาควบกัน ·
หรือใช้ร่วมกับเคมีบำบัดและรังสีวิทยาที่ใช้กันอยู่ก่อนแล้ว
ในแง่ของภูมิคุ้มกันบำบัดนั้น
อาจทำได้โดยฉีดวัคซีนเข้าไปเสริมการตอบสนองด้านภูมิต้านทาน หรือฉีดเข้าไปในก้อนมะเร็งโดยตรง
พันธุกรรมบำบัดเชิงแก้ไข (corrective gene therapy) ในเมื่อโรคบางอย่างเกิดขึ้นจากความผิดปกติของยีน
ซึ่งอาจจะเป็นมาแต่กำเนิด หรือเป็นผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแล้วกลายพันธุ์จนเป็นมะเร็งในเวลาต่อมา
ดังนั้นแนวคิดหนึ่งคือ หาทางแก้ไขยีนที่กลายพันธุ์ไปหรือใช้ยีนปกติเข้าไปแทนที่
อีกวิธีหนึ่งคือ
การทำพันธุกรรมบำบัดแบบคามิคาเซ กล่าวคือ นำพาหนะหรือระเบิดอัจฉริยะ ที่บรรจุยีนปกติแล้วส่งเข้าไปในร่างกายแบบทหารกล้าตายคือ
ทำลายอวัยวะเป้าหมายทั้งอวัยวะเลย โดยไม่ต้องแยกว่าเซลล์ไหนดีเซลล์ไหนร้าย
เรียกว่า suicide gene therapy อย่างนี้ทำได้กับอวัยวะ ที่ร่างกายไม่ต้องมีก็ได้ เช่น ต่อมลูกหมาก อีกทิศทางหนึ่งของการใช้พันธุกรรมบำบัดมะเร็งเรียกว่า
"oncolytic virus gene
therapy" คือ เอาไวรัสจำนวนมากเช่นนับล้านๆ
ตัวมาแต่งตัวเสียใหม่แล้วใส่กลับเข้าไปในร่างกายเพื่อจัดการกับเซลล์มะเร็ง จากการทดลองใช้พันธุกรรมบำบัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก
(phase I clinical trial)
"LXSN-BRCA-I phase I" นั้น
นักวิจัยฉีดสารพันธุกรรมที่สอดใส่ไว้ในไวรัสกลับเข้าไปในต่อมลูกหมาก แล้วติดตามดูเป็นเวลา
6 เดือน ปรากฏว่าต่อมลูกหมากฝ่อลง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าฝ่อจากพันธุกรรมบำบัด ? วิธีพิสูจน์คือเจาะชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากที่เหลืออยู่มาดู
ก็พบว่าเป็นจริงและนำไปสู่การทดลองขั้นที่ 2
(phase II) พันธุกรรมบำบัดสำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก
อวัยวะหนึ่งซึ่งเหมาะแก่การทดลองทำพันธุกรรมบำบัดคือ
ต่อมลูกหมาก เพราะว่า ·
มะเร็งต่อมลูกหมาก
พบได้บ่อย ·
คนเราไม่ต้องมีต่อมลูกหมากก็ได้
·
ต่อมลูกหมาก
เข้าถึงได้หลายทาง ·
ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่ติดตามเฝ้าดูได้ง่าย
·
มีสารที่เจาะติดตามได้อย่างจำเพาะ
คือ PSA ขณะนี้
พันธุกรรมบำบัดเชิงแก้ไขสำหรับมะเร็งต่อมลูกหมากที่ทดลองทำกัน อยู่ในโลกประกอบด้วยรหัสเหล่านี้
คือ ·
LXSN-BRCA 1 ·
Ad CMVP 21 ·
Ad CMVP 53 ·
Ad Plb (GXT-001) ·
ANTI-GENE-C-MIC การใช้พันธุกรรมบำบัดโรคหัวใจขาดเลือด
แต่ละปีมีชาวอเมริกันราว 4
แสนคนที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดต่อเส้นเลือดใหม่ไปเลี้ยงหัวใจ ที่ขาดเลือดและอีก 5 แสนคนที่ใช้วิธีถ่างเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจที่ตีบตันให้เปิดออก (angioplasty)
สิ่งที่ชาวอเมริกันปีละนับล้านคนและชาวโลกอีกหลายล้านคนได้จากการบำบัดหรือหัตถการดังกล่าวคือ
การมีโอกาสดำเนินชีวิตต่อไป
เสียอย่างเดียวผลการผ่าตัดหรือขยายเส้นเลือดจะดีอยู่ไม่กี่ปี แล้วเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจก็จะกลับตีบลงอีก
ทำให้ต้องเข้าโรงหมอเพื่อการรักษาใหม่แต่ทุกๆ 1 ใน 10 คนเหล่านี้ หมอหมดทางช่วยเพราะหัวใจเกิดแผลเป็นเสียจนทำอะไรไม่ได้
นักวิจัยจึงสรรหาแนวทางใหม่โดยอาศัยหลักการของพันธุกรรมบำบัดเพื่อสั่งการให้หัวใจ
สร้างเส้นเลือดใหม่แทนเส้นเก่าที่ใช้การไม่ดีแล้ว
ความก้าวหน้าในส่วนนี้เป็นที่น่าตื่นเต้นมาก มีการทดลองทำในคนไข้หัวใจขาดเลือด 1,000 คน ตามศูนย์แพทย์ต่างๆ 50 แห่ง โดยส่วนใหญ่ทำร่วมกับการผ่าตัดต่อเส้นเลือดใหม่หรือการขยายเส้นเลือด
แต่ต่อไปจะทำเดี่ยวๆ ในคนที่ทำวิธีอื่นไม่ได้แล้ว
วงการแพทย์รู้มานานแล้วว่าร่างกายมนุษย์มีกลไกช่วยเหลือตัวเอง อย่างเช่นหัวใจนั้นถ้าเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่พอ
เกิดการขาดออกซิเจนแล้วมันจะสร้างเส้นเลือดใหม่ เพื่อช่วยนำเลือดมาเลี้ยงให้มากขึ้น
กระบวนการนี้เรียกว่า "แองจิโอเจนเนสิส"
(angio genesis) อย่างไรก็ตามกระบวนการตามธรรมชาตินี้เกิดขึ้นช้าเกินการ
เมื่อราว 10 ปีก่อนหน้านี้เอง นักวิจัยค้นพบสารโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งต่อมาเรียกว่า
"ปัจจัยแห่งการเจริญเติบโต" (growth factor หรือ GF) ซึ่งร่างกายใช้ประโยชน์ในการนำไปช่วย สร้างเส้นเลือดใหม่ได้
โปรตีนนี้ทำหน้าที่เหมือนโฟร์แมนที่ควบคุมการก่อสร้างคือ
กำกับดูแลให้ทุกสิ่งทุกอย่างทุกขั้นตอน เป็นไปตามกำหนดการทดลองในสัตว์แสดงให้เห็นว่ามีหลายวิธีที่จะนำโปรตีน
GF ไปสู่หัวใจได้ เช่นการฉีดยีนนี้โดยลำพังหรือฝากไปกับไวรัสที่จะช่วยไปสั่งให้กล้ามเนื้อหัวใจเริ่มผลิต
GF เสียเองหรือถ้าไม่อยากใช้ยีนก็ใช้ของสำเร็จรูปคือ
โปรตีน GF ข้อดีของพันธุกรรมบำบัดในกรณีนี้คือ
ทำเพียงครั้งเดียวยีนก็จะมีการสั่งการให้ผลิตโปรตีน GF ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ถ้าใช้วิธีฉีดโปรตีนโดยตรงต้องทำซ้ำบ่อยๆ
ทุก 2-3 เดือน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ สั่งให้หัวใจสร้างเส้นเลือดใหม่ๆ
ทั่วไปหมด โดยจะเป็นเส้นเลือดฝอยเล็กเสียจนมองไม่เห็น ต้องอาศัยดูอาการเจ็บหน้าอกที่หายไป
ออกกำลังกายได้ดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้นเป็นตัววัด ในอนาคต
นักวิจัยคิดว่ามีความเป็นไปได้มากเลยที่จะใช้หลักการพันธุกรรมบำบัดรักษามะเร็ง ให้หายขาดได้
ความหวังนี้ใกล้เข้ามาทุกทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีการนำพันธุกรรมบำบัด ไปจับมือกับวิธีการบำบัดอื่นที่มีอยู่แล้ว
ระดมพลังทำลายมะเร็งได้แก่ รังสีวิทยา เคมีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด |