|
นอกจากไวรัสตับอักเสบแล้ว หัดเยอรมันก็เป็นอีกโรคที่น่าห่วง สำหรับการติดเชื้อไวรัสในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะจะส่งผล
ต่อลูกน้อยในที่สุด
หัดเยอรมัน เป็นการติดเชื้อไวรัสอีกชนิดหนึ่ง
ที่ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดที่มักจะถูกลืม
จนกระทั่งเมื่อใดมีการระบาดครั้งใหญ่ก็จะมีการตื่นตัวกันครั้งหนึ่ง ในประเทศไทยมีการระบาดใหญ่ทุก 2-3 ปี ซึ่งต่างจากในต่างประเทศ
ซึ่งมีทุก 6-9 ปี จนกระทั่งได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันกัน
อย่างแพร่หลายหลังจากปี 1969
หัดเยอรมันเกิดจากเชื้อไวรัสระยะเวลาตั้งแต่ติดเชื้อ
จนกระทั่งมีอาการคือ 14-21 วัน ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการน้อยมาก
จนกระทั่งไม่ทราบว่าเป็นหัดเยอรมัน
ในรายที่มีอาการชัดเจนจะมีอาการดังต่อไปนี้คือ
ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำๆ เมื่อยตัว ตาแดงเป็นอยู่ 1-5 วัน
ก่อนมีผื่นแดงเกิดขึ้น ผื่นจะเริ่มที่หน้าก่อนแล้วลงมาตามคอ
แขน ลำตัว และขา ใน 1 วัน ผื่นจะขึ้นทั้งตัว บางแห่งรวมเป็นปื้นใหญ่ ผื่นที่หน้าจะเริ่มหายไปก่อนและหายไล่ลงมาภายใน 3 วัน
ผื่นจะหายหมดแต่มีคนไข้เพียง 2 ใน 3 เท่านั้น ที่มีผื่นแบบนี้
และนอกจากนี้การติดเชื้อไวรัสอื่นๆ ก็อาจมีผื่นแบบนี้ได้
แต่จะไม่มีต่อมน้ำเหลืองโต
ในคนไข้ที่เป็นหัดเยอรมันจะมีต่อมน้ำเหลืองหลังหู ต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหลังโตซึ่งจะโตก่อนมีผื่นขึ้น 6-7 วัน
และอยู่นาน 14 วัน
โรคนี้สามารถติดต่อได้ทางน้ำลาย น้ำมูก เริ่มติดต่อได้ตั้งแต่
1 อาทิตย์ก่อนผื่นขึ้น และอยู่นานอย่างน้อย 4 วันหลังมีผื่น
ผลต่อการตั้งครรภ์
โรคนี้มีผลต่อมารดาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแทรกซ้อน
50% อาจมีอาการปวดข้อ ผลที่สำคัญคือ ผลต่อทารก เพราะทำให้ทารกในครรภ์
ติดเชื้อหัดเยอรมันเรื้อรังไปจนถึงหลายเดือนหลังคลอด
ผลของการติดเชื้อในทารก ทำให้การแบ่งตัวของเซลล์ต่างๆ ของทารกในครรภ์หยุดลงทำให้อวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ มีขนาดเล็ก
และมีเซลล์น้อยกว่าปกติ การสร้างอวัยวะช้าและผิดไป
ทำให้มีอวัยวะที่ผิดปกติ
แต่ผลของหัดเยอรมันต่อทารกนั้นแตกต่างกันในแต่ละคน และไม่สามารถคาดคะเนให้แน่นอน ขึ้นกับว่า มีอวัยวะที่ติดเชื้อ
มากน้อยแค่ไหน อาจรุนแรงถึงขั้นเด็กตายในครรภ์หรือแท้ง บางรายมีความพิการให้เห็นตั้งแต่แรกคลอดหรืออาจจะไปพบความผิดปกติ
เมื่อเด็กอายุหลายขวบหรือบางรายอาจไม่มีอาการเลยก็ได้
อายุครรภ์ในขณะที่มารดาได้รับเชื้อเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการเกิดอาการในทารก จากรายงานการระบาดครั้งใหญ่ในปี
1964-1965 ในสหรัฐอเมริกา พบว่า อัตราเสี่ยงของการเกิดความพิการ
เป็น 50% ถ้ามีการติดเชื้อในเดือนแรก 22% ในเดือนที่ 2
6% ในเดือนที่ 3 และ 1% ในเดือนที่ 4
จากการติดตามคนไข้มากกว่า 1,000 รายในอังกฤษพบว่า
ผู้ติดเชื้อหัดเยอรมัน 4% แท้งเอง มีอัตราการเกิดการติดเชื้อแต่กำเนิด
มากกว่า 80% ถ้าติดเชื้อใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ 54%
ระหว่างอาทิตย์ที่ 13-14 และ 25% ในระยะสุดท้ายของไตรมาสที่สอง
(ช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนถึง 6 เดือน)
โดยทั่วไปพบว่า อัตราเสี่ยงของการเกิดการติดเชื้อหัดเยอรมัน
ของเด็กในครรภ์ ถ้าแม่ติดเชื้อหัดเยอรมันใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
ประมาณ 20% แต่มีบางรายงานพบว่า สูงถึง 68% นอกจากนี้ยังพบว่า
50-70% ของเด็กที่มีการติดเชื้อหัดเยอรมันแต่กำเนิดจะดูปกติเมื่อแรกคลอด แต่จะมีความผิดปกติเมื่อโตขึ้น เช่น ในปี 1972 ได้มีการสำรวจเด็กหูหนวก
ที่สหรัฐอเมริกาพบว่า 5.2% ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจเกิดหูหนวกจากหัดเยอรมัน
ลักษณะความพิการจากการติดเชื้อหัดเยอรมัน
แต่กำเนิดพบได้ทุกอวัยวะ เช่น
- ระบบหัวใจทำให้เกิดหัวใจรั่ว
- ระบบประสาท ทำให้สมองอักเสบ ปัญญาอ่อน ศีรษะเล็ก
- ระบบสายตา ทำให้เป็นต้อกระจก ต้อหิน ตาเล็ก อื่นๆ เช่น
หูหนวก การเติบโตช้าในครรภ์ เบาหวาน ตับอักเสบ
ปอดบวม เกล็ดเลือดต่ำ ฯลฯ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องหัดเยอรมันระหว่างการตั้งครรภ์คือ
การวิเคราะห์โรคให้ได้ว่า ผู้ป่วยเป็นหัดเยอรมันหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้การปรึกษาที่ถูกต้องถึงผลของการติดเชื้อต่อทารก แต่การวิเคราะห์โรคทำได้ยากเนื่องจากอาการของผู้ป่วยไม่แน่นอน
ส่วนใหญ่จะได้แต่ประวัติว่า ไปสัมผัสโรคมาหรือมีผื่นซึ่งการ
ติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นก็ทำให้เกิดผื่นที่มีลักษณะคล้ายกันได้ ส่วนใหญ่ต่างใช้วิธีตรวจเลือดซึ่งต้องตรวจเลือดอย่างน้อย 2 ครั้ง
จึงจะบอกได้ว่าเป็นหรือไม่
การป้องกันโรค
เนื่องจากโรคนี้สามารถทำให้เกิดความพิการที่รุนแรงแก่ทารก และการวิเคราะห์โรคทำได้โดยลำบาก ต้องอาศัยการตรวจเลือด
ซึ่งบางแห่งก็ทำไม่ได้ และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง วัคซีนหัดเยอรมัน
มีราคาถูกไม่มีอันตรายในการให้ เมื่อได้แล้วจะทำให้มีภูมิคุ้มกัน
อยู่ได้ประมาณ 14 ปี ดังนั้นจึงแนะนำให้
ฉีดวัคซีนแก่เด็กวัยรุ่นทุกคน เมื่อจะแต่งงาน
ควรจะได้รับการตรวจภูมิคุ้มกันหรือได้รับการฉีดวัคซีน ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันหรือไม่ทราบว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ แต่หลังจากฉีดวัคซีนแล้วห้ามไม่ให้ตั้งครรภ์ภายใน 3 เดือน
ในสตรีที่มาฝากครรภ์ให้ตรวจเลือดดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ถ้าพบว่ามีภูมิคุ้มกันแล้วจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอีก ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันจะได้ระวังตัวไม่ไปสัมผัสโรคกับผู้ที่เป็น
ส่วนในสตรีที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหรือไม่เคยฉีดวัคซีน
ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนหลังคลอดทุกราย มีผู้ประมาณการว่า ถ้าสตรีที่ไม่มีภูมิคุ้มกันได้รับวัคซีนหลังคลอด จะป้องกัน
โรคหัดเยอรมันแต่กำเนิดในท้องต่อไปได้
ข้อดีของการให้วัคซีนหลังคลอดคือ ผู้ป่วยอยู่ในรพ.แล้ว
นอกจากนี้โอกาสตั้งครรภ์ใน 3 เดือน หลังฉีดวัคซีนก็มีได้น้อยมาก
ถึงแม้ว่าวัคซีนจะเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อที่มีชีวิต แต่ไวรัสในวัคซีน
ก็เป็นชนิดที่ไม่ติดต่อถึงแม้ว่าจะออกมากับน้ำนม
ก็ไม่ทำให้เกิดโรคในเด็กแต่อย่างใด
ใส่ใจสักนิดคิดป้องกันไว้เสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่านะคะคุณแม่
|