กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมประกาศข่าวดี
กับผู้ป่วยโรคเอดส์ หลังสมุนไพร 2 ชนิดผ่านการทดลองว่า
มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อเอชไอวี
โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำคลินิกกับคน
คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีคงเห็นผล
พร้อมปรับแผนร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาในเชิงธุรกิจ
เพื่อหาเงินมาใช้ในการวิจัยต่อไป
ดร.ภักดี โพธิศิริ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า
ขณะนี้ โครงการวิจัยสมุนไพรเพื่อรักษาโรคเอดส์
กำลังก้าวหน้าเป็นอย่างมาก สมุนไพรไทยหลายชนิด
มีศักยภาพในระดับที่น่าพึงพอใจ
อย่างไรก็ตาม ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดมีอยู่ 2 ชนิด
ที่ถือว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะผ่านการทดลองในขั้นพิษวิทยา
ทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ว่ามีความปลอดภัย
ไม่มีอันตรายร้ายแรงประการใด
ที่สำคัญคือ ปัจจุบันได้นำสมุนไพรดังกล่าว
ไปทำการทดลองทางคลินิกกับคนจริงๆ โดยร่วมมือ
กับทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการวิจัย
ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางการแพทย์ของประเทศ
เพราะมีไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีการทดลองทางคลินิก
สำหรับรายชื่อของสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดนั้น
ดร.ภักดีชี้แจงว่า คงไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เพราะเป็นความลับทางการวิจัยที่จะต้องปกปิดเอาไว้
เพื่อป้องกันปัญหาในเรื่องของลิขสิทธิ์บอกได้แค่เพียงว่าเป็น สมุนไพรที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย
ซึ่งถ้าหากได้ผลจริงก็สามารถที่จะขยายพันธุ์และทำการปลูก
หรือผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้
"ถ้าผลการศึกษาทางคลินิกยืนยันเรียบร้อย
เราก็ทำออกมาเป็นแมสได้เลย ตอนนี้ก็รอเวลาอย่างเดียว
ผมคิดว่าในระยะอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราน่าจะมีคำตอบ
ให้กับผู้ป่วยได้แน่นอน"
กระนั้นก็ดี ข่าวดังกล่าวก็ไม่ควรจะดีใจกันจนเกินไป
เพราะอาจมีโอกาสที่จะผิดพลาดในขั้นตอนของการทดลองในคนได้เช่นกัน
ต่อข้อถามที่ว่า มีปัญหาในการทดลองบ้างหรือไม่ ดร.ภักดี อธิบายว่า
ถ้าเป็นไปได้กรมฯ ต้องการที่จะตั้ง "โรงงาน" ผลิตยาขนาดเล็ก
ขึ้นมาสักแห่งหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นและมีปัญหามาก
เพราะเวลาที่ต้องการนำยาตัวใหม่ที่อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนา
ไปใช้ทดลองในคนจะต้องทำภายในโรงงานที่ผ่าน
มาตรฐาน GMP ด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
"ไม่ใช่ตั้งโรงงานขึ้นมาเพื่อผลิตขายหรือต้องการไปแย่งหน้าที่
ขององค์การเภสัชกรรม แต่ต้องทำให้ครบวงจร
เพราะการไปพึ่งพิงหน่วยงานอื่นหรือเอกชน
อาจทำให้เกิดปัญหาในการวิจัยได้ แล้วโรงงานที่ตั้งก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
เอาแค่พอกับการทดลองในคนสัก 3,000-4,000 คนก็พอ
"ถ้าถามว่าคุ้มไหม ผมว่าคุ้มนะ เราลงทุนไม่กี่สตางค์
20-30 ล้านบาท เท่านั้น แต่อย่าลืมว่าถ้ามีคำตอบออกมา
มันเซฟเงินได้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันล้านบาท
ต่อไปแทนที่จะนำเข้ายาแพงๆ และมีแต่สินค้าลิขสิทธิ์เท่านั้น
เราก็มีสมุนไพรที่ทำเองในประเทศ
ตอนนี้ผมกำลังยื่นเรื่องของบประมาณสนับสนุนอยู่"
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ชี้แจงเพิ่มเติม
ถึงแนวทางแก้ไขเรื่อง "งบประมาณ" ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน
จากรัฐบาลเท่าที่ควรว่า ขณะนี้ทางกรมฯ ได้เตรียมปรับแผนใหม่
โดยพยายามผสานความร่วมมือกับภาคเอกชน
นำผลวิจัยที่ได้ให้ไปสู่ภาคธุรกิจเพื่อประหยัดงบประมาณของภาครัฐ
นอกจากนั้น เงินที่ได้รับมาส่วนหนึ่งจะนำมาใช้เป็นแรงจูงใจ
และสร้างความกระตือรือร้นให้กับนักวิจัยคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
ออกมาตลอดเวลาอีกด้วย
"ปีๆ หนึ่งเราได้งบประมาณไม่มากจะให้มาหวังเงิน
จากภาครัฐอย่างเดียวก็ไม่ได้ แล้วที่ผ่านมาผลการวิจัย
และพัฒนาของเราก็ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้
อย่างเมื่อก่อนครีมพญายอเราทำเสร็จก็ขายต่อให้องค์การเภสัชกรรม
แบบที่แทบจะไม่ได้รับค่าตอบแทนอะไรเลยรู้สึกจะแค่ 9,000 พัน
ทั้งๆ ที่มูลค่าการขายอาจเป็นล้านๆ
"ผมกำลังให้คณะกรรมการไปวางหลักเกณฑ์มาว่า
ทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้โปร่งใส
และมีแนวทางที่ชัดเจนไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ
คิดว่าคงใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน เราคงได้กรอบออกมาและนำ
เสนอให้กระทรวงอนุมัติต่อไป "
อย่างไรก็ตาม นอกจากสมุนไพรไทยที่กำลังวิจัยแล้ว
ทางกรมฯ ก็ได้ ร่วมมือกับประเทศจีนในการทดลองสมุนไพรเอดส์เช่นกัน
ซึ่งก็มีความคืบหน้าที่น่าพอใจเช่นกันเพราะอยู่ในช่วงการทำลองทางคลินิก
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ หลังวิจัยแล้วพบสมุนไพรตัวหนึ่งของจีน
มีฤทธิ์ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานเชื้อเอชไอวีในระดับที่สูงมาก
ดังนั้น จึงอาจะเป็นไปได้ที่จะพัฒนาในลักษณะของการผสมผสาน
ร่วมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสโดยตรง
เพราะการใช้ยาชนิดเดียวไม่ค่อยได้ผล
แล้วก็ค่อนข้างจะหายากเพราะเชื้อเอชไอวีปรับตัวได้เก่งมาก
"นโยบายคือเราจะไม่ทำคนเดียวเพราะถือว่า
เรื่องวิจัยและพัฒนาต้องร่วมมือกันทำ เราจึงพยายามสร้างเป็นฟอรั่ม
เป็นโครงการร่วมกับทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยต่างๆ
เพื่อทำให้ขีดความสามารถให้สูงขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นแบบเดิม
ที่เป็นในลักษณะของกรรมการแห่งชาติ ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เป็นลักษณะของระบบราชการไปหมดเวลาประชุมก็ส่งใครมาไม่รู้
"อีกอันหนึ่งคือเราจะทำอินฟอร์เมชั่น เคลียริ่งเฮาส์
ต่อไปหน่วยงานไหน ทำอะไร คนอื่นจะได้รู้บ้าง
เพราะตอนนี้แต่ละคนก็มีงานวิจัยของตนเอง ไม่รู้ว่าใครทำอะไรบ้าง
ทำให้บางทีเกิดความซับซ้อน หรือต่างคนต่างทำจนไม่ได้
นำมาต่อให้เป็นภาพรูป ไม่ต้องกลัวว่าจะมีการขโมยข้อมูล
ผมเชื่อว่ามันจะเป็นกลไกอีกอันหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการวิจัย
และพัฒนาที่ดีกว่าเดิมในเชิงวิทยาศาสตร์"
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าว
|