มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 22 ฉบับที่ 323 มกราคม 2542]

สตรี "วัยทอง" กับการใช้ฮอร์โมน

ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ



" ตรีวัยทองก็คือ
วัยหมดประจำเดือน
ซึ่งหมายถึง
การมีประจำเดือน
ครั้งสุดท้าย
ที่ทราบได้
โดยการ
นับย้อนหลังไป
ภายหลัง
จากที่ไม่มี
ประจำเดือน
มานาน 1 ปี "

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สตรีวัยทองก็คือ วัยหมดประจำเดือน (Menopause : เมโนพอซ) ซึ่งหมายถึง การมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายที่ทราบได้โดยการ นับย้อนหลังไปภายหลัง จากที่ไม่มีประจำเดือนมานาน 1 ปี และในช่วงนี้จะมีอาการผิดปกติ เช่น ขี้หงุดหงิด, อาการร้อนวูบวาบ, มีการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์, อาการกระดูกพรุน, กระดูกเปราะบาง-หักง่าย, มีอาการของระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นผลมาจาก การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างมาจากถุงไข่ในรังไข่ โดยที่สตรีจะมีจำนวนถุงไข่ในรังไข่ลดลงเรื่อยๆ ในช่วงใกล้หมดประจำเดือน จำนวนฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน ขณะเดียวกันฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นมาได้เอง เพื่อป้องกันไม่ให้เอสโตรเจนกระตุ้นร่างกายมากเกินไป ช่วยรักสมดุลตามธรรมชาติก็จะลดลงด้วย ในสตรีวัยทอง ดังแผนภาพ

แผนภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในสตรีวัยทอง
ช่วงก่อนและหลังจากที่หมดประจำเดือน 3 ปี

จากแผนภาพข้างต้น ท่านจะเห็นได้ว่าจำนวนถุงไข่ลดลง ทำให้ระดับเอสโตรเจนลดลงอย่างไม่สม่ำเสมอ เป็นผลให้ประจำเดือน ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน 2 ปี เริ่มไม่สม่ำเสมอ มาบ้าง-ขาดบ้าง, มาน้อย-มามาก และไม่มีการตกไข่ ซึ่งก็หมาย ถึงไม่มีการตั้งครรภ์ได้อีกต่อไป

สรุปง่ายๆ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก็คือ เอสโตรเจนทำให้มีการตกไข่ และมีการเตรียมพร้อมของเยื่อบุภายในโพรงมดลูกที่จะบุตัวให้หนา มีเลือดมาเลี้ยงให้มากขึ้น พร้อมที่จะรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสม เกิดเป็นลูกน้อยของท่าน ในขณะที่ภายหลังการตกไข่ได้ 7-10 วัน จะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาเปลี่ยนแปลงเยื่อบุมดลูก ที่ไม่ได้มีไข่มาฝังตัวให้หลุดลอกออกมาเป็น "ประจำเดือน" หรือเมนส์ ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง ดังนั้นเมื่อจำนวนถุงไข่ลดลง ฮอร์โมนเอสโตรเจน ลดลงส่งผลให้โปรเจสเตอโรนลดลงด้วยอาการต่างๆ ที่ตามมาอย่างชัดเจนก็คือ

  • อาการของระบบทางเดินปัสสาวะและช่องคลอด

ทั้งสองระบบได้รับผลจากเอสโตรเจนคล้ายๆ กัน คือ เอสโตรเจนจะทำให้ช่องคลอดและระบบทางเดินปัสสาวะมีสภาวะเป็นกรด ช่วยป้องกันการลุกล้ำของเชื้อแบคทีเรียที่จะปนเปื้อนมาจากทวารหนัก ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เมื่อขาดเอสโตรเจน จะทำให้ความเป็นกรดลดลง ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เซลล์ ของระบบทางเดินปัสสาวะฝ่อลง ปัสสาวะบ่อยขึ้น กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และทำให้ช่องคลอดแห้ง-คันอีกด้วย

  • อาการร้อนวูวาบตามตัว

ทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที ผิวหนังบริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก จะแดงเหมือนมีกลไกมากระตุ้นให้เกิดการระบายความร้อน ของร่างกายออกมาทำให้ผิวหนังแดง และมีเหงื่อออกมากกว่าปกติ สาเหตุก็มาจากการเสียสมดุลของระบบฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ส่งผลไปกระทบต่อศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายไปด้วย

  • อาการกระดูกพรุน

โดยปกติ กระดูกจะมีกระบวนการทำลายและสร้างใหม่อยู่ตลอด โดยจะมีการสะสมของแคลเซียมเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก รวมถึงมีกระบวนการปรับรูปร่างของกระดูกให้เหมาะสม ในการรับน้ำหนักของร่างกาย ซึ่งการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน จะทำให้มีการทำลายกระดูกมากขึ้นและการสร้างกระดูกใหม่ไม่สมบูรณ์ ทำให้มวล (น้ำหนัก) ของกระดูกลดลงเข้าสู่สภาวะกระดูกพรุน เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นจึงมีคำแนะนำให้สตรีในวัยทอง รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ จนกระทั่งมี "นมเสริมแคลเซียม" ออกมาจำหน่ายพร้อมๆ กับอาหารเสริมแคลเซียมชนิดอื่นๆ

  • ผลต่อไขมันในเลือด

จากสถิติในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตันพบว่า สตรีก่อนวัยหมดประจำเดือนเป็นน้อยกว่าชายแต่เมื่อเข้าสู่วัยทอง ความเสี่ยงในการเกิดโรคจะเพิ่มมากกว่าชาย ทั้งนี้เนื่องจาก ผลของเอสโตรเจนมีต่อตับคือ เอสโตรเจนจะมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ ที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดไขมันของตับ ดังนั้นการขาดเอสโตรเจน จะมีผลทำให้ไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นอันตรายถึงขั้น หลอดเลือดตีบตันและโรคหัวใจตามมา

  • อาการประจำเดือนหดหายหรือกะปริดกะปรอย

ซึ่งเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจน รังไข่ และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นนั่นเอง

การรักษา

หลักการรักษา คือ การใช้ฮอร์โมนทดแทนหรือชดเชยส่วนที่ขาดไป ทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนโดยให้ร่วมกันเป็นรอบๆ เช่น ให้เอสโตรเจนในวันที่ 1-25 และให้โปรเจสเตอโรนในวันที่ 14-25 คล้ายกับระดับฮอร์โมนตามธรรมชาติ ขณะที่ยังมีประจำเดือนอยู่ และทำให้มีเลือดออกหลังการหยุดใช้ฮอร์โมนในแต่ละรอบ เหมือนการมีประจำเดือนปกติ หรือการใช้ฮอร์โมนทั้งสองร่วมกัน อย่างต่อเนื่องไปตลอด ซึ่งจะทำให้เลือดออกกะปริดกะปรอย ในช่วงเดือนแรกที่รับประทานยา จนเมื่อร่างกายปรับตัวได้ เลือดจะหยุดไหลไปเอง นอกจากสตรีนั้นจะตัดมดลูกทิ้งไปแล้ว ก็จะไม่มีประจำเดือนในทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม ยาทุกชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การใช้ยาฮอร์โมนทดแทน ก็เช่นกัน มีข้อห้ามใช้อยู่บ้าง

1. ผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์

เนื่องจากเอสโตรเจนกระตุ้นการแบ่งเซลล์ทั้งเซลล์ปกติ และเซลล์มะเร็ง แม้ว่าเซลล์มะเร็งจะได้รับการผ่าตัดออกไปแล้ว แต่ถ้ามีหลงเหลืออยู่ฮอร์โมนจะไปกระตุ้นการเจริญของเซลล์เหล่านั้น ให้กลับมาเจริญเติบโตเป็นมะเร็งอีก ดังนั้นสตรีทุกท่านโดยเฉพาะ เมื่อมีอายุเกิน 30 ปีไปแล้ว ควรจะตรวจภายในทุกปี และศึกษาวิธีคลำ หรือตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองและหมั่นตรวจอยู่เสมอๆ หากพบสิ่งผิดปกติใดๆ ต้องรีบไปพบสูตินรีแพทย์ ส่วนการรับประทานยาฮอร์โมนก็เช่นกัน ท่านต้องแน่ใจว่า ไม่มีมะเร็งหรือก้อนเนื้อผิดปกติของอวัยวะทั้ง 2 ที่จึงจะรับประทานได้

2. โรคตับ

โดยเฉพาะระยะที่มีอาการกำเริบ เช่น ตาเหลือง-ตัวเหลือง อ่อนเพลีย-หมดแรง เพราะเอสโตรเจนมีผลต่อระบบเอนไซม์ของตับ ส่งผลต่อเนื่องไปยังระดับไขมันในเลือด หลอดเลือดอุดตัน และโรคหัวใจตามมา

3. เป็นโรคเลือดหรือมีความผิดปกติในเรื่องการแข็งตัวของเลือด

กล่าวโดยสรุปก็คือ "วัยทอง" เป็นวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสตรีทุกคน แต่เราสามารถชะลอความแก่และลดอาการต่างๆ ของการขาดฮอร์โมนได้ ด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทน ซึ่งเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ในปัจจุบัน หลักในการใช้สรุปได้ดังนี้

ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600