มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2542]

ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้า 'นวตกรรม' หนีอาญา


ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีข่าวอาชญากรรมข่าวหนึ่ง เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ กรณีที่เสี่ยคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตในซากรถที่ไหม้จนแทบไม่สามารถพิสูจน์หลักฐานได้ว่า เป็นใคร

รูปคดีทำท่าจะปิดสำนวนเช่นนั้น หากไม่เกิดเหตุภรรยา ของเสี่ยรายดังกล่าวขอรับเงินประกันชีวิตของเสี่ยกำมะลอ ซึ่งทราบภายหลังตำรวจสืบทราบว่า เป็นฆาตกรรมอำพราง เนื่องจากเสี่ยเจ้าของเล่ห์คนนั้น ใช้ศพผู้อื่นเผาไปพร้อมกับรถ ขณะที่ตนเองก็ไปศัลยกรรมแปลงโฉม จนแทบจะไม่เหลือเค้าเดิมของหน้าตา

ถัดจากข่าวนี้ไม่ถึงสัปดาห์ก็มีข่าวการจับกุม อดีตผู้จัดการธนาคารรายหนึ่งที่ยักยอกเงินธนาคารไป หลายสิบล้านบาท และลอยนวลหายเข้ากลีบเมฆไปหลายปี ก่อนที่จะถูกรวบตัวในที่สุด
และแทบจะเหมือนกับคดีแรกที่ผู้ต้องหา ไปผ่าตัดศัลยกรรมทั้งใบหน้าเพื่อหนีคดี

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า นี่คือ อีกความก้าวหน้าหนึ่ง ในวงการอาชญากรรม ที่ได้ปรับตัวไปตามยุคสมัย โดยอาศัยเทคโนโลยีความก้าวหน้า ทางการแพทย์มาปรับเปลี่ยนรูปหน้า เพื่อหลบหนีอาญาบ้านเมือง

ย้อนรอยสวยด้วยมีดหมอ

ความเป็นมาของการทำศัลยกรรมในอดีต มีเพียงเพื่อตกแต่งเพิ่มเติมความสวย ความงาม ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง นอกจากนี้ อาชีพบางอาชีพยังต้องพึ่งพาศัลยกรรม ช่วยเสริมเติมแต่งเพื่อให้มีบุคลิกภาพดีขึ้น

ตัวอย่างมีให้เห็นในการเวทีประกวดแห่งต่างๆ ที่มักจะมีข่าวว่า นางงามแต่ละคนต้องไปยกเครื่องทำสวย เพิ่มความงาม เป้าหมายเพื่อกระชากมงกุฎมาครอง ดังนั้นศัลยกรรมความงามในอดีต จึงอยู่ในรูปของการเสริมจมูก ดูดไขมัน ทำตาสองชั้น เสริมคาง ฯลฯ ความนิยม ในเรื่องศัลยกรรมความงามนี้เอง ทำให้มีโรงพยาบาลและคลินิกที่บริการประเภทนี้ นับร้อยแห่งทั่วประเทศ นั่นคือรูปธรรมของธุรกิจ ศัลยกรรมความงามในรอบสิบปีที่ผ่านมา

แต่ปัจจุบัน ศัลยกรรมความงาม ก้าวหน้าไปกว่านั้นถึงขั้นที่ว่า การผ่าตัดศัลยกรรมวันนี้ สามารถแปลงโฉม เปลี่ยนรูปหน้าได้แล้ว

มีตัวอย่างให้ได้ยินคราวที่ "บังรอน" หรือนายสุรชัย เงินทองฟู หลบหนีการจับกุม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ปลายปี 2541 และหายสาบสูญไปจนถึงขณะนี้นั้น ก็มีข่าวว่าบังรอนได้ไปทำศัลยกรรมแปลงโฉม เพื่อหลบหนีการจับกุม แม้ข่าวดังกล่าว จะไม่มีการยืนยันว่าจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ชัดเจนก็คือ เทคโนโลยีศัลยกรรมแปลงโฉมที่ว่า มีขึ้นและเป็นไปได้แล้ว สำหรับวงการแพทย์ในบ้านเรา


เทคโนโลยีแปลงโฉม
วิทยาศาสตร์เหนือพันธุกรรม

การเปลี่ยนโฉมหน้าแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ เปลี่ยนชนิดที่ต้องการให้เหมือนใคร คนใดคนหนึ่ง และเปลี่ยนหน้าตนเอง เพื่อมิให้ใครจำได้

ยกตัวอย่างคือ การเปลี่ยนแบบแรกนั้น หากคนไข้ต้องการเปลี่ยนหน้าตา ให้เหมือนกับดาราคนใดคนหนึ่ง สิ่งแรกคือ อย่างน้อยรูปหน้า ต้องใกล้เคียงกับผู้ที่เป็นต้นแบบ

จากนั้นแพทย์จะนำใบหน้าทั้งสองมาวิเคราะห์ เพื่อหาส่วนที่แตกต่างและหาส่วนที่เหมือน เช่นหาโครงหน้า คาง และหัวกะโหลกว่า ยาวต่างกันแค่ไหน
"เช่นอยากได้หน้าแบบเบิรด์ ธงชัย ถ้ารูปหน้าเหมือนเบิร์ดอยู่แล้วก็ได้เปรียบ แต่ถ้าหน้าแหลมอาจจะทำไม่ได้เลย เพราะข้อจำกัดของการเปลี่ยนแปลง ค่อนข้างเยอะ เช่น ส่วนหัวกะโหลก แคบกว่าของคนไข้หรือคนที่ต้องการเลียนแบบ เราะจะทำให้กะโหลกแคบทำไม่ได้ เนื่องจากสมองเต็มและค่อนข้าง เป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป แต่ถ้ากะโหลกของคน ที่ต้องการเลียนแบบใหญ่กว่า ก็อาจจะเอาอะไรไปใส่ให้ดูใหญ่ นี่คือส่วนที่ต้องนำมาวิเคราะห์
"เหมือนไมเคิล แจ็กสัน ที่ต้องการจะเปลี่ยนเหมือนไดนา รอส เขาเปลี่ยนมาหลายครั้ง แต่ว่าก็ยังไม่เหมือน โดยสิ้นเชิง เพราะบางอย่างเปลี่ยนไม่ได้ เช่น ผิวหนัง " นพ.ไพศาลกล่าว

นั่นคือการเปลี่ยนแบบที่ต้องการให้เหมือน ใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งก่อนการผ่าตัด ต้องมีการวิเคราะห์ และใช้เวลาผ่าตัด 3-5 ปี

ส่วนวิธีที่สองนั้นคือ การเปลี่ยน แบบไม่ให้เหลือเค้าเดิม ซึ่งทำได้กับเกือบทุกอวัยวะบนใบหน้า
"แสนกว่าบาทกับการทำศัลยกรรม ถ้ามองว่าเป็นช่องว่างเพื่อหลบหนีก็ได้ แต่ถ้าจะโดนจับ ผมว่าคงไม่ใช่ เพราะหน้าเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง แต่อาจโดนจับเพราะลักษณะความสัมพันธ์" นพ.ไพศาลระบุ

แม้การเปลี่ยนแปลงมีไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือ สิ่งแวดล้อมพฤติกรรม เขาไม่ได้ตัดทิ้งญาติ เพื่อนฝูง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาถูกจับยกเว้น ว่าถ้าเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปอยู่ที่อื่น ผมมั่นใจว่าจับไม่ได้
รายละเอียดในเรื่องนี้ แพทย์ทางด้านศัลยกรรม ความงามผู้หนึ่ง กล่าวว่า

ขณะนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในบ้านเรา สามารถเปลี่ยนหน้าตาชนิดที่ว่า ไม่เหลือเค้าเดิมได้แล้ว
"การทำศัลยกรรมเพื่อให้คนจำหน้าตนเองไม่ได้นั้น คงไม่ใช่แค่ผ่าตัดครั้งเดียวหรือทำที่เดียวเช่น ทำตา หรือทำจมูก เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ส่วนใหญ่จะจำเค้าโครงเดิมได้ ก็ต้องมีการผ่าตัดหลายส่วน" แพทย์ศัลยกรรมความงามรายเดิมระบุ
"หมอเองก็ไม่ทราบหรอกว่า คนไข้จะต้องการเปลี่ยนหน้าเพื่ออะไร แต่ส่วนใหญ่ก็เพื่อต้องการให้ตนเองมีบุคลิกภาพดีขึ้น "

อธิบายง่ายๆ คือ การเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าโดยถาวรนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้เป็นหลัก นั่นคือถ้าหากต้องการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง ก่อนการทำศัลยกรรมหมอที่ทำศัลยกรรมจะแยกองค์ประกอบ ในเรื่องของรูปหน้าเป็นอันดับแรก

โดยหลักการใหญ่ๆ ของการผ่าตัดเปลี่ยนหน้าคือ เรื่องของคาง หน้าผาก โหนกแก้ม โหนกคิ้ว
"หน้าแหลมเปลี่ยนเป็นหน้าอ้วน เมื่อก่อนคือการเสริมเข้าไป เช่น ฉีดสารบางอย่างแต่ตอนนี้ใช้หลักการใหม่ เช่นเสริมก็ได้ ตัดออกก็ได้ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ ถ้าเป็นหน้าผู้หญิง อยากเป็นหน้าแบบอภัสราคงไม่ได้ ยกเว้นแต่จะมีเค้าโครง ใกล้เคียงอยู่แล้ว อาจทำได้"

อย่างไรก็ตามวัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการทำศัลยกรรมนั้น ในวงการแพทย์เองก็ยอมรับว่า ทุกอย่างล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น อาทิ ร่างกายจะมีการต่อต้านกับสิ่งแปลกปลอม เช่น การแพ้ การติดเชื้อ
"ส่วนใหญ่แล้ววัสดุพวกนี้มักจะไว้เผื่อเลือกเวลาไม่ต้องการ ก็จะได้ดึงออก เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยใช้อวัยวะที่เป็นตัวเองมาท เช่น ถ้าตัดซี่โครงมาทำ มันก็จะติดแน่น ถ้าไม่ชอบขึ้นมา ดึงออกก็ลำบากเพราะร่างกายก็จะปรับตัวเป็นชิ้นเดียวกัน"

"แสนเดียว" แปลงโฉมทันที

การศัลยกรรมแปลงโฉมนั้นหลายคนอาจนึกว่า ต้องทำแต่ละจุด เช่นทำตาก่อนจึงจะทำคางหรือส่วนอื่นๆ บนใบหน้า แต่ความจริงคือ สามารถทำได้พร้อมกันในการผ่าตัดแต่ละครั้ง

นายแพทย์ไพศาล เฮงสวัสดิ์ แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง จากโรงพยาบาลยันฮีกล่าวว่า หลักการใหญ่ๆ ของการเปลี่ยนแปลง รูปหน้าก็คือ จุดที่คางและโหนกแก้ม
"ที่ผมเคยผ่าตัดเปลี่ยนหน้าผากก็คือ เสริมหน้าผากเข้าไปใหม่ และใส่คาง 2 จุดก็จำไม่ได้แล้ว"

อธิบายให้เห็นภาพวิธีการเสริมหน้าผากคือ การนำวัสดุที่ทำกะโหลกเทียมมาหล่อให้เข้ากับรูปของหน้าผาก จากนั้นก็เปิดแผลด้านบนเข้าไปและวางเสริมกับหน้าผาก ซึ่งแผลก็จะอยู่ในด้านในอยู่ในชั้นเส้นผม ลักษณะเหมือนคนไข้ ดึงหน้าพลิกลงมา และใส่วัสดุที่ว่าลงไป

ที่มีการเกรงกันว่า ภายหลังการผ่าตัดเส้นผมก็จะขึ้นตามปกติหรือไม่ คำตอบคือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะเป็นการผ่าตัดในชั้นเซลล์
"หนังศีรษะเรามี 5 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นรากผมแต่การผ่าตัด หมอจะต้องทำในชั้นที่ 5 เพราะยิ่งทำลึกลงไปเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่เห็นแผล เพราะแผลโดนปกคลุมโดยผิวหนังที่หนาถึง 5 ชั้น"

ส่วนวัสดุที่ใช้นั้นจะใช้อะคริลิกชนิดหนึ่ง ซึ่งแพทย์ผู้ทำศัลยกรรมจะปั้นวัสดุดังกล่าวเหมือนปั้นดินน้ำมัน ซึ่งต้องใช้ทักษะพอสมควรเนื่องจากเป็นวัสดุที่แห้งเร็วภายใน 1 นาที และถ้าใช้เวลาปั้นเกินกว่านี้ วัสดุจะแข็งตัวทันที

นายแพทย์ไพศาลระบุว่า โดยปกติแล้ว การเสริมกะโหลก หรือเสริมหน้าผาก จะทำในกรณีที่คนไข้มีอุบัติเหตุ หน้าผากยุบ ซึ่งภายหลังก็มีการนำไปประยุกต์กับคนไข้ที่ต้องการทำเสริมสวย หรือศัลยกรรม

นอกจากการเสริมหน้าผากหรือกะโหลกแล้ว โหนกแก้ม ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สามารถทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไปได้เช่นกัน

ข่าวที่พูดกันหนาหูคือ เคยมีดาราบางคนที่มีรูปหน้ากว้าง ไปผ่าตัดโหนกแก้มเพื่อให้รูปหน้าแคบลง
วิธีการคือ ศัลยแพทย์จะใช้เครื่องมือผ่าในช่องปาก ตัดกระดูกที่โก่งของโหนกแก้มออกซึ่งอยู่ด้านใน และจัดการต่อใหม่ให้ตรง เนื่องจากกระดูกชิ้นดังกล่าว มีขนาดไม่หนามากนัก ซึ่งผลที่ได้คือ โครงหน้าจะตอบเข้า ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร แล้วแต่ความกว้างของกระดูก

นอกจากยุบโหนกแก้มแล้ว คนไข้บางราย อาจต้องการทำให้หน้ากว้างเพื่อเสริมโหวงเฮ้ง วิธีการก็คือ ต้องเสริมโหนกแก้ม หรือเสริมกระดูกให้ดูเด่นขึ้น

หากคนไข้ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แก้มก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้เปลี่ยนแปลงรูปหน้าได้แพ้กัน
วิธีการจัดการกับแก้มนั้น ง่ายกว่าอวัยวะอื่นคือ ถ้าแก้มผอมหรือตอบ ก็ฉีดไขมันเข้าไปให้แก้มอิ่ม แต่ถ้าแก้มอิ่มต้องการทำให้แก้มเล็กลง วิธีการเพียงดูดไขมัน ให้แก้มตอบ ก็จะทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไปได้

จากแก้ม อวัยวะยอดฮิตที่มีการทำศัลยกรรมกันมาก คือ คาง นั่นคือหากคางใหญ่เกินไปก็สามารถเหลากรามได้ รวมทั้งหากต้องการให้กรามยาวขึ้นก็อาจเสริมคางให้ดูยาวขึ้นได้
แต่ถ้าคางยางเกินไปดูไม่สวยงามก็เพียงแต่ตัดคางให้สั้นลง หรือที่มีศัพท์เรียกในวงการศัลยกรรมว่า "คางยืนก็ทำให้คางถอย คางเล็กก็เสริมให้อ้วน" เท่านี้จะทำให้หน้าตาผิดไปจากเดิม แต่ถ้าจะให้ชัวร์มากกว่านี้ต้องไม่ลืมเปลี่ยนแปลงขมับด้วย

โดยเฉพาะในรายที่ขมับถ้าแคบหรือเว้าเกินไป ก็เสริมให้อูมได้ การทำศัลยกรรมขมับนี้ มีข้อพึงระวังคือ ถ้าขมับใหญ่อยู่แล้ว แต่อยากทำให้เล็กลงนั้นค่อนข้างอันตราย เนื่องจากบริเวณนี้เป็นส่วนของโครงกระดูกกะโหลกที่ยื่นออกมา ซึ่งอันตรายต่อโครงสร้างและระบบความปลอดภัยของร่างกาย

ข้อดีของการเสริมขมับคือ ทำให้รูปหน้าผากจะกว้างขึ้น ซึ่งทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสุภาพสตรี ที่เน้นในศัลยกรรมส่วนนี้ยกเว้นผู้ชายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง รูปหน้าเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างรวมทั้งเรื่องการหนีคดี

หนีอาญา ทำอย่างไร

เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงรายหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตถึงการทำศัลยกรรมที่มีความเป็นไปได้ว่า อาจเป็นแนวโน้มในการหลบหนีคดีอาญา แม้ว่าจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้รอดพ้นการจับกุม เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงหน้าเดิมได้ แต่หากคนร้ายจะหนีให้รอดตลอด น่าจะมีเทคนิคอื่นๆ ประกอบ

อาทิ การปรับบุคลิก การปรับการพูด เช่นเว้นจังหวะใหม่ในการพูด หรือเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชิน รวมทั้งต้องมีการวิเคราะห์ตนเองโดยการถ่ายวิดีโอไว้ และดูว่าพฤติกรรมใดเป็นกิริยาที่เคยชิน เช่นเคยนั่งไขว่ห้าง ก็ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อมิให้จำได้

"ที่สำคัญต้องไม่ให้ตำรวจมีข้อมูลประวัติ ลายนิ้วทุกนิ้วต้องเจียรออกให้หมอ ซึ่งทำได้โดย มีสร้างรอยแผลเป็นทำให้เวลาพิมพ์นิ้วมือ จะปรากฏเป็นรอยแผลเป็นแทนรอยนิ้วมือ ยิ่งถ้าเจียรลึกลายก้นหอยที่นิ้วก็จะไม่ขึ้นแล้ว เพราะลายไม่ต่อเนื่องทำให้ไม่สามารถยืนยันได้ว่า เป็นคนเดียวกันหรือเปล่า" สำหรับกรณี เรื่องกรุ๊ปเลือดนั้น นายตำรวจรายเดิมระบุว่า หากผู้ต้องหาไม่เคยมีตัวอย่างกรุ๊ปเลือดที่เคยให้ไว้ กับสถานพยาบาลต่างๆ ก็ยิ่งเป็นการยากที่จะตรวจสอบ

"เพราะอย่างกรุ๊ปโอ ก็เหมือนกันทั้งประเทศ แต่ถ้าคนร้ายมีเลือดตัวอย่างก็นำไปวิเคราะห์ เพื่อหาดีเอ็นเอได้ แต่โดยปกติแล้ว ผมว่าไม่มีโรงพยาบาลที่ไหนเก็บเลือดตัวอย่าง ความกังวลตรงนี้ตัดทิ้งไปได้ เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะรู้เป็นใครมีน้อย

"ยิ่งศัลยกรรมก้าวหน้า เราก็ยิ่งทำงานยากขึ้น อย่างเช่นอุดฟันให้หมด หรืออยากดัดแปลงกะโหลก แค่นี้เราก็ไม่รู้จะพิสูจน์อย่างไรแล้ว ยกเว้นจะสืบไปถึงพ่อแม่เพื่อหาดีเอ็นเอ หรือเราเคยได้ตัวอย่างเส้นผม กรุ๊ปเลือด แต่ถ้าไม่เคยมีเรื่องอะไรเลย รับรองไม่มีทางจับได้

เปลี่ยนส่วนประกอบบนหน้าขั้นที่ 2 ศัลยกรรม แปลงโฉม

การเปลี่ยนแปลงอวัยวะหลักๆ ที่จะทำให้หน้าตาเปลี่ยนไปได้แล้ว เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังก้าวหน้าไป ขั้นเปลี่ยนส่วนประกอบต่างๆ บนใบหน้า เพื่อทำให้หน้าตาเปลี่ยนไปได้อีกเช่นกัน

ส่วนประกอบแรกที่ขอกล่าวถึงคือ คิ้ว ซึ่งสามารถทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ ปลูกคิ้ว โกนคิ้ว ยกคิ้ว (โดยการเย็บให้ติดกับเนื้อเยื่อข้างใน หรืออาจจะทำศัลยกรรมตอนเปิดกะโหลกก็เข้าไป ก็สามารถทำคิ้วพร้อมกันได้)

จากคิ้ว ก็มาถึงตา การทำตา มีตั้งแต่ ทำตาชั้นเดียวเป็นสองชั้น ทำตาสองชั้นเล็ก ให้เป็นสองชั้นใหญ่หรือแม้กระทั่งทำตาที่ดูเศร้า ให้ดูตาเฉี่ยวขึ้น เพื่อแก้โหวงเฮ้ง รวมทั้งการทำเปลือกตาล่างเพื่อให้ดูตึงขึ้น
การทำตาล่างนี้ แพทย์ศัลยกรรมส่วนใหญ่ ให้ความเห็นตรงกันว่า การทำตาล่าง จะไม่ค่อยเปลี่ยนรูปหน้า ผิดกับศัลยกรรมตาบน ซึ่งจะเปลี่ยนรูปหน้าได้ชัดเจนกว่า

นอกจากตาแล้ว อวัยวะถัดมาคือจมูก ซึ่งสามารถทำได้สารพัดแบบเช่นกัน อาทิ จมูกยาวทำให้สั้น จมูกสั้นทำให้ยาวขึ้น จมูกเตี้ยทำให้โด่ง จมูกอ้วนทำให้แคบ
วิธีการคือ กรณีจมูกยาวต้องการทำให้สั้น ก็เข้าไปโดยการตัดกระดูกอ่อนตรงกลาง ซึ่งจะทำให้จมูกก็สั้นลง

ส่วนกรณีจมูกสั้นต้องการทำให้จมูกยาวขึ้น ก็เสริมเนื้อเยื่อ หรือยืดเนื้อเยื่อว่าพอไหว หรือไม่อาจใช้วิธีการเสริมบริเวณดั้งจมูก จากนั้นจึงดันตรงกรามลงมา
สำหรับวิธีจมูกโด่งทำให้จมูกเตี้ยลง วิธีคือ เสริมตรงส่วนปลายและอาจจะต้องกรอกระดูกออก ซึ่งอยู่ที่ความต้องการของคนไข้ว่า จะทำให้จมูกส่วนไหนเตี้ย เช่น บางคนจมูกงุ้ม ก็จะกรอตรงที่งุ้มออก

ในรายที่คนไข้จมูกอ้วนเกินไป ก็สามารถกรอให้แคบลง แต่ถ้าจมูกอ้วนมากๆ ก็อาจตีกระดูกให้แตกแล้วจับยุบเข้ามา เหมือนบานพับ

นอกจากนี้อวัยวะอย่างฟันก็ทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไปได้ ซึ่งจะเห็นได้ชัดกรณีหากคนไข้มีการจัดฟัน และยิ่งถ้า มีการผ่าตัดรูปปากด้วยแล้ว เช่น ปากอิ่มน้อยไป ก็อาจทำให้ปากดูอิ่มขึ้น ปากแคบก็ทำให้ปากกว้าง ก็ยิ่งทำให้หน้าตาเปลี่ยนไปชนิดคนละคนกันเลย

แม้อวัยวะหลายอย่างจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงสีผิวก็เป็นข้อจำกัดที่แพทย์ มักจะไม่อยากทำให้คนไข้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง

เพราะถ้ามีการทำโดยฉับพลัน เช่นการลอกผิวหนัง ชั้นนอกเหมือนการทำเบบี้เฟช ความเสี่ยงคือเกิดผลเสียต่อร่างกาย เพราะการลอกด้วยวิธีดังกล่าว จะทำให้สีผิวจางลงซึ่งต้องใช้น้ำยาที่แรงพอ ในการลอก แต่สีผิวที่เกิดขึ้นใหม่จะเปลี่ยนจากสีดำ เป็นสีขาว หรือผิวจะขาวกว่าปกติ แต่จะไวต่อการเกิดมะเร็ง

เปลี่ยนหน้าได้ แต่เปลี่ยนบุคลิกไม่ได้

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะสามารถเปลี่ยนแปลงหน้าตาได้ ถึงขั้นแปลงโฉมก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำได้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงบุคลิก พฤติกรรม น้ำเสียง

นพ.ไพศาลเล่าว่า ตนเคยผ่าตัดแปลงโฉมข้าราชการผู้หนึ่ง ซึ่งทำงานเกี่ยวกับความมั่นคง โดยคนไข้จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปหน้า เนื่องจากถูกขู่ทำร้ายจากบรรดาผู้มีอิทธิพล
"ผมผ่าตัดทั้งหมด 3 ครั้ง เป็นช่วงๆ ทิ้งช่วง 3-4 เดือน คือเบ็ดเสร็จทำทั้งหมดประมาณ 3-4 เดือน โดยจุดที่เปลี่ยนมากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงบริเวณหน้าผาก ทำให้หน้าเปลี่ยนไปมาก จากหน้าผากลาดมาเป็นหน้าผากตั้ง หน้าจะเปลี่ยนไปมาก แต่ที่เปลี่ยนไม่ได้เลยคือพฤติกรรม"

นั่นคือแม้วิทยาการศัลยกรรมจะก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนบุคลิกเดิมของคนคนนั้นได้

"รูปร่างไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะบอกว่าเขาเป็นใคร เพราะหากต้องการเปลี่ยนตนเองทั้งหมด เรื่องน้ำเสียง คำพูด กิริยา ท่าทาง ต้องมีการเปลี่ยนทั้งหมด หากจะเปลี่ยนชนิดที่ไม่ให้ใครจำได้เลย" นพ.ไพศาลชี้แจง

นอกจากนี้ ยังรวมถึงหลักฐานเก่าๆ ที่เคยมีเช่นกรุ๊ปเลือด เลือดตัวอย่างของตนเอง แบบพิมพ์เอกซเรย์ แบบพิมพ์ของฟัน ก็ต้องลบหลักฐานทิ้งให้หมด
"เรื่องฟันอาจจะง่ายหน่อยเพราะแค่การจัดฟัน ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว แม้ว่ารอยกัด คงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ขนาดนั้น แต่ถ้ามีการขัดฟัน อุดฟัน รอยฟันก็เปลี่ยนแปลงได้"

อย่างไรก็ตาม แม้แพทย์จะทราบว่า ขณะนี้มีความเป็นไปได้ว่า การศัลยกรรมอาจจะเป็นช่องทางหนึ่งในการหลบหลีกการจับกุม แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็เป็นเรื่องยากที่แพทย์จะตรวจสอบ

นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยันฮีเผยว่า หากคนไข้ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน และมีความพร้อม ที่จะทำศัลยกรรม แพทย์ก็ต้องทำศัลยกรรมให้
"เราคงไม่ได้ลงไปถามลึกว่า คุณต้องการเปลี่ยนแปลง เพื่อหลบหนีใครหรือเปล่า แม้คนไข้ต้องการเปลี่ยน แบบไม่เหลือเค้าเดิมก็ตาม เพราะความเป็นจริง ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่อยากเปลี่ยนแปลงหน้าตนเองให้ดีขึ้น แต่จุดหนึ่งคือ ถ้าหน้าตาดีอยู่แล้วแต่มาขอทำไม่ให้หน้าดีไม่ดี เราก็คงจะต้องตั้งข้อสงสัย" นพ.สุพจน์ระบุ


ขอบคุณหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600