| "มะเร็ง" | |
จากสารรบกวนในชีวิตประจำวัน |
นักวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) เตือนให้ระวัง
สารรบกวนฮอร์โมนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ยาฆ่าแมลง
สารซักฟอก สารที่ใช้เคลือบภาชนะกระป๋องบรรจุอาหาร
และการผลิตพลาสติก ซึ่งมีอันตรายส่งผลกระทบต่อการทำงานของฮอร์โมน ส่งผลให้อสุจิของผู้ชายลดลงและก่อมะเร็ง ชี้ควรให้ความสำคัญ ศึกษาและหาทางป้องกันอันตรายจากสารรบกวนฮอร์โมน
ดร.จักรพงษ์ ลิมปนุสสรณ์ นักวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) เปิดเผยว่า
ฮอร์โมนเป็นสารที่หลั่งจากต่อมไร้ท่อ และส่งไปตามกระแสเลือด เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะเป้าหมาย ควบคุมเมตาโบลิซึมของร่างกาย เพื่อให้การทำงานของร่างกายดำเนินได้อย่างปกติ
การทำงานของระบบไร้ท่อมีหลายขั้นตอน จึงทำให้ต่อมไร้ท่อไว
ต่อการถูกรบกวนจากสิ่งเร้าภายนอก และร่างกายก็มีความไว
จากการกระตุ้นของฮอร์โมนด้วย ฮอร์โมนชนิดหนึ่ง
สามารถควบคุมการสังเคราะห์ของฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งได้
และมีผลต่อการทำงานของร่างกาย เช่น ฮอร์โมนของสัตว์น้ำ
จะสามารถควบคุมพฤติกรรมการผสมพันธุ์ การย้ายถิ่นฐาน
การสะสมไขมันในร่างกาย การจำศีล การลอกคราบของแมลง
กุ้ง และปู
จากการศึกษากลไกในการรบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ
หรือฮอร์โมน สามารถแบ่งสารรบกวนฮอร์โมนได้ 3 ประเภท ได้แก่
1.สารเลียนแบบฮอร์โมน สารกลุ่มนี้จะทำตัวเหมือนฮอร์โมนในร่างกาย
เช่น Diethylstilbestrol (DES) เป็นสารเอสโตรเจนสังเคราะห์
2.สารขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน สารกลุ่มนี้จะไปแย่งกับตัวรับของฮอร์โมนตัวจริง ทำให้ไม่มีการกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนตัวจริง
และ 3. สารกระตุ้น สารกลุ่มนี้จะรบกวนการทำงานของฮอร์โมน โดยไปวางตัวติดกับตัวรับของฮอร์โมน แล้วกระตุ้นให้เซลล์ตอบสนองอย่างผิดปกติไป จาการตอบสนองของฮอร์โมนตัวจริง เช่น dioxin
ดร.จักรพงษ์ กล่าวว่า สารรบกวนฮอร์โมนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ได้แก่ Polychlorinated biphenyl (PCBs) dioxins PCBs เป็นสารที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น
หม้อแปลงไฟฟ้า จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า
ไข่ปลาไม่สามารถพัฒนาได้ เมื่อได้รับสาร PCB และ dioxin
ในปริมาณต่ำ ส่วน dioxin มักจะเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเผาไหม้ และบางกระบวนการในโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า
หนูที่อยู่ในระหว่างตั้งท้อง เมื่อได้รับ dioxin ในปริมาณต่ำ จะให้กำเนิดลูกหนูเพศผู้ที่มีระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ
ส่วนยาฆ่าแมลงมีหลักฐานชี้ว่ายาฆ่าแมลงในกลุ่ม
Organochlorine ได้แก่ lindane , atrazine, DDT มีความเสี่ยงสูง
ในการก่อมะเร็งเต้านม และสารซึ่งมาจาก DDT
สามารถขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนเพศชาย
และมีผลให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายผิดปกติ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีสารรบกวนฮอร์โมนอื่นๆ อีก
คือ Phthalates ใช้กันอย่างแพร่หลายในกระบวนการผลิตพลาสติก
พบว่า สารกลุ่มนี้มีพิษต่ออัณฑะและสามารถเลียนแบบการทำงานของ
oestradiol สาร Alkalinephenols และอนุพันธ์
สารกลุ่มนี้ใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมผลิตสารซักฟอก และโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้สารซักฟอก ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากสารพวกนี้ทำงานคล้ายเอสโตรเจน และสาร Bisphenol A
เป็นสารที่ใช้ในงานทันตกรรม ใช้เคลือบภาชนะกระป๋อง
สำหรับบรรจุอาหาร และการผลิตพลาสติก พบว่าสารนี้รั่วไหล
จากเคลือบกระป๋องเข้าสู่อาหารได้
จากการศึกษาบ่งชี้ว่า สารนี้มีฤทธิ์เป็นเอสโตรเจน
ต่อเซลล์มะเร็งเต้านมในหลอดทดลอง
ดร.จักรพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับอันตราย
ของสารรบกวนการทำงานของฮอร์โมนที่เกิดในคนมีเพิ่มมากขึ้น
จากการศึกษาทางระบาดวิทยาในสหราชอาณาจักร
และประเทศเดนมาร์ก ชี้ให้เห็นว่าจำนวนอสุจิของผู้ชายลดลง
และมีคุณภาพต่ำลง อาจจะมีผลมาจากสารรบกวนการทำงานของฮอร์โมน
ส่วนการศึกษาในผู้หญิง พบว่า ถ้ามีการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน
มากกว่าปกติ จะมีผลต่อการทำงานของรังไข่ ท่อนำไข่ การเจริญพันธุ์และการเพิ่มจำนวนเซลล์ในมดลูก
และเนื้อเยื่อเต้านม ในที่สุดจะทำให้เกิดมะเร็งเต้านม
ในร่างกายของเราจะมีสารเหล่านี้สะสมอยู่
ซึ่งอาจมาจากอาหารพวกเนื้อสัตว์ไขมันจากสัตว์ ปลาในแหล่งที่มีการปนเปื้อนของสารเหล่านี้ในปริมาณสูง
น้ำดื่มและอากาศ เนื่องจากยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่สามารถรบกวนการทำงานของฮอร์โมน จะกระจายไปตามแหล่ง
เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
แล้วเวียนกลับเข้ามาในสัตว์ ซึ่งเป็นอาหารของคน
ดร.จักรพงษ์กล่าว
ดร.จักรพงษ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป กำลังร่วมมือกันอย่างจริงจัง พร้อมทั้งทุ่มงบประมาณมหาศาลในการศึกษาปัญหาสารรบกวนฮอร์โมน และสำรวจหาข้อมูลพื้นฐานของผลกระทบของสารเหล่านี้ต่อสิ่งมีชีวิต
เพื่อหาตัวบ่งชี้ทางชีววิทยา ขนาดของสารเหล่านี้ที่ก่อปัญหาสุขภาพ
ที่สำคัญ คือ หาวิธีวิเคราะห์สารเหล่านี้ทั้งในสิ่งแวดล้อมและในสิ่งมีชีวิต เพื่อใช้ในการตรวจสอบหาผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับคนและสัตว์ เพื่อหาวิธีป้องกันอันตรายจากสารดังกล่าว
ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการตื่นตัวในเรื่องสารรบกวน
การทำงานของฮอร์โมน และยังไม่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม
ในการตรวจติดตามเพื่อควบคุมอันตรายจากสารเหล่านี้
รวมทั้งขาดการฝึกอบรมในการใช้ และการจัดการสารเคมีอย่างถูกต้อง จึงทำให้ประชาชนมีโอกาสสูงที่จะได้รับอันตรายจากสารเหล่านี้
|