ถ้าการปลูกถ่ายอวัยวะโดยอวัยวะบริจาคจากคนที่ตายสนิทจริงๆ สามารถทำได้แล้วประสบความสำเร็จ
ปัญหาคงไม่มากอย่างที่ปรากฏอยู่ในระยะนี้ แต่ความจริงมีอยู่ว่า ถ้าสามารถนำอวัยวะบริจาค
จากคนที่สมองตายแล้วหัวใจยังเต้นอยู่ได้ละก็ ผลการปลูกถ่ายอวัยวะจะดีกว่ามากเลย
ทั้งนี้เพราะอวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายนั้นยังสดอยู่นั่นเอง
แต่ใครจะทำใจได้ล่ะว่า หัวใจยังเต้นอยู่แล้วบอกว่าตายแล้ว ?
ตรงนี้คงต้องอธิบายด้วยหลักการแพทย์โดยเริ่มต้นที่คำว่า "สมองตาย"
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ.2538 ให้คำจำกัดความไว้ว่าคือ
สภาวะที่สมองถูกทำลายจนสูญเสียการทำงานอย่างสิ้นเชิงและถาวร
แล้วทำไมจึงคิดว่าสภาวะสมองตาย คือเสียชีวิตแล้ว ?
ในสมัยก่อนเรายอมรับว่าการตายเกิดขึ้นเมื่อหัวใจหยุดเต้น และมีการหยุดหายใจ
อย่างนี้ใครๆ ก็ดูออก ไม่ต้องอาศัยหมอก็ได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเสมองตามหมู่บ้านต่างๆ
เห็นอยู่เป็นประจำอย่างแจ่มชัด แต่สมัยนี้การวินิจฉัยว่าตายแล้วมีความซับซ้อนขึ้น
เหตุเพราะว่าหมอสามารถใช้เครื่องมือทางการแพทย์ช่วยการทำงานของหัวใจและการหายใจ
แม้ว่าคนๆ นั้นสูญเสียการทำงานของสมองโดยสิ้นเชิงแล้วก็ตาม คนไข้ที่อาศัยเครื่องช่วยหายใจ
หรือยากระตุ้นหัวใจนั้นจะต่างอย่างสิ้นเชิงจากคนไข้ที่ไม่รู้สึกตัวแต่ยังหายใจได้ เพราะคนไข้ที่ไม่หายใจ
ด้วยตนเองนั้นสมองถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงจนไม่รู้สึกตัวเลย หายใจเองไม่ได้ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
ทั้งสิ้น เขาจึงเรียกว่า สมองตาย ซึ่งปรากฏว่าส่วนใหญ่เกิดจากการบาดเจ็บของสมองอย่างรุนแรง
จากอุบัติเหตุโดยเฉพาะจักรยานยนต์ หรือนอกจากนี้ก็มีเลือดออกในช่องสมอง เส้นเลือดแตกในเนื้อสมอง
เนื้องอกในสมอง
สมองตายต่างจากเจ้าหญิงนิทรา เพราะเจ้าหญิงนิทรานั้นสมองตายส่วนบนเสียไป
แต่แกนสมองคือ ศูนย์ควบคุมการหายใจยังดีอยู่จึงหายใจได้เอง มีปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ ได้
จึงไม่ถือว่าเสียชีวิต
ในแต่ละปีที่ยุโรปและสหรัญอเมริกาจะมีคนประสบเหตุจนเกิดสมองตายในอัตรา 20-40 คน
ต่อประชากร 1 ล้านคน ส่วนในเมืองไทยยังมีตัวเลขไม่แน่นอน แต่คาดว่าน่าจะมากกว่าต่างประเทศ
เพราะคนไทยใช้จักรยานยนต์มาก และกฎหมายการใช้หมวกกันน็อคไม่ได้บังคับใช้จริงจัง
คนไทยจึงชอบตามใจตัวคือใส่บ้างไม่ใส่บ้าง เวลารถประสบอุบัติเหตุจึงบาดเจ็บรุนแรงขึ้น
เมื่อสมองตายแล้วจึงยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นการเสียชีวิต ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์
ในการทำบุญกุศลสูงส่ง คือการบริจาคอวัยวะเพื่อต่ออายุของคนป่วยไข้
ที่จริงวงการแพทย์ไทยจะขอให้ทางการแก้กฎหมายเสียก่อน เหตุเพราะว่ากฎหมายไทยที่มีอยู่บอกว่า
คนเราตายเมื่อหัวใจหยุดเต้น ดังนั้นจึงปลูกถ่ายอวัยวะไม่ได้ แต่หลังจากการประชุมระดมความคิดเห็น
ตลอดจนการประชุมโต๊ะกลมเรื่อง
" การตายทางการแพทย์และการตายทางกฎหมาย "
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2531 ในห้องประชุมสารนิเทศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว
แพทย์และนักกฎหมายจากสถาบันต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องต้องกันในสาระสำคัญที่ว่า
1. การชี้ขาดการตายเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทางการแพทย์
2. บุคคลซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่า สมองตาย ถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย
3. สมองตาย หมายถึงการที่แกนสมองถูกทำลายจนสิ้นสุดการทำงาน
โดยสิ้นเชิงตลอดไป
4. แพทย์เป็นผู้มีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยและตัดสินการตายของสมอง ตามเกณฑ์วิชาชีพ
5. แพทยสภาควรมีหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการ
ในการวินิจฉัยสมองตาย เพื่อความเจริญก้าวหน้าทางวิชาชีพ
และเพื่อประโยชน์ของประชาชน
แพทยสภาจึงรับลูกไปปฏิบัติตต่อโดยอนุกรรมการไปทำการกำหนดเกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย
และวิธีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดประกอบด้วย
1. มีบันทึกการตรวจวินิจฉัยสมองตาย
2. การตรวจต้องประกอบด้วยแพทย์ คน คือ คนหนึ่งต้องเป็นแพทย์เจ้าของคนไข้
คนหนึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบประสาทและทั้ง 3 คน จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ
คือไม่มีผลประโยชน์
3. ต้องตรวจวินิจฉัยสมองตาย 2 ครั้ง ห่างกัน 6 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่าสมองตายจริง
4. ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลงนามรับรองการตรวจของแพทย์ทั้งสามแล้วรับรองการตาย
อันที่จริง การปลูกถ่ายอวัยวะในเมืองไทยที่ผ่านมานั้น หมอทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ในกระบวนการก็ได้ดำเนินการตามกฎ กติกา และมารยาทอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งปี 2542
ที่เกิดเป็นข่าวครึกโครมว่ามีการซื้อขายอวัยวะที่โรงพยาบาลเอกชนในย่านจังหวัดสมุทรปราการ
ซึ่งสร้างความไขว้เขวและสับสนแก่สาธุชนจนไม่ช่วยกันบริจาคอวัยวะอีกต่อไป คงเป็นหน้าที่ของหมอ
และองค์กรที่เกี่ยวข้องที่จะร่วมกันสร้างความเข้าใจที่ดีและถูกต้องเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยใหม่
นพ.ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์
|