มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 23 ฉบับที่ 4 เมษายน 2542]

โรคเอดส์ในประเทศโลกที่สาม

ตอน ภัยพิบัติโลก


คน 47 ล้านคนติดเชื้อไวรัสเอดส์
และมีแนวโน้มว่า จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
และโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่จะหยุดยั้งได้หรือไม่
?

นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับประจำวนที่ 2 มกราคม 2542 วิเคราะห์ปัญหาโรคเอดส์ในประเทศโลกที่สามว่า ในประเทศที่ร่ำรวย โรคเอดส์ไม่ได้เปรียบเสมือนการถูกตัดสินประหานชีวิตอีกต่อไป เพราะมียาราคาแพง ที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตอยู่ได้ และมีสุขภาพแข็งแรงและบางทีก็สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต การรณรงค์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนตระหนักในภัยเอดส์ ทำให้จำนวนชาวอเมริกันญี่ปุ่น และยูโรปตะวันตกที่ติดเชื้อเอดส์อยู่ในระดับที่ต่ำลงวิกฤตที่เคยเกิดขึ้น ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ในทางตรงกันข้ามในประเทศที่กำลังพัฒนา โรคเอดส์กำลังแพร่ระบาดเหมือนก๊าซทำลายประสาทในสายลมอ่อนๆ คนจนไม่มีเงินพอที่จะซื้อยามหัศจรรย์เหล่านั้น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 10,000 ดอลลาร์ต่อปี ทำให้ชาวแอฟริกันหลายล้านคนกำลังจะตาย และคนเอเชียที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สำหรับประเทศที่ยากจนหลายประเทศ ไม่มีภัยคุกคามใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อการสาธารณสุขและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มากไปกว่าโรคเอดส์ แต่กระนั้นก็ไม่มีผู้นำทางการเมืองคนใด ที่ให้ความสำคัญกับโรคเอดส์ว่าเป็นภัยคุกคามอันดับแรก

นับตั้งแต่เชื้อเอชไอวีถูกค้นพบในช่วงทศวรรษ 1970 มีผู้คนมากกว่า 47 ล้านคนที่ติดเชื้อและในจำนวนนี้เสียชีวิตไปแล้ว 14 ล้านคน ปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือ 2.5 ล้านคน ในปัจจุบันโรคเอดส์ถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนมากเป็นอันดับสี่ของโลก นอกเหนือไปจากโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับอุจจาระร่วง และวัณโรค นอกจากนี้จำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ในแต่ละปี ยังมีมากกว่าโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่แพร่ระบาด และยังจะทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อไปอีกด้วย ถ้าหากว่า อินเดีย จีนและประเทศต่างๆในเอเชียไม่ตระหนักในอันตราย ของโรคเอดส์แล้วจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ก็จะสูงขึ้นจนถึง "ระดับของการแพร่ระบาดของโรคระดับใหม่" มร.ปีเตอร์ พิออท หัวหน้าโครงการโรคเอดส์ขององค์การสหประชาชาติกล่าว

ไวรัสที่เกิดจากความบกพร่องในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของมนุษย์ (เชื้อเอชไอวี) ที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์) ซึ่งเชื่อว่า แพร่ระบาดจากลิงชิมแปนซีมาสู่มนุษย์ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 หรือต้นทศวรรษ 1950 ในคองโก ไวรัสดังกล่าว ใช้เวลาหลายปี ในการแพร่ระบาดในป่าดงดิบที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น และเบาบางของคองโก แต่เมื่อมันแพร่ระบาดขึ้นแล้ว มันก็เดินทางไปกับกองกำลังกบฏผ่านเขตสงครามมากมายในทวีปแอฟริกา ติดไปกับคนขับรถบรรทุกขากซ่องแห่งหนึ่ง ไปยังซ่องอีกแห่งหนึ่ง และแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วมากในท้ายที่สุด บางทีสจ๊วตบนเครื่องบิน อาจนำเชื้อไวรัสดังกล่าวแพร่ไปยังอเมริกาที่ซึ่งโรคนี้ถูกค้นพบ ในต้นทศวรรษ 1980 กว่าที่พวกรักร่วมเพศชาวอเมริกัน และผู้ใช้เข็มฉีดยาเข้าเส้นจะเริ่มตื่นตัวต่ออันตราย จางโรงอาบน้ำ และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โรคเอดส์ก็ได้ทำลายล้างแอฟริกาเสียแล้ว

จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ แอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาใต้ เป็นพื้นที่ที่มีประชากรติดเชื้อเอดส์มากที่สุด โดยในบ๊อทสวานา นามิเบีย สวาซิแลนด์และซิมบับเว ระหว่างหนึ่งในห้าถึงหนึ่งในสี่ ของคนที่มีอายุระหว่าง 15-49 ปี ติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคเอดส์ โดยเฉพาะในบ็อทสวานา คาดว่าเด็กๆ ที่เกิดในช่วงต้นทศวรรษหน้า จะมีอายุขัยเพียง 40 ปี ซึ่งถ้าไม่ติดเชื้อเอดส์แล้วจะมีอายุขัยถึงเกือบ 70 ปี ในซิมบับเว ได้มีการทดลองผลของเชื้อเอชไอวีกับสตรีมีครรภ์ ในเขตควบคุม 25 เขต โดยในปี 1997 พบว่า มีเพียงสองเขตเท่านั้น ที่การแพร่ระบาดของโรคต่ำกว่า 10% ส่วน 23 เขตที่เหลือพบว่า 20-50% ของสตรีมีครรภ์ติดเชื้อไวรัสเอดส์ และประมาณหนึ่งในสามของสตรีเหล่านี้ จะแพร่เชื้อไวรัสเอดส์ไปสู่ลูกๆ ของพวกเขา

แอฟริกาใต้ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของภูมิภาคนี้ได้รับการปกป้องอย่างมาก จากการแยกตัวโดดเดี่ยวในช่วงปีที่มีการแบ่งแยกสีผิว แต่ขณะนี้ แอฟริกาใต้กลายเป็นสถานที่สำหรับการแพร่ระบาดหนึ่งในสิบโรคใหม่ๆ ของโลกมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก ในควาซูลู-นาทาล จังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดของประเทศ หนึ่งในสามของประชากรในวัยสืบพันธุ์ติดเชื้อไวรัสเอดส์

เอเชียซึ่งจะเป็นเหยื่อรายต่อไปนั้น ขณะนี้มีชาวเอเชีย 7 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสเอดส์ ชาวอินเดียอีก 930 ล้านเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์ โดยในชนบทของอินเดียซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นที่ที่ปลอดภัยจากโรคเอดส์ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น จากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้รัฐทมิฬ นาดู พบว่า มากกว่า 2% ของคนในชนบทติดเชื้อไวรัสเอดส์ ซึ่งเทียบเท่ากับประชากร 500,000 คนในหนึ่งรัฐที่เล็กที่สุดของอินเดีย ส่วนอีก 10% เป็นโรคที่ติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ดังนั้นโอกาสที่จะติดเชื้อโรคอื่นๆ จึงเป็นไปได้อย่างมาก จากการสำรวจผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเมืองพูนา รัฐมหาราชตระ (Maharashtra) พบว่า มากกว่า 90% ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใคร ยกเว้นสามีของพวกเขา แต่กระนั้น 13.6% ก็ติดเชื้อไวรัสเอดส์ ในประเทศจีนก็มีจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์ที่ใกล้เคียงกัน

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโรคเอดส์

โดยทั่วไปแล้วยิ่งเศรษฐกิจมีความก้าวหน้ามากเท่าใด ก็ยิ่งได้รับผลกระทบจากจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ที่สูงมากขึ้นเท่านั้น ในแอฟริกาใต้ซึ่งความล้ำหน้าทางด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ได้เผชิญกับการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะและไม่สามารถ ที่จะสูญเสียกำลังคนได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว ในขณะที่ประชากรในประเทศ กำลังพัฒนาซึ่งร่ำรวยกว่า มีเงินออกที่จะใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลมากกว่า ในประเทศที่ยากจน และในประเทศที่ผู้คนมีประกันสุขภาพและประกันชีวิต อุตสาหกรรมเหล่านั้นก็จะเผชิญกับข้อเรียกร้องมากขึ้น บริษัทประกัน ป้องกันตนเองด้วยการคิดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มากขึ้นหรือไม่ก็ปฏิเสธ ที่จะขยายประกันให้กับลูกค้าที่ติดเชื้อเอชไอวี ในซิมบับเวค่าเบี้ยประกันชีวิต เพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่าในสองปี เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นบีบบังคับให้ผู้คนจำนวนมากขึ้น ต้องหันไปพึ่งพาการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ ในแอฟริกาใต้ 35-84% ของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขก่อน 2005 จะเป็นค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

การวิจัยเกี่ยวกับผลของโรคเอดส์ต่อธุรกิจส่วนตัวนั้นมีน้อยอยู่มาก แม้แต่เรื่องเล่าก็ยังเป็นสิ่งที่หายากในบางประเทศ บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องจำกัดจำนวนวันที่พนักงานอาจจะลาเพื่อไปร่วมงานศพ ในแซมเบียกำลังประสบกับการขาดแคลนไฟฟ้า เพราะว่าวิศวกรจำนวนมาก ได้เสียชีวิตลง เกษตรกรในซิมบับเวพบว่า ต่างประสบปัญหาในการทดน้ำ เข้าสู่ทุ่งนา เพราะอุปกรณ์ทองเหลืองบนท่อน้ำของพวกเขา ได้ถูกขโมยไปทำเป็นที่จับสำหรับโลงศพ ในแอฟริกาใต้นายจ้าง ในบริษัทขนาดใหญ่ต้องเสนอผลตอบแทนเพิ่มขึ้นรวมทั้งค่าจ้าง ขณะลาป่วย บริษัทต่างๆ พบว่าพนักงานจำนวนมากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และทำประโยชน์ได้น้อยลงเมื่อพวกเขาป่วย แต่กลับมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น ที่พยายามที่จะกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวเกี่ยวกับโรคเอดส์ในหมู่คนงาน ของพวกเขาและพิจารณาว่าบริษัทจะจัดการกับโรคเอดส์อย่างไร

โรคเอดส์ทำให้ในภาครัฐซึ่งมีงบในส่วนของเงินบำนาญ และค่าตอบแทนด้านสุขภาพสูงมีค่าใช้จ่ายที่เกินงบและทำให้เกิด ความยากลำบากในการให้บริการ แอฟริกาใต้ข้าราชการประมาณ 15% ติดเชื้อเอชไอวี แต่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ กลับไม่มีการวางแผน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเจ็บป่วยที่จะตามมา การศึกษา ก็จะประสบปัญหาเช่นกัน ในบ๊อทสวานา จะมีครูซึ่งเสียชีวิต ด้วยโรคเอดส์ประมาณ 2-5% ในแต่ละปี และมีครูที่ลาป่วย เป็นระยะเวลานานมากขึ้น

แม้ว่าในระดับมหภาคผลกระทบของโรคเอดส์เริ่มปรากฏทีละน้อยๆ แต่ในระดับครัวเรือน ผลกระทบเป็นไปอย่างฉับพลันและร้ายแรงมาก เพราะเมื่อหัวหน้าครอบครัวเป็นโรคเอดส์ ครอบครัวของเขา (หรือเธอ) จะยากจนลงกว่าสองเท่าตัว เมื่อรายได้ส่วนนี้หายไป ญาติๆ ก็ต้องอุทิศเวลา และเงินทองเพื่อเป็นค่าดูแลรักษาเขา ลูกสาวก็มักจะถูกบังคับให้ออกจากโรงเรียน เพื่อมาช่วยครอบครัว ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มักจะไม่ใช่สมาชิกคนเดียว ในครอบครัวที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะมันสามารถแพร่ไปยังสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวได้ โดยสามีแพร่โรคให้กับภรรยา แม่แพร่ให้กับลูก

อุปสรรคในการป้องกันโรคเอดส์

สิ่งที่จะสามารถหยุดยั้งโรคระบาดได้ดีที่สุด คือ วัคซีนที่มีราคาถูก ซึ่งกำลังมีการดำเนินการค้นคว้าอยู่ แต่วัคซีนสำหรับเชื้อเอชไอวี ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว อย่างเชื้อเอชไอวี เป็นสิ่งที่ยาก และเสียค่าใช้จ่ายสูงมากในการคิดค้นขึ้นมา สำหรับประเทศที่ยากจน วิธีเดียวที่ได้ผลคือ การมุ่งไปที่การป้องกัน แต่การจะทำเช่นนี้เป็นเรื่องยาก เนื่องจากเหตุผลหลายประการ ดังต่อไปนี้

จะต่อสู้กับไวรัสได้อย่างไร

แม้ว่าการป้องกันรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะดูหมอหวัง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ เพราะมีสามประเทศที่ประสบผลสำเร็จ ในหลายด้านเกี่ยวกับโรคเอดส์ คือ

เป็นประเทศแรก ความลับของความสำเร็จประการหนึ่ง ของประเทศไทยก็คือ การรวบรวมข้อมูลที่เที่ยงตรงแม่นยำและเหมาะสม เชื้อเอชไอวีถูกตรวจพบเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อกลางทศวรรษ ที่ 1980 ในหมู่ชายที่เป็นพวกรักร่วมเพศ กระทรวงสาธารณสุข จึงเริ่มตรวจตรากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอื่นๆ โดยทันทีทันใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โสเภณีและผู้ที่ติดเฮโรอีนจำนวนมากในประเทศ ในครึ่งปีแรกของปี 1988 พบว่า การติดเชื้อเอชไอวีในหมู่ผู้ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ที่ถูกตรวจสอบที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครพุ่งขึ้น จากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 30 หลังจากนั้นไม่นานจำนวนโสเภณี ที่ติดเชื้อเอชไอวีก็เพิ่มมากขึ้น

การสำรวจพฤติกรรมทางเพศของคนไทยจึงถูกจัดทำขึ้นโดยทันที ผลลัพธ์ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ชายปล่อยตัวไปกับเพศสัมพันธ์ในธุรกิจการค้าประเวณี โดยไม่ป้องกันเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าประหลาดใจได้ถูกเผยแพร่ออกไป คนไทยได้รับการเตือนว่าหากไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเพศ อาจจะติดเชื้อเอชไอวีได้ โครงการรณรงค์ให้ "ใช้ถุงยางอนามัย 100%" สามารถชักชวนให้โสเภณียืนยันที่จะป้องกันตนเองได้ถึงร้อยละ 90 เมื่อให้บริการกับลูกค้าที่ไม่ใช่ขาประจำ

กลางทศวรรษที่ 1990 รัฐบาลใช้เงิน 80 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ไปกับการให้ความรู้เรื่องเอดส์และการรักษา ในช่วงปี 1990-93 สัดส่วนของชายหนุ่มที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่แต่งงานลดลงครึ่งหนึ่ง จากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 15 ในขณะที่ผู้หญิง อัตราส่วนนี้ลดลง จากร้อยละ 1.7 เหลือร้อยละ 0.4 การไปอาบอบนวดก็ลดจำนวนลงเช่นกัน มีรายงานว่าในปี 1993 มีผู้ชายเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ไปเที่ยวโสเภณี โดยลดลงจากร้อยละ 22 ในปี 1990 ในหมู่ทหารเกณฑ์บางหน่วยในภาคเหนือ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งและมีการตรวจสอบอยู่เสมอ สัดส่วนของผู้ที่ใช้จ่ายเงินไปกับการมีเพศสัมพันธ์ลดลงจากร้อยละ 57 ในปี 1991 เหลือร้อยละ 24 ในปี 1995 การใช้ถุงยางอนามัย กับการมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 61 ในปี 1991 เป็นร้อยละ 93 ในปี 1995

คนมักจะโกหกเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการประพฤติตัวดีที่รายงานไว้จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึง การประพฤติตัวดีจริงๆ แต่การติดต่อของโรคลดจำนวนลง แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนที่โกหก จำนวนของโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งได้รับรายงานจากคลินิกของรัฐบาลลดลงจากกว่า 400,000 ราย ในปี 1986 เหลือเพียงต่ำกว่า 50,000 รายในปี 1995 การแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวีในกลุ่มทหารเกณฑ์ทางภาคเหนือ ลดลงครึ่งหนึ่ง จากกว่าร้อยละ 7 เหลือต่ำกว่าร้อยละ 3.5 ในช่วงปี 1993-1995

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ความสำเร็จของรัฐบาลในการชักชวน ให้ประชาชนรู้ว่ากำลังตกอยู่กับความเสี่ยงในระยะยาว ก่อนหน้าที่จะเห็นผู้ที่ตนคุ้นเคยเสียชีวิตจากโรคเอดส์ ไม่มีความพยายามในการลดการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวี เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้นักท่องเที่ยวตื่นกลัว เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเคนยา คนไทยได้รับการเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับอันตรายจากเชื้อเอชไอวี โดยได้รับการบอกกล่าวว่าจะหลีกเลี่ยงการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างไร และเปิดโอกาสให้เลือกตนเอง โดยคนส่วนใหญ่ตัดสินใจว่า ชีวิตที่ยืนยาวเป็นสิ่งที่น่าพิสมัยมากกว่าการมีอายุสั้น

อูกันดาเป็นประเทศที่สองที่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่ประเทศไทยแสดงให้เห็นสิ่งที่เป็นไปได้ในประเทศ ที่ประชาชนได้รับการศึกษาดีและค่อนข้างร่ำรวย แต่อูกันดา แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ในประเทศที่ยากจนและแทบจะไม่รู้หนังสือ ก็ยังมีความหวังอยู่ โดยประธานาธิบดีโยริเว มูเซเวนิ (Yoweri Museveni) ตระหนักถึงการคุกคามของโรคเอดส์ในช่วงเวลาไม่นาน หลังเข้ารับตำแหน่งในปี 1986 และทั้งประเทศก็เต็มไปด้วยคำเตือน ในการต่อต้านโรคเอดส์

กุญแจสู่ความสำเร็จของอูกันดามีสองขั้น อย่างแรกก็คือ มร.มูเซเวนิ สั่งการให้ทุกกระทรวงเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้ และริเริ่มโครงการของตนเองขึ้นมาจัดการกับเชื้อไวรัสนี้ แบบสำรวจที่แม่นยำเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศถูกจัดทำขึ้น ด้วยเงินเพียง 20,000-30,000 เหรียญสหรัฐเท่านั้น อย่างที่สองก็คือ มร.มูเซเวนิตระหนักว่ารัฐบาลของตน สามารถกระทำได้ในงบประมาณที่จำกัด ดังนั้นจึงได้อนุญาตให้องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หลายแห่งที่ได้รับเงิน สนับสนุนจากต่างประเทศ ทำสิ่งใดๆ ก็ตามที่เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยง

ยกตัวอย่างเช่น The Straight Talk Foundation ซึ่งไม่ได้ทำเพียงแค่เตือนให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับโรคเอดส์เท่านั้น แต่ยังจัดการกับความซับซ้อนและสับสนทางเพศอีกด้วย โดยเจ้าหน้าที่ ให้แบบฝึกหัดมีบทบาทสำคัญในโรงเรียนของอูกันดา เพื่อสอนให้วัยรุ่นรู้ว่าทำตัวอย่างไรในสถานการณ์ที่รัญจวนใจ ในจดหมายข่าวของกองทุนฯ ซึ่งเผยแพร่ฟรี ครอบคลุมทุกอย่าง ตั้งแต่การฝันเปียกไปจนถึงว่าจะทำอย่างไรถ้าถูกข่มขืน คนงานที่ป่วยเป็นโรคเอดส์จากแอฟริกาใต้และซัมบับเวที่มาเยี่ยมเยียน ถาม แคเธอรีนวัตสัน ผู้อำนวยการกองทุนฯ ว่า ทำอย่างไร จึงได้รับอนุญาตจากรัฐบาลในการเผยแพร่สิ่งพิมพ์ดังกล่าว และต่างก็ประหลาดใจเมื่อได้ยินว่าเธอกล่าวไม่จำเป็นต้องถาม

บรรยากาศของการโต้แย้งในเรื่องดังกล่าวอย่างอิสระ ทำให้ชาวอูกันดาเลื่อนกิจกรรมทางเพศต่อไป ทำให้มีคู่นอนน้อยลง และใช้ถุงยางอนามัยมากขึ้น ในช่วงปี 1991 ถึง 1996 การติดเชื้อเอชไอวีในหมู่หญิงในคลินิกฝากครรภ์ในเมืองลดลงครึ่งหนึ่ง จากประมาณร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 15

เป็นประเทศที่สามที่ประสบความสำเร็จในเรื่องดังกล่าว หากอูกันดาแสดงให้เห็นว่า ประเทศที่ยากจนสามารถปรับเปลี่ยน โรคระบาดได้อย่างไร เซเนกัลก็แสดงให้เห็นว่า จะสามารถระงับการแพร่กระจายของโรคจากสถานที่แรกได้อย่างไร ประเทศแอฟริกาตะวันตก ประเทศนี้โชคดีที่อยู่ห่างไกล จากบ่อเกิดของเชื้อเอชไอวีหลายพันไมล์ ในกลางทศวรรษที่ 1980 ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาถูกคุกคามด้วยโรคเอดส์ เซเนกัลยังคงเป็นเขตปลอดเอดส์ จากความร่วมมือกับองค์การพัฒนาเอกชน และสื่อมวลชน รัฐบาลของเซเนกัลจึงได้จัดตั้งโครงการควบคุมเอดส์แห่งชาติขึ้นมา เพื่อให้เป็นเขตปลอดโรคเอดส์ต่อไป

ในซ่องของเซเนกัลซึ่งมีการออกกฎระเบียบตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 การใช้ถุงยางอนามัยจึงได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี การบริจาคโลหิตของประเทศได้รับการตรวจสอบตั้งแต่เบื้องต้นอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความรู้อย่างจริงจังทำให้ 95% ของผู้ใหญ่ชาวเซเนกัลรู้ว่า จะหลีกเลี่ยงการตอดเชื้อไวรัสเอดส์อย่างไร ยอดขายถุงยางอนามัย เพิ่มขึ้นจาก 800,000 ขึ้นไนปี 1988 เป็น 7 ล้านชิ้นในปี 1997 ระดับการติดเชื้อเอดส์ของชาวเซเนกัลยังคงคงที่และอยู่ในระดับต่ำ เป็นเวลาถึงสิบปีมีการติดเชื้อในกลุ่มสตรีมีครรภ์ประมาณ 1.2%

จะลังเลใจและตายอย่างไร

แอฟริกาใต้มีทรัพยากรและทักษะต่างๆ ในระดับที่อูกันดา จะต้องประหลาดใจ และยังมีแผนการป้องกันโรคเอส์ที่ยอดเยี่ยม ที่ได้รับการยอมรับจากคณะรัฐมนตรีใหม่ในปี 1994 แต่แผนนี้ ไม่เคยได้รับการนำไปปฏิบัติเนื่องจากรัฐบาลชอบที่จะปรึกษา "ผู้มีส่วนร่วมในสังคม" ทุกฝ่าย ดังนั้นแผนใหม่จึงถูกร่างแล้วร่างอีกเป็นนิจ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่สามารถทำหน่าที่ได้ โดยปราศจากคำสั่งจากรัฐบาลกลาง องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ หลายองค์กรซึ่งต้องพึ่งพาด้านการเงินจากผู้มีอำนาจ เสียเวลาหลายเดือนเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าตำแหน่งฝ่ายบริหารอาวุโส มีคนดำรวมอยู่ด้วยเพื่อจะทำให้พรรคแอฟริกาแห่งชาติ ที่ครองอำนาจอยู่ในขณะนี้พอใจและทำให้องค์กรเหล่านี้มีเสรีภาพ ในการทำการทดลองน้อย

"มีแนวคิดว่าหากคุณไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล คุณกำลังทรยศ ต่อการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ"
แมรี่ ครู หัวหน้าโครงการโรคเอดส์ในใจฮันเนสเบิร์ก กล่าว ด้วยเหตุนี้ทหารในกองทัพแอฟริกาใต้จึงไม่ใส่ใจในโครงการดังกล่าว และตัดปลายของถุงยางอนามัยที่ได้รับฟรีทิ้ง และจากการรายงานของ ดร.เนสแม็คแคร์โรส์แห่งโรงพยาบาลเกรย์ ในเพียเทอร์ มาริทซ์เบิกพบว่าเชื้อเอชไอวีได้แพร่ระบาดทั่วแอฟริกาใต้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าไม่มีมาตรการป้องกันใด ๆ เลย

ความล้มเหลวนั้นไม่มีผลใดๆ ต่อแอฟริกาใต้เลย รัฐบาลส่วนใหญ่ ไม่ตื่นตัวในการที่จะตระหนักถึงภัยจากโรคเอดส์ ตั้งแต่เมืองบูลาวาโย มาจนถึงปักกิ่ง การขาดความกระตือรือร้นและความอายเป็นอุปสรรค ต่อความพยายามต่างๆ ในการป้องกันโรคเอดส์

ในประเทศที่ปกครองระบอบกษัตริย์เช่น คองโกลและแองโกลา แทบไม่มีความพยายาในการป้องกันโรคเลย คนจำนวนมากเชื่อว่า สาเหตุที่เป็นสิ่งยับยั้งหนึ่งในสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์มากที่สุด ก็คือความสิ้นหวัง ตามที่นักเขียนนวนิยายชาวซิมบับเว มร.เชินเจอไร โอฟ ได้กล่าวถึงการยอมสภาพความเป็นไปโดยไม่คิดทำอะไรให้ดีขึ้นว่า
"เมื่อพวกผู้หญิงแต่งตัวเพื่อที่จะฆ่า เราทุกคนก็กำลังจะตาย"
แต่หากแรงผลักดันเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งพื้นฐาน ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ก็เป็นสิ่งพื้นฐานเช่นกัน ถ้ารัฐบาลต่างๆ ในประทศที่ยากจนตื่นตัวเรื่องความจำเป็นในการที่จะชักชวนพลเมืองว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยมิได้ป้องกันเป็นการเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย มร.โฮฟ อาจจะพูดผิดก็ได้

บทความนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อจากรายงานของ UNAIDS AIDS Epidemic Update (December 1998), AIDS in Africa (November 1998) และ "A measure of success in Uganda" (May 1998)

ดิ อีโคโนมิสต์ เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่นำเสนอข่าวคราว ความเคลื่อนไหวในเวทีโลกและวงการธุรกิจ พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึก ที่ให้มุมมองแบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ว่ามีความเป็นอิสระในด้านเนื้อหาและการนำเสนอความคิด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเมือง ธุรกิจ การเงิน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศิลปะ วรรณคดี หรือกีฬา นิตยสารฉบับนี้มีผู้อ่านประจำที่เป็นผู้นำประเทศ มืออาชีพในวงการต่างๆ และผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก รวมทั้ง ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก โดยในปัจจุบันมียอดพิมพ์มากกว่า 79,500 ฉบับ

หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ : ในกรณีที่ใช้ข้อมูล ความเห็น และรายงานสำรวจจากนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ จะต้องอ้างอิง แหล่งที่มาแห่งนี้ประกอบด้วย
ออกข่าวในนาม ดิ อีโคโนมิสต์ โดย เพรสโก้ แซนด์วิค (ประเทศไทย) จำกัด ธนาภรณ์ เจริญรัฐ โทรศัพท์ 273-8800


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600