[ คัดลอก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 ]

ช่วยด้วย "ผม" จะร่วงแล้ว !


ใครที่เคยได้ยินคำโฆษณาดังกล่าว คงพอ จะนึกออกถึงภาพยนตร์โฆษณาแชมพูยี่ห้อหนึ่ง ที่สื่อออกมาถึงภาพชายหนุ่มคนหนึ่งกำลัง ไต่เชือกพร้อมกับเอะอะโวยวายว่า กำลังจะตก เหว ในขณะที่อีกหนึ่งหนุ่มยังยิ้ มได้ว่าพร้อมกับพูดว่า "ผมไม่ร่วง" วลีสะเทือนใจคนผมบาง ที่ฟังทีไร ต้องปวดใจไม่น้อย

อันที่จริง วิทยาการต่างๆ เกี่ยวกับการรักษารากผม ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่คนผมน้อย ต่างเสาะแสวงหาเพื่ อฟื้นคืนชีวิตให้เส้นผมก่อนที่จะหันหลังลาขาด กับหนังศีรษะ มานานทศวรรษ

เรื่องของ "ผม" ที่เคยดกดำและกำลังจะเปลี่ยนไปเป็นหัวล้านนี้... แม้หลายคนยอมรับ กับปรากฏการณ์นี้ แต่อีกหลายคนก็เครียด กับ มัน จนต้องพยายามหาวิธีการรักษา ในทุกวิถีทาง ถึงแม้จะต้องเสีย เงินเสียทองมากแค่ไหน ก็ยอม

จะเห็นว่าทุกวันนี้การโฆษณาแก้ปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมหรือรักษาอาการของผม จากสื่อ ต่างๆ มีให้เห ็นกันเกร่อ มีทั้งการใช้แชมพูสระผม การนำรกแกะนำมาวางไว้ที่ศีรษะ การใช้ยาสารพัดชนิดทั้งสมุนไพรและแผนปัจจุบัน รวมถึงการถักทอ ตลอดจนการใช้วิทยาการทาง การแพทย์สมัยใหม่ ด้วยวิธีศัลยกรรมปลูกผม

ธุรกิจหากินกับคนผมน้อย...นับวันยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เท่าที่สำรวจคือ ทุกรายมักจะไม่บอกถึงรายละเอียดในเรื่องราคา และการรักษา

"เมืองไทยไม่มีองค์กรใดเข้มแข็งพอที่จะดูแลไม่ให้สาธารณชนถูกเอาเปรียบ ส่วนใหญ่ มักเลือกซื้อยาแก้ผมร่วง ผลิตภัณฑ์รักษาเส้นผม ยากระตุ้นรากผม ตามซูเปอร์มาร์เกตหรือ คลินิคทุกยี่ห้อล้วนราคาแพงทั้งสิ้น" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเส้นผมคนหนึ่งกล่าว

แม้ว่าแพทย์ผู้นี้จะไม่อ้างถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ของบ้านเราว่า สมควรเข้ามาดูแลในเรื่องนี้หรือไม่ แต่เป็นที่รู้กันทั่วไปในวงการแพทย์ว่า ปัจ-จุบันยังไม่มียาตัวใด หรือสารกระตุ้น ชนิดใดสามารถปลูกผมให้ขึ้นได้ 100%

สำหรับการใช้ยา เมนอกซิเดิล (Minoxidil) หรือยาลดความดัน ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์ปัจจุบัน นิยมนำมาใช้กันมากที่สุด ถึงแม้ยาชนิดนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผมขึ้น และมีสีเข้มขึ้นได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก เนื่องจากผมไม่ได้ขึ้นเฉพาะบริเวณศีรษะเท่านั้น แต่จะมีขนขึ้น ในทุกส่วนทั่วร่างกายและจะต้องกินตลอดไป เพราะถ้าเลิกกินเมื่อไหร่ ผมเหล่านั้น ก็จะร่วงเหมือนเดิม และ ยิ่งร่วงมากขึ้น หากเกิดกรณีร่างกายดื้อยา

"ไมนอกซิเดิล ทำหน้าที่ขยายหลอดเลือด หากคนกินยานี้เข้าไปแล้ว ต้องผ่าตัด ก็จะทำให้เลือดออกมากกว่าปกติ"นายแพทย์คนเดิมกล่าว

ยารักษาผมร่วงอีกขนานคือ ไฟเนสเตอ-ไรด์ (Finesterride) เป็นยาออกฤทธิ์ ต้านฮอร์โมนเพศชาย ตัวทำให้เกิดผมร่วง ทว่ายาตัวนี้ต้องกินก่อนผมร่วงจึงจะได้ผล ฉะนั้นจะต้องเริ่มกินตั้งแต่อายุยังน้อยๆ และกินตลอดไปด้วย

ปัจจุบันยาตัวนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองและวิจัย แพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้เช่นกัน ที่สำคัญยาตัวนี้ยังไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย เ พราะทางสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) ยังไม่อนุญาต ในขณะยาตัวแรกได้ผ่าน การอนุ-ญาตนานแล้ว

ส่วนยาตัวอื่นๆ ที่ขายกันตามท้องตลาดทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นของปลอมทั้งสิ้น ฉะนั้นการนำมาใช้จึงต้องใช้วิจารณญาณด้วยตนเองให้มาก ไม่เช่นนั้นอาจถูกหลอกได้ง่ายๆ เพราะนอกจากจะโดนหลอกเอาเงินแล้ว ยังโดนหลอกทำให้ผมร่วงก่อนวัยอันควรอีกด้วย ดังนั้นการที่ใครคนใด คนหนึ่งมีศีรษะล้านนั้นไม่ใช่เรื่องที่ประหลาด แต่เป็นเรื่องปกติต่างหาก เพียงแต่เราทำใจได้ไหมเท่านั้นเอง

แต่ถ้าหากใครต้องการดิ้นรนหายามารักษาจริงๆ ก็ควรมาปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน ก่อนเป็นการดีที่ สุด... แม้บางคนได้พยายามเสาะแสวง หายาสมุนไพรชนิด ต่างๆ ทั้งกินและทา เพื่อว่าจะช่วยทำ ให้ผมที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นนั้น แต่ในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะวงการแพทย์เชื่อว่า ยาสมุนไพรเหล่านั้น ถึงแม้จะไม่มีโทษ แต่ก็ไม่มีประโยชน์ สักเท่าไหร่

"ถ้าเป็นสมุนไพรก่อนใช้ควรจะศึกษาให้ดี ผมบอกให้รู้นะว่า ถ้าดีจริงควรได้ผลตลอดชีวิต คุณลองคิดดูว่าเดือนหนึ่งเสียตังค์ไปเท่าไหร่ ปีหนึ่งเท่าไหร่ และยาพวกนี้ ราคาคงขึ้นไปเรื่อยๆ หากต้องใช้ตลอดไป คุ้มหรือเปล่า พูดง่ายๆ คือ ยาสมุนไพร เดี๋ยวนี้มีเยอะมากเลย ส่วนใหญ่จะบอกว่ายาตัวเอง มีสรรพคุณดีอย่างนั้น อย่างนี้ ถ้าดีจริงจะต้องผ่าน อย.ซิ"" เจ้าหน้าที่จาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาพูดให้ฟัง

นพ.ดำเกิง ปฐมวาณิชย์ นายแพทย์ที่ศึกษาเรื่องการปลูกผมจากสหรัฐอเมริกา เจ้า ของ stough clinic และแฮร์คลับ อินเตอร์-เนชั่นแนล กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้คนหัวล้านว่ามี 2 ประการ ด้วยกัน
ประการแรก เกิดจากความผิดปกติของหนังศีรษะเช่น สกปรก มีไขมันมากผิดปกติ หรือ ผมร่วงเพราะแพ้สารบางอย่างเ ช่น ยา รวมไปถึงความเสื่อมโทรมของร่างกาย และวัยที่มากขึ้น อาการเหล่านี้สามารถบำบัดได้ด้วยการใช้ยาสระผม หรือยาบำรุงผม
ประการต่อมา เกิดจากพันธุกรรม เนื่องจากคนพวกนี้มียีนหัวล้านอยู่ในเซลล์รากผม ทำให้มีอาการผมร่วงเรื่อยไป จนถึงล้านเตียน ไม่ว่าจะล้านแบบใด ก็ไม่สามารถ หยุดอาการผมร่วงได้ และใครที่มีบรรพบุรุษหัวล้าน มรดกเหล่านี้จะตกถึงลูกหลาน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"หัวล้าน โดยพันธุกรรม ร่างกายจะตั้งโปร-แกรมไว้เลยว่า พออายุ 30 ปี จะร่วงเท่านี้ 40 ปี จะร่วงเท่านี้" นพ.ดำเกิงบอก อย่างไรก็ดี ทางเลือกในการรักษาของคนกลุ่มนี้ ในปัจจุบัน จึงมี 3 ทางด้วยกัน คือ การใส่ผมปลอมหรือวิก การถักทอ และการปลูกผม

จะเห็นว่าผมปลอมหรือวิกนั้น ส่วนใหญ่ทำมาจากไนลอน, ไฟเบอร์ หรือผมคนอื่น นำมาเย็บ หรือมัดติดกันเป็นแผง จากนั้นนำมาครอบปกปิดศีรษะที่ล้าน หรือเถิก แต่ปัจุบัน ได้วิวัฒนาการมาเป็นแบบ ทากาวติดกับ หนังศรีษะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่เรียกกันว่า บอนดิ้ง ซิส-เต็ม

ซึ่งระบบดังกล่าวนี้จะต่างจากการถักทออยู่มาก เพราะการทอผมแบบเดิมนั้น เมื่อผมเดิมยาวขึ้นมา แต่ผมปลอมยาวคงที่ ก็ต้องตัดแต่งทรงใหม่ เวลาลมพัด ว่ายน้ำ หรือเล่นกิฬา จะ สังเกตเห็นว่าผมจะโยกไปทั้งแผง

ผมปลอมเหล่านี้ นอกจากสังเกตได้ชัดว่า ไม่ใช่ของแท้แล้ว บางกรรมวิธี อาจเป็นโทษต่อเจ้าของอีกด้วย เ ช่น ติดเชื้อโรค เป็นฝีหนอง ยิ่งชนิดมัดติด หรือร้อยเข้ากับ หนังศีรษะด้วยแล้ว ก่อให้เกิดแผลเป็นได้ง่าย หรือถ้าโดนใครกระตุกแรงๆ ถึงขั้นหนังศรีษะฉีกขาดได้

แต่ละแบบแม้ดูจะอันตราย ทว่าก็มีประโยชน์อยู่บ้าง เช่น ในกรณีผมร่วงจากเคมีบำบัด หรือการฉายรังสี หรือในคนหัวล้านทั้งศีรษะแล้ว ไม่มีเซลล์รากผมให้ย้ายได้ อีกอย่าง ผู้คนมักเข้าใจผิดว่า การถักทอ แซมผม ปลอมนั้นคือ การนำผมปลอมแต่ละเส้น มาถักทอติดกับผมเดิมที่มีอยู่ เ พื่อทำให้ผมจริงปนกับผมปลอม แล้วดูว่ามีผมดกดำมากขึ้น

แท้จริงแล้วคือ หนึ่งในวิธีใช้วิกผมปลอม ซึ่งทำเหมือนหมวกไว้แล้วมายึดติดเข้ากับ หนังศีรษะเพื่อปกปิดศีรษะล้านเอาไว้เท่านั้น จะสังเกตเห็นว่า ผู้ใช้ไม่นิยมหวีเสย ให้เห็นไรผมตรงหน้าผากและเมื่อกาวโดนเหงื่อก็จะหลุดลอกออกมา และเมื่อผมจริงยาวขึ้น วิกก็จะหลวมจึงต้องถอดออกมาถักผูกมัดเข้าไปใหม่ ผมจริงที่มีอยู่น้อยอยู่แล้ว ก็จะถูกมัดถูกดึงทุกวันก็จะหลุดร่วงไปได้เช่นกัน แทนที่จะดีขึ้น กลับล้านหนักเข้าไปอีก "ที่สำคัญพวกนี้ราคาแพงทั้งสิ้น ตั้งแต่หมื่นขึ้นไปจนเกือบแสน และใช้ได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น"

ส่วนการผ่าตัดปลูกผมนั้น ซึ่งที่จริงแล้วคือ การย้ายเซลล์รากผมจากท้ายทอยที่ดกดำมากกว่า ไปยังบริเวณที่ล้านเตียนนั่นเอง ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี กล่าวคือ
  • วิธีเลาะหนังศีรษะจากหลังใบหูแล้วบิดไขว้ไปเย็บปะติดตรงบริเวณส่วนที่ล้านหรือ Flap ซึ่งเป็นวิธีที่คนนิยม ใช้น้อยมาก เพราะมีข้อเสียคือ มีแผลเป็นตรงบริเวณหน้าผาก ผมเข้มเกินไปและชี้ผิดธรรมชาติ
  • วิธีต่อมา วิธีตัดหนังศีรษะส่วนที่ล้านทิ้งไปแล้วเย็บส่วนที่มีผมเข้ามาติดกัน หรือ scalp reduction แต่ข้อเสียคือ มีแผลเป็นที่ใหญ่ และ จำนวนมาก ผมจะร่วงมากขึ้น ดีไม่ดีอาจเร่งทำให้เกิดศีรษะล้านมากขึ้นเข้าไปอีก จึงไม่นิยมอีก เช่นกัน
  • วิธีสุดท้ายคือ การย้ายเซลล์รากผมจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง Micrograft, minigraft โดยใช้หลักการง่ายๆ คือ การเอาเซลล์รากผมที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งคิดว่าจะอยู่กับเรา ตลอดชีวิตมาไว้ด้านหน้า วิธีนี้ถือเป็นการปลูกผมที่นิยมทำกันมากที่สุดในขณะนี้
นพ.ดำเกิง บอกว่าก่อนการรักษาจะต้องตรวจลักษณะของปัญหาก่อนว่า อาการหัวล้าน เกิดจากอะไร หากเกิดจากต่อมไทรอยด์ หรือโรคติดเชื้อต่างๆ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะปลูกผม เพราะปลูกไปแล้ว ก็จะร่วงหมดอีก แต่ หากเกิดจากกรรมพันธุ์ แม้กระทั่งโดนน้ำร้อนลวก ก็สามารถปลูกได้

หลังจากตรวจสอบสาเหตุเป็นที่แน่ใจแล้ว ก็จะวาดเงาบริเวณที่โล้น ว่าต้องการปลูกแบบไหน ด้วยดินสอ จากนั้นจะให้คนไข้กินยากล่อมประสาทเล็กน้อย เมื่อคนไข้ง่วงนอน ก็จะฉีดยาชาด้านหลัง ซึ่งมีเส้นผมที่ไม่มียีนพันธุกรรม เป็นตัวกำหนด เมื่อยาชาออกฤทธิ์ หมอก็จะใช้เครื่องเจาะ รูปร่างเหมือนจอบขุดดิน เจา ะเซลล์รากผมออกมา โดยแต่ละหลุมที่เจาะ จะมีเลือดออกมาเล็กน้อยเท่านั้น เพราะยาชาที่ฉีดเข้าไป มียาห้ามเลือดผสมอยู่ด้วย จากนั้นหมอก็จะเย็บปิดหลุม ที่ถูกขุดเส้นผมไป

"เราจะเจาะเลือดดูก่อนการผ่าตัดทุกครั้ง อย่างบางคนเป็นเอดส์ก็ไม่ควรมาปลูก เพราะช่วงอายุมันจะสั้น ที่สำคัญอาจเป็นอันตรายด้วย"

นายแพทย์ผู้นี้ยังบอกอีกว่าวันหนึ่งๆ สา-มารถปลูกผมได้เต็มที่ 1- 2 คนเท่านั้น เนื่องจากต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูงมากและจะต้องปลูกให้เสร็จภายในวันเดียว

"ภายใน 2-3 อาทิตย์ผมยาวประมาณ 1 ซม. แต่พอมาอาทิตย์ที่ 4 ผม ส่วนใหญ่จะร่วง สาเหตุที่ร่วงเพราะ ผมที่เราปลูกนั้นไม่ใช่รากผมเดิม จากนั้น 90 วันหลังจากปลูก ผมเริ่มยาวประมาณ 1.5 ซม. นพ.ดำเกิง อธิบายขณะทำการปลูกผมให้กับฝรั่งรายหนึ่ง ก่อนจะกล่าวปิดท้ายว่า อย่าไปซีเรียสกับมันมาก หัวล้านเป็นเรื่องธรรมดา ถือว่าทุกคนมีสิทธิ์ล้าน ไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งของชีวิต

แม้คุณหมอจะบอกว่า อย่าซีเรียสกับเรื่องดังกล่าว แต่คงไม่ใครอยากให้เหตุการณ์
"หนังหัวจ๋า ผมลาก่อน" เกิดขึ้นกับตนเองแน่นอน

ศูนย์ให้บริการแก้ปัญหาเส้นผมในปัจจุบัน
ชื่อ สถานที่ตั้ง วิธีการรักษาค่าใช้จ่าย หมายเหตุ
1. สถานบัน
stough clinic
อาคารพหล โยธินเพลส ปลูกผม 2 หมื่นบาท ขึ้นไป 619-0351-3
2. แฮร์คลับ อินเตอร์เนชั่นแนล อาคารพหล
โยธินเพลส
ยา/บอนดิ้ง
ซิสเต็ม
2 หมื่นบาท ขึ้นไป 619-0351-3
3. สมาพันธ์ เทรดดิ้ง ถ.ลาดพร้าว 15 ยาสมุนไพร/
เครื่องสำอาง
1,390 บาท/
หลอด
938-5421-4
4. คราวน์ อินเตอร์เนชั่นแนล แฮร์เซ็นเตอร์ อาคารสาธรธานี 1 สุขุมวิท ชลบุรี หาดใหญ่ เชียงใหม่ และนครราชสีมา ทอผม 1 หมื่นบาท ขึ้นไป 236-6011-3
5. นิราวัณ แฮร์เซ็นเตอร์ ถ.เพชรบุรี(ประตูน้ำ) ทอผม9,000 บาท ขึ้นไป 6425633-6
6. สเวนสัน แฮร์เซ็นตอร์ สีลม พหลโยธิน สุขุมวิท หาดใหญ่ เชียงใหม่ นครราชสีมา ยา/ โลชั่น แล้วแต่กรณี 231-8568
01-8159001
7. ค้ำคูณซาลอน ถ.สามเสน ดุสิต ยากิน ห่อละ 250 บาท 243-3236
01-6139424
8. เอส.ที.คลินิก วงเวียนใหญ่ ปลูกผม แล้วแต่กรณี 862-0845
9. ศูนย์สุขภาพ เส้นผม แฮร์แมกซ์ ฟิวเจอร์พาร์ค บางแค ยา/ทอผม แล้วแต่กรณี 4548573
10. ศูนย์เส้นผม พี.วี.กรุ๊ป พหลโยธิน ปลูกผม/
โลชั่น
ชุดละ 2,000 บาท 616-9750-2
11. ศูนย์ปลูกผม H.H.H. สมุทรปราการ ปลูกผม แล้วแต่กรณี 752-3590-1
12. อาจณรงค์ คลินิก ถ.อาจณรงค์ คลองเตย ปลูกผม แล้วแต่กรณี 249-1948
13. ศูนย์สุขภาพ และความงาม รพ.กรุงเทพ ซ.ศูนย์วิจัย ปลูกผม แล้วแต่กรณี 310-3004
14. คลินิกปลูกผมหรือ Thailand Hair Tranplant Center จ.เชียงใหม่ ปลูกผมโดยการย้ายเซลล์
(Hair Transplant)
2 หมื่นบาท ขึ้นไป www.
thaihairclinic.com
ราคานี้ยังไม่รวมค่า maintainance ที่ต้องจ่ายอีกเช่น
ค่า ทอใหม่เมื่อผมยาว ค่าสระผม ค่าซ่อมแซมเวลาชำรุด ฯลฯ
ที่มา : ผู้จัดการรายวันรวบรวม

บทความจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน


main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600