มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[คัดลอกจากผู้จัดการรายสัปดาห์ วันที 26 พฤศจิกายน 2542]


สมุนไพรรักษาเอดส์ใกล้เป็นความจริง
กรมวิทย์พร้อมจับมือเอกชนร่วมลงทุน


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมประกาศข่าวดี กับผู้ป่วยโรคเอดส์ หลังสมุนไพร 2 ชนิดผ่านการทดลองว่า มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อเอชไอวี โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำคลินิกกับคน คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีคงเห็นผล พร้อมปรับแผนร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาในเชิงธุรกิจ เพื่อหาเงินมาใช้ในการวิจัยต่อไป

ดร.ภักดี โพธิศิริ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า ขณะนี้ โครงการวิจัยสมุนไพรเพื่อรักษาโรคเอดส์ กำลังก้าวหน้าเป็นอย่างมาก สมุนไพรไทยหลายชนิด มีศักยภาพในระดับที่น่าพึงพอใจ

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดมีอยู่ 2 ชนิด ที่ถือว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะผ่านการทดลองในขั้นพิษวิทยา ทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ว่ามีความปลอดภัย ไม่มีอันตรายร้ายแรงประการใด

ที่สำคัญคือ ปัจจุบันได้นำสมุนไพรดังกล่าว ไปทำการทดลองทางคลินิกกับคนจริงๆ โดยร่วมมือ กับทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการวิจัย ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางการแพทย์ของประเทศ เพราะมีไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีการทดลองทางคลินิก

สำหรับรายชื่อของสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดนั้น ดร.ภักดีชี้แจงว่า คงไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เพราะเป็นความลับทางการวิจัยที่จะต้องปกปิดเอาไว้ เพื่อป้องกันปัญหาในเรื่องของลิขสิทธิ์บอกได้แค่เพียงว่าเป็น สมุนไพรที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งถ้าหากได้ผลจริงก็สามารถที่จะขยายพันธุ์และทำการปลูก หรือผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้

"ถ้าผลการศึกษาทางคลินิกยืนยันเรียบร้อย เราก็ทำออกมาเป็นแมสได้เลย ตอนนี้ก็รอเวลาอย่างเดียว ผมคิดว่าในระยะอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราน่าจะมีคำตอบ ให้กับผู้ป่วยได้แน่นอน"

กระนั้นก็ดี ข่าวดังกล่าวก็ไม่ควรจะดีใจกันจนเกินไป เพราะอาจมีโอกาสที่จะผิดพลาดในขั้นตอนของการทดลองในคนได้เช่นกัน

ต่อข้อถามที่ว่า มีปัญหาในการทดลองบ้างหรือไม่ ดร.ภักดี อธิบายว่า ถ้าเป็นไปได้กรมฯ ต้องการที่จะตั้ง "โรงงาน" ผลิตยาขนาดเล็ก ขึ้นมาสักแห่งหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นและมีปัญหามาก เพราะเวลาที่ต้องการนำยาตัวใหม่ที่อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนา ไปใช้ทดลองในคนจะต้องทำภายในโรงงานที่ผ่าน มาตรฐาน GMP ด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

"ไม่ใช่ตั้งโรงงานขึ้นมาเพื่อผลิตขายหรือต้องการไปแย่งหน้าที่ ขององค์การเภสัชกรรม แต่ต้องทำให้ครบวงจร เพราะการไปพึ่งพิงหน่วยงานอื่นหรือเอกชน อาจทำให้เกิดปัญหาในการวิจัยได้ แล้วโรงงานที่ตั้งก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เอาแค่พอกับการทดลองในคนสัก 3,000-4,000 คนก็พอ

"ถ้าถามว่าคุ้มไหม ผมว่าคุ้มนะ เราลงทุนไม่กี่สตางค์ 20-30 ล้านบาท เท่านั้น แต่อย่าลืมว่าถ้ามีคำตอบออกมา มันเซฟเงินได้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันล้านบาท ต่อไปแทนที่จะนำเข้ายาแพงๆ และมีแต่สินค้าลิขสิทธิ์เท่านั้น เราก็มีสมุนไพรที่ทำเองในประเทศ ตอนนี้ผมกำลังยื่นเรื่องของบประมาณสนับสนุนอยู่"

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ชี้แจงเพิ่มเติม ถึงแนวทางแก้ไขเรื่อง "งบประมาณ" ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน จากรัฐบาลเท่าที่ควรว่า ขณะนี้ทางกรมฯ ได้เตรียมปรับแผนใหม่ โดยพยายามผสานความร่วมมือกับภาคเอกชน นำผลวิจัยที่ได้ให้ไปสู่ภาคธุรกิจเพื่อประหยัดงบประมาณของภาครัฐ

นอกจากนั้น เงินที่ได้รับมาส่วนหนึ่งจะนำมาใช้เป็นแรงจูงใจ และสร้างความกระตือรือร้นให้กับนักวิจัยคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลาอีกด้วย

"ปีๆ หนึ่งเราได้งบประมาณไม่มากจะให้มาหวังเงิน จากภาครัฐอย่างเดียวก็ไม่ได้ แล้วที่ผ่านมาผลการวิจัย และพัฒนาของเราก็ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างเมื่อก่อนครีมพญายอเราทำเสร็จก็ขายต่อให้องค์การเภสัชกรรม แบบที่แทบจะไม่ได้รับค่าตอบแทนอะไรเลยรู้สึกจะแค่ 9,000 พัน ทั้งๆ ที่มูลค่าการขายอาจเป็นล้านๆ

"ผมกำลังให้คณะกรรมการไปวางหลักเกณฑ์มาว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้โปร่งใส และมีแนวทางที่ชัดเจนไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ คิดว่าคงใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน เราคงได้กรอบออกมาและนำ เสนอให้กระทรวงอนุมัติต่อไป "

อย่างไรก็ตาม นอกจากสมุนไพรไทยที่กำลังวิจัยแล้ว ทางกรมฯ ก็ได้ ร่วมมือกับประเทศจีนในการทดลองสมุนไพรเอดส์เช่นกัน ซึ่งก็มีความคืบหน้าที่น่าพอใจเช่นกันเพราะอยู่ในช่วงการทำลองทางคลินิก

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ หลังวิจัยแล้วพบสมุนไพรตัวหนึ่งของจีน มีฤทธิ์ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานเชื้อเอชไอวีในระดับที่สูงมาก ดังนั้น จึงอาจะเป็นไปได้ที่จะพัฒนาในลักษณะของการผสมผสาน ร่วมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสโดยตรง เพราะการใช้ยาชนิดเดียวไม่ค่อยได้ผล แล้วก็ค่อนข้างจะหายากเพราะเชื้อเอชไอวีปรับตัวได้เก่งมาก

"นโยบายคือเราจะไม่ทำคนเดียวเพราะถือว่า เรื่องวิจัยและพัฒนาต้องร่วมมือกันทำ เราจึงพยายามสร้างเป็นฟอรั่ม เป็นโครงการร่วมกับทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยต่างๆ เพื่อทำให้ขีดความสามารถให้สูงขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นแบบเดิม ที่เป็นในลักษณะของกรรมการแห่งชาติ ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เป็นลักษณะของระบบราชการไปหมดเวลาประชุมก็ส่งใครมาไม่รู้

"อีกอันหนึ่งคือเราจะทำอินฟอร์เมชั่น เคลียริ่งเฮาส์ ต่อไปหน่วยงานไหน ทำอะไร คนอื่นจะได้รู้บ้าง เพราะตอนนี้แต่ละคนก็มีงานวิจัยของตนเอง ไม่รู้ว่าใครทำอะไรบ้าง ทำให้บางทีเกิดความซับซ้อน หรือต่างคนต่างทำจนไม่ได้ นำมาต่อให้เป็นภาพรูป ไม่ต้องกลัวว่าจะมีการขโมยข้อมูล ผมเชื่อว่ามันจะเป็นกลไกอีกอันหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการวิจัย และพัฒนาที่ดีกว่าเดิมในเชิงวิทยาศาสตร์" อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าว


ขอบคุณหนังสือผู้จัดการรายสัปดาห์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600