"เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก" เป็นคำพังเพย
ที่ได้ยินมาหลายชั่วคนแล้ว ทั้งนี้เพราะการเป็นผู้หญิง
จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสรีรวิทยา
ในร่างกายอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ความตื่นเต้นตกใจ
เมื่อมีประจำเดือนครั้งแรกแล้วทำตัวไม่ถูกเพราะไม่มีใครสอนไว้ ตามมาด้วยวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องอุ้มท้องเพื่อให้กำเนิดบุตร ซึ่งอาจเป็นช่วงที่เป็นทั้งความทุกข์และความเจ็บปวดจากการคลอด ขณะเดียวกันก็เป็นความปลื้มปิติยินดีที่ได้เป็นแม่ ผู้รับผิดชอบต่อการทนุบำรุงเลี้ยงดูสมาชิกใหม่ในครอบครัว
แล้วในที่สุดวัยเจริญพันธุ์ก็จบลง
เพื่อก้าวเข้าสู่ระยะสำคัญในช่วงท้ายของชีวิต แต่เป็นช่วงแห่งความสุขที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของแม่มาครบถ้วน ระยะนี้จึงได้รับการขนานนามเป็นการแสดงความชื่นชมยินดี
ว่าเป็น "วัยทอง" ซึ่งผู้หญิงหลายคนแสดงความยินดี
ต้อนรับ เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่นำมาสู่ความอิสระ
ไม่ต้องมีภาระประจำเดือนอีกต่อไป
แต่วัยหมดระดู (MENOPAUSE) ก็เป็นช่วงเวลา
ที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งหากมีความรู้ความเข้าใจดี
จนสามารถทำตัวอย่างถูกต้องตลอดจนได้รับการบำบัดที่ดีแล้ว
ก็จะทำให้วัยนี้มีความสุขสันติสมชื่อจริงๆ การปรับตัวทำได้ไม่ยาก
ขอเพียงให้มองโลกในแง่ดีเป็น การเริ่มต้นเสียก่อน
วัยหมดระดูคืออะไร ?
ขอให้ท่านผู้อ่านทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า
การหมดระดูหรือเมโนพอซ (MENOPAUSE)
นั้นไม่ใช่ความผิดปกติหรือเป็นโรค
แม้ว่าวัยนี้จะมีอาการหลายอย่างเกิดขึ้น
แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางกายและอารมณ์
ที่มีผลกระทบผู้หญิงมากกว่าวัยอื่น ๆ
ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการของการหมดระดู
ระหว่างอายุ 40-45 ปี โดยที่ร่างกายผู้หญิงเมื่อย่างเข้าสู่วัยนี้แล้วนั้น รังไข่จะเริ่มไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นโดยฮอร์โมน
ของต่อมใต้สมอง (PITUITARY GLAND) เมื่อเป็นเช่นนี้
ฮอร์โมนเพศสำคัญ 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (ESTROGEN)
และโปรเจสเตอโรน (PROGESTERONE) ซึ่งปกติผลิตจากรังไข่
ก็จะมีปริมาณลดลง ประจำเดือนที่เคยมาเป็นระยะๆ
อย่างสม่ำเสมอก็เริ่มมาไม่เป็นเวลา มาช้าลงตามลำดับ
จนในที่สุดหยุดมาโดยสิ้นเชิง
เลือดประจำเดือนหยุดมานั้นไม่ว่าเลย
แต่กลับแถมด้วยอาการต่างๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า
หญิงทุกคนต้องมีอาการครบทุกอย่าง บางคนมีมาก
บางคนมีน้อย อาทิ เช่น
- ปวดศีรษะ
- นอนไม่หลับ
- เวียนศีรษะ
- วิตกกังวล
- หงุดหงิด
- เหงื่อออกมาก
- ใจสั่น
- เซ็ง เศร้าซึม เหนื่อยหน่าย เซื่องซึม
- ร้อนวูบวาบ บางคนร้อนตามใบหน้าและลำตัว
บางคนมีผิวหนังแดงก่ำ
- ความต้องการทางเพศลดลง
- คันช่องคลอดและช่องคลอดแห้ง ทำให้อักเสบ
และระคายเคืองได้ง่าย
- มีปัญหาในการขับถ่ายปัสสาวะ
เพราะเยื่อบุท่อปัสสาวะบางลง ปัสสาวะบ่อยขึ้น
และกระเพาะปัสสาวะอักเสบง่าย
- อารมณ์เปลี่ยนแปลง ความอดทนอดกลั้นลดลง
บ้างมีอาการหลงลืม
- วงจรการนอนหลับไม่แน่นอน
- ปวดตามข้อต่างๆ มีอาการคล้ายโรคข้ออักเสบ
- อารมณ์พุ่งพล่าน
- ผิวหนังแห้งและบางลง
- เส้นผมหยาบกร้านขึ้น
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แม้จะรับประทานอาหารเท่าเดิม
- เต้านมเคลื่อนคล้อยหย่อนยาน และมีขนาดเล็กลง
เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ผลจากการขาดฮอร์โมน
จะทำให้กระดูกสูญเสียแคลเซียม จนทำให้โครงสร้างของกระดูกบางลง
โดยการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดอย่างรวดเร็วภายใน 5 ปีแรก
หลังหมดระดู กระดูกจึงเปราะแตกง่ายเวลาหกล้ม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกข้อมือ สันหลังและสะโพก
การดูแลตนเองในวัยหมดระดู
นอกจากจะศึกษาหาความรู้ความเข้าใจ
ต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจในวัยหมดระดูแล้ว ขอให้ท่านผู้อ่านที่เป็นเพศหญิงดูแลเอาใจใส่ตนเองเพิ่มขึ้น ตั้งแต่การเลือกรับประทานอาหารที่ต้องด้วยสุขลักษณะ
โดยเฉพาะอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น นมสด,
ปลาตัวเล็ก หรือเสริมด้วยแคลเซียมชนิดเม็ดในขนาด
1000-1500 มิลลิกรัมต่อวัน
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพราะจะทำให้ร่างกาย
สมบูรณ์แข็งแรงเป็นผลดีต่อกระดูกส่วนที่ต้องรับน้ำหนักตัว
ปัจจุบันสูตินรีแพทย์จะนิยมแนะนำให้หญิงวัยหมดระดู
เข้าสู่โครงการบำบัดสตรีวัยทองโดยรับประทานฮอร์โมนเพศเสริม
(HORMONE REPLACEMENT THERAPY หรือ HRT) เพื่อให้เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนแก่ร่างกายแต่ก็มีข้อเสียคือ บางคนได้ฮอร์โมนแล้วเกิดอาการ
- คลื่นไส้
- น้ำหนักตัวเพิ่ม
- เจ็บเต้านม
- กลับมีประจำเดือนอีก
- ความกลัวมากที่สุดที่ยังไม่สามารถลบล้างได้หมด คือ
ความเป็นไปได้ว่ารับประทานฮอร์โมน (HTR) แล้วจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ
นั่นคือที่มาของความพยายามในการหาลู่ทางใหม่
เพื่อบำบัดอาการหมดระดูรวมทั้งการใช้สมุนไพร
ซึ่งก็เป็นหลักการที่ดีเพราะว่าการหมดระดูคือ
ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ดังนั้นการบำบัด
ก็สามารถแสวงหาจากธรรมชาติได้ด้วย
วัยหมดระดู :
การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่ใช้ธรรมชาติบำบัดได้
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะหมดประจำเดือน
(MENOPAUSE) ของสตรีที่ย่างเข้าสู่ช่วงวัย 40-50 ปีมีมากขึ้นตามลำดับ ครั้นเมื่อรู้ว่าไม่ควรปล่อยผู้หญิงวัยหมดระดูให้ชีวิตผ่านไป
โดยไม่ดูแล นักวิจัยจึงตามล่าหาความจริงจนได้คำตอบว่า
หนึ่งในวิธีการปรับปรุงชีวิตของหญิงวัยหมดระดูให้กลับสู่ปกติ
ได้มากที่สุด คือ การให้ "ฮอร์โมนเพศเสริม"
(HORMONAL REPLACEMENT THERAPY หรือ HRT )
ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือ การเลียนแบบธรรมชาติ กล่าวคือ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์มีการผลิตฮอร์โมนเพศอย่างไร ก็พยายามทำให้หญิงวัยหมดระดูให้ฮอร์โมนเพศเหล่านั้น เพื่อชะลดความทรุดโทรมของร่างกายส่วนต่างๆ
แต่ฮอร์โมนเพศที่นำมาเสริมให้แก่สตรีในวัยหมดระดู
ไม่อาจเลียนแบบธรรมชาติได้ 100% ผลก็คือ ผู้รับประทานอาจมีอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์แถมมาด้วย
อาทิเช่น
- คลื่นไส้
- อ้วนขึ้น
- มีจุดขึ้นตามตัว
- เต้านมคัด
- ตะคริวจับที่ขา
- กลับมีรอบเดือนใหม่
- ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดมะเร็งที่เต้านม
เมื่อเป็นเช่นนี้ นักวิจัยส่วนต่างๆ จึงมองหาทางออก
หรือทางเลือกอื่นๆ ที่จะมาทดแทน HRT ได้อย่างปลอดภัย
และได้ผล มีการเสนอแนะให้ได้ใช้วิธีไม่ต้องพึ่งยา เช่น
การปรับเปลี่ยนเรื่องอาหาร, รับประทานวิตามินเสริม,
ออกกำลังกายและการใช้สมุนไพร
พูดถึงสมุนไพรแล้วทำให้นึกถึงคำศัพท์ดีๆ
ภาษาอังกฤษหลายคำ เช่น ยาสมุนไพร (HERBAL MEDICINE)
และคำที่ผมชอบมากว่า คือ "พฤกษ์เภสัช" (PHYTO
PARMACEUTICALS) ซึ่งหลักการก็คือ การสกัดด้วยตัวยา
บำบัดโรคจากพืชนั่นเอง
ชาวอเมริกันเป็นผู้นำในทางเทคโนโลยี
และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนไปตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่พอใช้ชีวิตแบบป่าคอนกรีตไปนานๆ เข้าก็เกิดความเหงา
เปล่าเปลี่ยวแล้วเริ่มโหยหาธรรมชาติอยากกลับไปใช้ชีวิต
แบบธรรมชาติมากขึ้น และความรู้สึกนี้ก็ได้ลุกลามมาถึง
การใช้ยารักษาโรคด้วย กล่าวคือ ยาแผนปัจจุบัน
ที่ผลิตจำหน่ายแต่ละขนานนั้นมีข้อควรระวังมากมาย มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากยาทำพิษ
มีอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ บ้างก็เป็นเหตุการณ์เล็กๆ
น้อยๆ พอให้รำคาญ แต่บางเหตุการณ์อาจร้ายแรงถึงชีวิตได้ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับยาที่สังเคราะห์โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
ด้วยเหตุนี้ ในการสำรวจพฤติกรรมชาวอเมริกันเมื่อเร็วๆ นี้
จึงพบว่า คนที่อายุกว่า 18 ปีขึ้นไปนั้นราว 1 ใน 3
จะใช้สมุนไพรรักษาโรคต่างๆ โดย 53% บอกเหตุผลว่า
เชื่อในสรรพคุณ ส่วนอีก 65% เชื่อในความปลอดภัยของยา
ผู้หญิงที่มีอาการระดูหมดก็เป็นกลุ่มที่มองหา
สมุนไพรบำบัดอาการ และพวกเธอก็พบยาที่สกัดจากราก
และหัวรากของพืชที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Cimicifuga
racemosa หรือชื่อแบบชาวบ้านว่า BLACK COHOSH (โคโฮชดำ)
เพราะเป็นพืชสีดำ
พืชชนิดนี้พบเจริญเติบโตอยู่ทางภาคตะวันออก
ของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
เล่าขานเป็นตำนานต่อมาว่า ชาวอินเดียแดงพื้นเมือง
และชาวตะวันตกที่เดินทางมาสำรวจตั้งรกรากนั้น
ต่างใช้สารสกัดจากโคโฮชดำ ในการบรรเทาอาการปวดข้อ
ปวดกล้ามเนื้อและปวดประสาท ตลอดจนการบรรเทาอาการ
ของสตรีที่มากับภาวะหมดระดู, อาการต่างๆ ทางโรคสตรี, อาการปวดจากการคลอดบุตรและรูมาติซึม ทางประเทศจีนเอง
ก็มีตำรับสมุนไพรที่ใช้ลำต้นใต้ดินของพืชพันธุ์ Cimicifuga
ในการบรรเทาอักเสบ แก้ปวดและลดไข้
ท่านผู้อ่านที่สนใจค้นคว้าทางอินเตอร์เนท
หรือคอมพิวเตอร์อาจแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมุนไพรกลุ่มนี้
จากฐานข้อมูล DIMDI, MEDLINE, BIOSIS, Embase STN.
โดยใช้รหัสต่างๆ เช่น
Cimicifuga
C. racemosa
Actaea racemosa
Traubensilberkerze
Black cohosh
rootstock
Cimicifuga rhizoma
rhizome
cimicifuga root
แล้วท่านก็จะพบผลิตภัณฑ์ของบริษัทเชปเพอร์ แอนด์
เบรอเมอ จีเอ็มบีเอ็ช จากประเทศเยอรมนีขนานหนึ่งชื่อ
"เรมิเฟิน" (REMIFERMIN) ซึ่งมีจำหน่ายตั้งแต่ปี 2499
โดยมีหลักฐานบันทึกไว้ว่า ยานี้ใช้บำบัดความผิดปกติต่างๆ
ของสตรีเพศ อาทิเช่น อาการหมดระดู, ประจำเดือนผิดปกติ
(ไม่มีประจำเดือน, มีน้อยไป, ปวดประจำเดือนหรือมีบ่อยเกินไป) กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนมาและอาการที่เกิดขณะตั้งครรภ์
รายงานทางวิทยาศาสตร์บันทึกประสิทธิผลของยา
ที่สกัดจากรากโคโฮชดำ (C. racemosa) ที่ใช้ในผู้ป่วย 1500 ราย
ได้ผลดี ผู้ใช้ทนต่อยาได้ดีถึงดีมาก และมีงานวิจัยตีพิมพ์
ในวารสารวิชาการ GYNE (1982 : 3 : 14-16) ที่บันทึกการทดลองยาสกัดจากรากโคโฮชดำในผู้หญิง 704 ราย
ที่มีอาการเกี่ยวข้องกับวัยหมดระดูหลังจากรับประทานยา 6-8 สัปดาห์
แล้วอาการต่างๆ (ร้อนวูบวาบ, เหงื่อแตก, ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ,
ใจสั่นและปวดหู ตลอดจนอาการทางจิต เช่น วิตกกังวล, หงุดหงิด,
นอนไม่หลับ, เซ็งเศร้าซึม) ดีขึ้นใน 86% ของผู้ใช้ยาไปเพียง
4 สัปดาห์และ 93% ทนต่อยาได้ดี
เพื่อให้สรรพคุณของยายืนยันและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมขึ้น จึงมีการทดลองใช้สารสกัดจากโคโฮชดำในหญิงวัยหมดระดู
แล้วติดตามวัดผลด้วยตัวชี้วัด เช่น ดัชนีวัยหมดระดูของคัพเปอร์แมน
(KUPPERMAN MENOPAUSE INDEX) (ดูภาพประกอบ)
ถ้าตัวเลขรวมต่ำกว่า 15 จึงจะถือว่ายาได้ผล ปรากฏว่า
หลังใช้ยา 4 สัปดาห์ประสิทธิผลของยาก็ปรากฏ
และเมื่อสิ้นสุด 12 สัปดาห์ก็พบว่าผลสำเร็จของยา
ปรากฏอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
| |
before treatment |
after the 1st month |
2nd month |
3rd month |
4th month |
5th month |
6th month |
|
constant factor |
variable of the degree of severity |
| Symptoms |
4 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| hot flushes |
2 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| profuse sweating |
2 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| sleeping problems |
2 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| nervousness/irritability |
2 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| depressive moods |
1 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| feeling of vertigo |
1 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| inability of concentration |
1 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| joint pain |
1 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| headache |
1 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| heart palpitation |
1 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| total |
|
| |
| |
|
|
| |
| |
|
|
|
severe.....................3
moderate.................2
mild.........................1
not present..............0
เพื่อให้เห็นว่าสมุนไพรบำบัดมีผลเทียบเท่าฮอร์โมนเพศเสริม
(HRT) ที่ใช้ยาสังเคราะห์แผนปัจจุบันได้ จึงมีการทดลอง
เปรียบเทียบสารสกัดจากโคโฮชดำกับฮอร์โมนเอสโตรเจน
ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไป 12 สัปดาห์ ค่าดัชนีคัพเปอร์แมน
ของคนไข้ที่ได้สมุนไพรดีกว่ากลุ่ม HRT สมุนไพรนี้
จึงใช้แทนฮอร์โมนเพศเสริมได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาขณะเปลี่ยนยา แม้ในผู้หญิงที่ผ่านการผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออก
ก็สามารถใช้สมุนไพรนี้ได้
สารประกอบจากรากโคโฮชดำ (C. racemosa) นี้
จะเกาะกับเอสโตรเจนรีเซ็ปเตอร์ (ESTROGEN
RECEPTOR) โดยไม่แสดงฤทธิ์แบบฮอร์โมนเอสโตรเจนจริงๆ
ดังนั้นจึงไม่ส่งผลระยะยาวในการเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
อย่างที่ฮอร์โมนใน HRT เป็น
ท่านผู้อ่านที่อยู่ในวัยหมดระดูแล้วมีอาการต่างๆ จนเป็นที่รำคาญใจอาจพิจารณาใช้สมุนไพรสกัดจากรากโคโฮชดำ
ซึ่งได้ข่าวว่ามีจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว
อัตราสำเร็จในการบรรเทาอาการต่างๆ
ของหญิงวัยหมดระดูโดยใช้สารสกัดจากโคโฮชดำ
อาการต่างๆ ที่ลดลงหรือหายไป |
หายไป | ลดลง |
รวมอัตราดีขึ้น |
| ร้อนวูบวาบ | 43.3% |
43.3% | 86.6% |
| เหงื่อออกมาก | 49.9% |
38.6% | 88.5% |
| ปวดศีรษะ | 45.7% |
36.2% | 81.9% |
| เวียนศีรษะ | 51.6% |
35.2% | 86.8% |
| ใจสั่น | 54.6% |
35.8% | 90.4% |
| หูสั่น | 54.8% |
38.1% | 92.9% |
| วิตกกังวล | 42.4% |
43.2% | 85.6% |
| นอนไม่หลับ | 46.1% |
30.7% | 76.8% |
| เซ็งเศร้าซึม | 46.0% |
36.5% | 82.5% |
|