ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีย่อมเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ เรื่อยไปจนถึงการศึกษาของประชาชนในประเทศนั้นๆ ความเจริญก้าวหน้าเทคโนโลยีย่อมมีอยู่ในหลายๆ สาขาวิชา ทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุขนั้น
|
เราพูดกันว่าอยู่เสมอว่า
ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำ
และประสบผลสำเร็จอย่างสูงประเทศหนึ่ง
ในด้านของการสาธารณสุขมูลฐาน
ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น
|
|
|
|
การพัฒนาในระดับกว้าง ในขณะเดียวกัน
การพัฒนาในระดับสูงของการแพทย์
และการสาธารณสุขของประเทศก็มิได้หยุดนิ่ง
ได้มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นมากมาย
ทั้งในด้านเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ที่ทันสมัย
และมีประสิทธิภาพสูงสุดทัดเทียมนานาประเทศ ทั้งในด้านความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ในทุกระดับ
จนก่อให้เกิดการรักษาโรคยากๆ ได้อย่างมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลเป็นที่น่าภาคภูมิใจและเป็นที่น่ามั่นใจว่า ประชาชนของประเทศที่เจ็บป่วยด้วยโรคยากๆ จะได้รับการดูแลรักษา
ได้อย่างดีทัดเทียมกับประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าสูงสุดด้วย
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นโรคภัยใหม่ของคนไทย
ซึ่งก้าวออกมาเป็นแนวหน้าของสาเหตุการตายของคนไทยในปัจจุบัน
ซึ่งหมายความว่า คนไทยทั่วประเทศมีสถิติเสียชีวิต
ด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
หัวใจวาย เป็นอันดับหนึ่ง
ภาวะที่หลอดเลือดหัวใจตีบตันทันทีมักจะเป็นในชาย
อายุ 35 ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่ มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นเบาหวานมีความเครียดเป็นประจำ หาเวลาสบายๆ
ผ่อนคลายความเครียดไม่ได้ และขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สถาบันแรกที่นำกรรมวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
มาใช้รักษาผู้ป่วยเป็นผลสำเร็จเป็นแห่งแรก ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์หลังจากนั้นโรงพยาบาลศิริราช
และโรงพยาบาลราชวิถีก็ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกัน ในปัจจุบันนี้การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ถูกนำกลับมาใช้
เป็นวิธีรักษาในระดับมาตราฐานแล้วทั่วโลก โดยยอมรับว่า
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจนี้ไม่ใช่การค้นคว้าและไม่เป็นการผ่าตัด
เพื่อการทดสอบอีกต่อไป วิธีปฏิบัติในแง่ของการผ่าตัด การใช้ยาทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดก็จัดได้ว่ามีแนวปฏิบัติสายกลาง
ขั้นมาตราฐานกำหนดได้อยู่แล้ว ขณะนี้ก็ยังมีผู้ป่วยโรคหัวใจเรื้อรัง
รอรับการบริจาคหัวใจเพื่อนำมาปลูกถ่ายเปลี่ยนหัวใจอยู่เป็นจำนวนมาก
การผ่าตัดเปลี่ยนไต
เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยต่อชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังในระยะท้าย ให้ยืนยาวออกไปได้เป็นเวลาหลายปี ขณะนี้โรงพยาบาลใหญ่ๆ
ในกรุงเทพมหานคร ทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งโรงพยาบาล
มหาวิทยาลัยแพทย์ใหญ่ๆ ในหลายจังหวัด สามารถทำการผ่าตัดเปลี่ยนไต
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาสำคัญคือขาดไตบริจาค
คุณสมบัติของผู้เหมาะสมที่รอรับการบริจาคไตอยู่คือ จะต้องเป็นผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังและไตทั้ง 2 ข้าง
ไม่ทำงานอีกต่อไปแล้ว กำลังมีชีวิตอยู่ได้โดยการฟอกเลือด
หรือการล้างไตอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. อายุ ผู้ป่วยไม่ควรมีอายุเกิน 55 ปี เพราะผู้ที่อายุมาก
หลอดเลือดมักจะแข็ง ทำให้การผ่าตัดไม่ได้ผลดี ฉะนั้นถ้าผู้สูงอายุต้องการรักษาด้วยวิธีนี้อาจต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป
2. ไม่มีโรคของอวัยวะที่สำคัญอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ, โรคปอด,
โรคตับและโรคมะเร็ง เป็นต้น เพราะผู้ที่เป็นโรคอื่นร่วมด้วย
จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และการใช้ยาสลบได้ นอกจากนั้นหลังการปลูกถ่ายไตสุขภาพอาจไม่ดีขึ้น
เพราะมีโรคของอวัยวะอื่น ฉะนั้นผลการปลูกถ่ายไต
ในผู้ที่เป็นโรคอื่นรวมทั้งโรคเบาหวาน
จึงไม่ดีเหมือนผู้ที่เป็นแต่โรคไตเพียงอย่างเดียว
3. ไม่มีโรคติดเชื้อ เพราะหลังผ่าตักจำเป็นต้องใช้ยากดภูมิต้านทาน ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการต่อต้านเชื้อโรคของร่างกายลดลง
4. เป็นผู้มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง เพราะหลังผ่าตัด
อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหลายอย่าง จึงต้องมีจิตใจเข้มแข็ง
สามารถต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ มีความสนใจ
ที่จะรักษาสุขภาพให้ดี และสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะการรับประทานยาอย่างเคร่งครัด
การผ่าตัดเปลี่ยนดวงตา
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย
ได้ก่อตั้งมาเป็นเวลานาน ขณะนี้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพอยู่
ณ สำนักงานศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย ตึกเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระสังฆราชชั้น 7 กองบรรเทาทุกข์ สภากาชาดไทย
โทร. 256-4039-40 นอกจากที่ศูนย์ดวงตาฯ ไปยังเหล่ากาชาดจังหวัด และได้จัดตั้งศูนย์ดวงตาภาคไปแล้ว 12 ภาคทั่วราชอาณาจักร
การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา
จะได้ทำต่อเมื่อมีผู้บริจาคดวงตา และนำมาใช้เมื่อผู้บริจาคนั้น
เสียชีวิตแล้ว ผู้รอรับบริจาคจะเป็นผู้ที่มีโรคของกระจกตาดำ
เช่น กระจกตาขุ่น เป็นฝ้าขาว เป็นแผล หรือกระจกตาบวม
เสียหายจากอุบัติเหตุ สารเคมี การติดเชื้อของกระจกตาดำ
กระจกตามีความโค้งนูนผิดปกติ ในรายอุบัติเหตุกระจกตา
อาจมีแผลหรือทะลุ ซึ่งก็จะต้องได้กระจกตาบริจาค
มาเปลี่ยนทดแทนโดยเร็วที่สุดเพื่อเก็บรักษาดวงตานั้น
ไว้ใช้งานได้เป็นปกติต่อไป
การปลูกถ่ายตับ
เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยตับวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
ที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่า หากให้การรักษาด้วยวิธีทั่วไป
จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน ผู้ป่วยโรคตับแข็ง
ตับอักเสบเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือมะเร็งตับ การปลูกถ่ายตับ
จะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีความพิการของตับมาแต่กำเนิด ตับใหม่ที่ได้รับการปลูกถ่ายสามารถทำหน้าที่ได้ดีในปีแรกของการผ่าตัด
มีจำนวนถึงร้อยละ 75 และในเด็กจะมีจำนวนถึงร้อยละ 80
การปลูกถ่ายปอด
เป็นการเอาปอดใหม่ที่ดีกว่ามาใส่ให้กับผู้ป่วย
ที่เป็นโรคปอดระยะสุดท้าย หรือโรคปอดระยะสุดท้าย
ที่เกิดจากปัญหาหัวใจ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือมักมีชีวิตอยู่
ไม่เกิน 6-12 เดือน ผลของปอดที่นำมาเปลี่ยนภายใน 1 ปี
จะทำงานได้ดีถึงร้อยละ 75
โดยสรุปการปลูกถ่ายอวัยวะคือ การผ่าตัดนำอวัยวะใหม่เปลี่ยนแทนอวัยวะเดิมที่เสื่อมสภาวะ
จนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้และการผ่าตัดนั้น
จะเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยในระยะสุดท้ายให้เขามีชีวิตอยู่
เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวของเขาและสังคมอีกต่อไป
การนำอวัยวะใหม่มาปลูกถ่ายนั้น เราจะได้จากผู้ที่มีเจตนารมณ์
ในการบริจาคอวัยวะ หรือได้จากญาติที่มีความประสงค์
จะบริจาคอวัยวะของบุคคลนั้น เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป
อวัยวะใหม่นั้น ได้มาจากที่ไหน คำตอบก็คือ อวัยวะใหม่นั้น
ได้มาจากผู้เสียชีวิต สมอง และได้อุทิศอวัยวะเป็นทาน
ให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
ซึ่งเป็นองค์กรกลางในการประสานงาน
โดยการนำอวัยวะที่ได้รับบริจาคไปใช้ต่อชีวิตผู้ป่วยอย่างเป็นธรรม
และเสมอภาคที่สุด อวัยวะที่สามารถนำไปปลูกถ่ายได้แก่
หัวใจ ปอด ตับ ไต ตับอ่อน กระจก แก้วตา เส้นเลือด และไขกระดูก
เป็นต้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่คือ ภาวะสมองตาย
------ สมองตาย ------
ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจว่าการเสียชีวิตคือ
การที่หัวใจหยุดเต้นหรือการหยุดหายใจ โดยหลักเกณฑ์ทั้ง 2 นี้เป็นที่เข้าใจและใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินการเสียชีวิตของบุคคลใด
บุคคลหนึ่งมาเป็นระยะเวลายาวนาน
แต่เนื่องจากเทคโนโลยีการแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้น
มีการประดิษฐ์เครื่องช่วยหายใจ, ยากระตุ้นเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจ ฯลฯ จึงทำให้ผู้ป่วยกลับมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป
ในทางการแพทย์การเสียชีวิตต้องใช้การวินิจฉัย
จากหลักเกณฑ์ 3 ประการ
- ระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง) ตาย
- ระบบหายใจหยุดทำงาน
- ระบบไหลเวียนโลหิต (หัวใจ) ล้มเหลว โดยทั้ง 3 ส่วนทำงานกันเป็นลูกโซ่ เมื่อสมองตายไม่สั่งงานระบบการหายใจจะยุดทำงาน ร่างกายขาดออกซิเจน การไหลเวียนโลหิตล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด
โดยสรุปสมองตายก็คือ ภาวะที่สมองถูกทำลาย
จนสูญเสียการทำงานโดยสิ้นเชิง และถาวร
ไม่มีหนทางที่จะเยียวยารักษาได้ โดยสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่
- การบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง
- เลือดออกในช่องสมอง
- เส้นเลือดแตกในเนื้อสมอง
- เนื้องอกของสมอง
ผู้ที่จะวินิจฉัยภาวะสมองตายก็คือ คณะแพทย์ผู้รักษา
บุคคลที่จะแสดงความจำนงในการบริจาค
ต้องยินยอมขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือญาติจะเป็นผู้ยินยอม
มอบอวัยวะให้เมื่อผู้บริจาคอยู่ในสภาพสมองตาย
เพื่อบริจาคอวัยวะให้เป็นทานกับสภากาชาดไทย
เพื่อนำไปดำเนินการปลูกถ่ายอวัยวะให้กับผู้รอคอยทั้งหลาย
ทั่วราชอาณาจักร
บุคคลที่ต้องการบริจาคอวัยวะมีคุณสมบัติ
ตามข้อกำหนดในการบริจาคกล่าวคือ
- ผู้บริจาคอวัยวะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี
- เสียชีวิตจากภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่างๆ
- ปราศจากโรคติดเชื้อ และโรคมะเร็ง
- ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, หัวใจ, โรคไต,
ความดันโลหิตสูง, โรคตับและไม่ติดสุรา
- อวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายต้องทำงานได้ดี
- ปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น
ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสเอดส์ ฯลฯ
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเรื่องการบริจาคอวัยวะได้ที่
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย โทร. 1666 หรือ 256-4045-6
|
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
|