มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 22 ฉบับที่ 326 เมษายน 2542]

หัดเยอรมัน

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล


นอกจากไวรัสตับอักเสบแล้ว หัดเยอรมันก็เป็นอีกโรคที่น่าห่วง สำหรับการติดเชื้อไวรัสในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะจะส่งผล ต่อลูกน้อยในที่สุด

หัดเยอรมัน เป็นการติดเชื้อไวรัสอีกชนิดหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดที่มักจะถูกลืม จนกระทั่งเมื่อใดมีการระบาดครั้งใหญ่ก็จะมีการตื่นตัวกันครั้งหนึ่ง ในประเทศไทยมีการระบาดใหญ่ทุก 2-3 ปี ซึ่งต่างจากในต่างประเทศ ซึ่งมีทุก 6-9 ปี จนกระทั่งได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันกัน อย่างแพร่หลายหลังจากปี 1969

หัดเยอรมันเกิดจากเชื้อไวรัสระยะเวลาตั้งแต่ติดเชื้อ จนกระทั่งมีอาการคือ 14-21 วัน ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการน้อยมาก จนกระทั่งไม่ทราบว่าเป็นหัดเยอรมัน

ในรายที่มีอาการชัดเจนจะมีอาการดังต่อไปนี้คือ

ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำๆ เมื่อยตัว ตาแดงเป็นอยู่ 1-5 วัน ก่อนมีผื่นแดงเกิดขึ้น ผื่นจะเริ่มที่หน้าก่อนแล้วลงมาตามคอ แขน ลำตัว และขา ใน 1 วัน ผื่นจะขึ้นทั้งตัว บางแห่งรวมเป็นปื้นใหญ่ ผื่นที่หน้าจะเริ่มหายไปก่อนและหายไล่ลงมาภายใน 3 วัน ผื่นจะหายหมดแต่มีคนไข้เพียง 2 ใน 3 เท่านั้น ที่มีผื่นแบบนี้ และนอกจากนี้การติดเชื้อไวรัสอื่นๆ ก็อาจมีผื่นแบบนี้ได้ แต่จะไม่มีต่อมน้ำเหลืองโต

ในคนไข้ที่เป็นหัดเยอรมันจะมีต่อมน้ำเหลืองหลังหู ต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหลังโตซึ่งจะโตก่อนมีผื่นขึ้น 6-7 วัน และอยู่นาน 14 วัน
โรคนี้สามารถติดต่อได้ทางน้ำลาย น้ำมูก เริ่มติดต่อได้ตั้งแต่ 1 อาทิตย์ก่อนผื่นขึ้น และอยู่นานอย่างน้อย 4 วันหลังมีผื่น

ผลต่อการตั้งครรภ์

โรคนี้มีผลต่อมารดาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแทรกซ้อน 50% อาจมีอาการปวดข้อ ผลที่สำคัญคือ ผลต่อทารก เพราะทำให้ทารกในครรภ์ ติดเชื้อหัดเยอรมันเรื้อรังไปจนถึงหลายเดือนหลังคลอด

ผลของการติดเชื้อในทารก ทำให้การแบ่งตัวของเซลล์ต่างๆ ของทารกในครรภ์หยุดลงทำให้อวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ มีขนาดเล็ก และมีเซลล์น้อยกว่าปกติ การสร้างอวัยวะช้าและผิดไป ทำให้มีอวัยวะที่ผิดปกติ

แต่ผลของหัดเยอรมันต่อทารกนั้นแตกต่างกันในแต่ละคน และไม่สามารถคาดคะเนให้แน่นอน ขึ้นกับว่า มีอวัยวะที่ติดเชื้อ มากน้อยแค่ไหน อาจรุนแรงถึงขั้นเด็กตายในครรภ์หรือแท้ง บางรายมีความพิการให้เห็นตั้งแต่แรกคลอดหรืออาจจะไปพบความผิดปกติ เมื่อเด็กอายุหลายขวบหรือบางรายอาจไม่มีอาการเลยก็ได้

อายุครรภ์ในขณะที่มารดาได้รับเชื้อเป็นปัจจัยสำคัญ ในการเกิดอาการในทารก จากรายงานการระบาดครั้งใหญ่ในปี 1964-1965 ในสหรัฐอเมริกา พบว่า อัตราเสี่ยงของการเกิดความพิการ เป็น 50% ถ้ามีการติดเชื้อในเดือนแรก 22% ในเดือนที่ 2 6% ในเดือนที่ 3 และ 1% ในเดือนที่ 4

จากการติดตามคนไข้มากกว่า 1,000 รายในอังกฤษพบว่า ผู้ติดเชื้อหัดเยอรมัน 4% แท้งเอง มีอัตราการเกิดการติดเชื้อแต่กำเนิด มากกว่า 80% ถ้าติดเชื้อใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ 54% ระหว่างอาทิตย์ที่ 13-14 และ 25% ในระยะสุดท้ายของไตรมาสที่สอง (ช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนถึง 6 เดือน)

โดยทั่วไปพบว่า อัตราเสี่ยงของการเกิดการติดเชื้อหัดเยอรมัน ของเด็กในครรภ์ ถ้าแม่ติดเชื้อหัดเยอรมันใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ประมาณ 20% แต่มีบางรายงานพบว่า สูงถึง 68% นอกจากนี้ยังพบว่า 50-70% ของเด็กที่มีการติดเชื้อหัดเยอรมันแต่กำเนิดจะดูปกติเมื่อแรกคลอด แต่จะมีความผิดปกติเมื่อโตขึ้น เช่น ในปี 1972 ได้มีการสำรวจเด็กหูหนวก ที่สหรัฐอเมริกาพบว่า 5.2% ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจเกิดหูหนวกจากหัดเยอรมัน

ลักษณะความพิการจากการติดเชื้อหัดเยอรมัน แต่กำเนิดพบได้ทุกอวัยวะ เช่น

  • ระบบหัวใจทำให้เกิดหัวใจรั่ว
  • ระบบประสาท ทำให้สมองอักเสบ ปัญญาอ่อน ศีรษะเล็ก
  • ระบบสายตา ทำให้เป็นต้อกระจก ต้อหิน ตาเล็ก อื่นๆ เช่น หูหนวก การเติบโตช้าในครรภ์ เบาหวาน ตับอักเสบ ปอดบวม เกล็ดเลือดต่ำ ฯลฯ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องหัดเยอรมันระหว่างการตั้งครรภ์คือ การวิเคราะห์โรคให้ได้ว่า ผู้ป่วยเป็นหัดเยอรมันหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้การปรึกษาที่ถูกต้องถึงผลของการติดเชื้อต่อทารก แต่การวิเคราะห์โรคทำได้ยากเนื่องจากอาการของผู้ป่วยไม่แน่นอน ส่วนใหญ่จะได้แต่ประวัติว่า ไปสัมผัสโรคมาหรือมีผื่นซึ่งการ ติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นก็ทำให้เกิดผื่นที่มีลักษณะคล้ายกันได้ ส่วนใหญ่ต่างใช้วิธีตรวจเลือดซึ่งต้องตรวจเลือดอย่างน้อย 2 ครั้ง จึงจะบอกได้ว่าเป็นหรือไม่

การป้องกันโรค

เนื่องจากโรคนี้สามารถทำให้เกิดความพิการที่รุนแรงแก่ทารก และการวิเคราะห์โรคทำได้โดยลำบาก ต้องอาศัยการตรวจเลือด ซึ่งบางแห่งก็ทำไม่ได้ และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง วัคซีนหัดเยอรมัน มีราคาถูกไม่มีอันตรายในการให้ เมื่อได้แล้วจะทำให้มีภูมิคุ้มกัน อยู่ได้ประมาณ 14 ปี ดังนั้นจึงแนะนำให้

ฉีดวัคซีนแก่เด็กวัยรุ่นทุกคน เมื่อจะแต่งงาน ควรจะได้รับการตรวจภูมิคุ้มกันหรือได้รับการฉีดวัคซีน ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันหรือไม่ทราบว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ แต่หลังจากฉีดวัคซีนแล้วห้ามไม่ให้ตั้งครรภ์ภายใน 3 เดือน

ในสตรีที่มาฝากครรภ์ให้ตรวจเลือดดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ถ้าพบว่ามีภูมิคุ้มกันแล้วจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอีก ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันจะได้ระวังตัวไม่ไปสัมผัสโรคกับผู้ที่เป็น

ส่วนในสตรีที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหรือไม่เคยฉีดวัคซีน ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนหลังคลอดทุกราย มีผู้ประมาณการว่า ถ้าสตรีที่ไม่มีภูมิคุ้มกันได้รับวัคซีนหลังคลอด จะป้องกัน โรคหัดเยอรมันแต่กำเนิดในท้องต่อไปได้

ข้อดีของการให้วัคซีนหลังคลอดคือ ผู้ป่วยอยู่ในรพ.แล้ว นอกจากนี้โอกาสตั้งครรภ์ใน 3 เดือน หลังฉีดวัคซีนก็มีได้น้อยมาก ถึงแม้ว่าวัคซีนจะเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อที่มีชีวิต แต่ไวรัสในวัคซีน ก็เป็นชนิดที่ไม่ติดต่อถึงแม้ว่าจะออกมากับน้ำนม ก็ไม่ทำให้เกิดโรคในเด็กแต่อย่างใด

ใส่ใจสักนิดคิดป้องกันไว้เสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่านะคะคุณแม่

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600