ลูกชักจากไข้สูง
คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคงจะกลัวกับคำว่า "ลูกชัก" มาก
ไม่อยากให้อาการดังกล่าวนี้ มาเกิดกับลูกของเราเลย
ถ้าลูกของคุณเคยชัก หรือบังเอิญไปพบเด็กที่กำลังชัก คุณพ่อคุณแม่มักจะตกใจทำอะไรไม่ถูกเลย หมอคิดว่า
การที่เราจะยืนตัวสั่นอยู่ มันไม่ได้ช่วยอะไรลูกเลย
บางคนจะรีบเขย่าตัวลูกแรงๆ เพื่อให้ลูกรู้ตัว การกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นการช่วยให้ลูกหยุดชักนะคะ
คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งสติให้ดี อย่าตกใจจนเกินไป ควรนึกไว้ว่า
คุณเท่านั้นที่จะสามารถช่วยลูกของคุณได้ดีที่สุดในขณะนั้น แล้วทำตามคำแนะนำที่หมอจะกล่าวต่อไป
ขณะที่ลูกชักคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการชักของลูกด้วยว่า ก่อนที่ลูกจะชักลูกมีท่าทีอะไรผิดปกติที่จะบ่งชี้ว่าจะชักในอีกไม่ช้าหรือไม่
การชัก ชักส่วนใดก่อน ชักข้างเดียวหรือชักทั้งตัว ชักเกร็งหรือกระตุก
ขณะชักมีอุจจาระ หรือปัสสาวะราดหรือไม่ ชักนานกี่นาที ที่หมอแนะนำให้สังเกตเพราะเมื่อพาลูกไปพบกุมารแพทย์ คุณหมอจะต้องถามคำถามเหล่านี้กับคุณพ่อคุณแม่
จะได้ตอบคุณหมอได้อย่างถูกต้อง
เด็กที่ชักจากไข้สูงมักพบในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 6 ปี แต่ในระยะหลังนี้อาจพบตั้งแต่อายุ 3 เดือนก็ได้
แต่ช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือช่วง 1-3 ปี มักจะมีประวัติว่า
คุณพ่อคุณแม่ชักเวลามีไข้สูงตอนเล็กๆ ฉะนั้นถ้าคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าตัวเองเคยชักจากไข้สูงตอนเล็กๆ
ก็ควรระวังลูก เวลามีไข้ต้องรีบให้ยาลดไข้ และเช็ดตัวบ่อยๆ
จนไข้ลง มิฉะนั้นลูกจะชักได้ง่าย
อาการชักจากไข้นี้ จะพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กหญิง และเด็กจะชักได้ไม่ว่าไข้ครั้งนั้นจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม
เช่น อาจเป็นไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หูอักเสบ
หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ โรคอะไรก็ตาม
ที่ทำให้ไข้สูงอย่างรวดเร็ว สามารถทำให้เด็กชักได้ เพราะอุณหภูมิที่สูงจะไปกระตุ้นสมองทำให้เกิดการชัก
ส่วนมาก เด็กมักชักในวันแรกหรือวันที่ 2 หลังจากมีไข้
ถ้าลูกเคยชักมาก่อนแล้วครั้งนี้มีไข้มา 3 วัน แล้วยังไม่ชัก
โอกาสที่จะชักในครั้งนี้ก็น้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม
ถ้าเมื่อใดที่ไข้ซึ่งเดิมต่ำๆ อยู่ กลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ก็ทำให้เด็กชักได้เช่นกัน
การที่จะดูว่าเด็กคนใดจะมีโอกาสชักซ้ำได้มากน้อยเพียงใด
หมอจะอาศัยประวัติต่างๆ คือ ถ้ามีประวัติครอบครัวว่าชักโดยไม่มีไข้ หรือมีความผิดปกติของระบบประสาทก่อนหน้าที่จะมีอาการชัก
หรือมีลักษณะชักเฉพาะที่ หรือชักนานหลายครั้งติดต่อกัน
หรือชักครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 1 ปี ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง
หรือหลายข้อที่กล่าวมา เด็กจะมีโอกาสชักซ้ำได้ง่ายกว่า
ถ้าพบลูกกำลังชักอยู่ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำคือ
- ระงับความตกใจ ความกลัว และตั้งสติให้ดี
- จับลูกนอนตะแคงเพื่อให้น้ำลายหรือเสมหะไหลออกมาได้สะดวก
จะได้ไม่สำลักเข้าปอด คอยระวังไม่ให้ลูกกระทบกระแทก
กับสิ่งที่จะเป็นอันตรายได้ในขณะชัก
- เอาผ้าห่มที่ห่มอยู่ออก ถอดเสื้อกันหนาว ถุงเท้าออก
ให้เหลือเสื้อผ้าน้อยชิ้นที่สุด
- อย่าให้เด็กกัดลิ้นตัวเอง โดยสอดด้ามช้อนที่หุ้มด้วยผ้าเช็ดหน้า
ให้นุ่มขึ้น เข้าไปในปากลูก แต่ถ้าลูกกำลังเกร็งและกัดฟันแรงมาก
ก็อย่าใช้กำลังงัดปากลูกนะคะ ให้คอยหาโอกาสเวลาที่ลูกคลาย
จากอาการเกร็งใส่ด้ามช้อนเข้าไป แล้วรีบหาผ้ามาเช็ดตัว
เช็ดเรื่อยๆ จนกว่าไข้จะลงดี
- ถ้าลูกหยุดชักแล้ว แต่ยังสลึมสลือ ถ้ามียาลดไข้แบบเหน็บทวาร
ก็อาจจะเหน็บให้ลูกได้เลย แต่ถ้ามีแต่ชนิดกิน
ก็ควรจะรอให้ลูกรู้ตัวดีเสียก่อนค่อยให้กิน
มิฉะนั้นอาจสำลักได้
- รีบพาไปพบแพทย์
|
เมื่อพบแพทย์แล้ว กุมารแพทย์จะฟังจากประวัติ
และจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมทั้งตรวจร่างกาย
ทางระบบประสาทด้วย ถ้าคิดว่าการชักนั้นเป็นการชักจากไข้สูง คุณหมอก็จะฉีดยาและให้ยาไปกินต่อ แต่ถ้าคุณหมอไม่แน่ใจว่า
การชักนั้นเป็นการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองหรือไม่
ก็อาจจะต้องขอเจาะเอาน้ำไขสันหลังไปตรวจ
เพราะถ้าเป็นการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองแล้ว รักษาช้าเกินไป
จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้
ยาต่างๆ ที่ได้ไปไม่ว่าจะเป็นยาแก้อักเสบ ยาลดไข้
ยากันชัก ต้องกินให้ครบตามที่แพทย์แนะนำนะคะ
ปัจจุบันถ้าเด็กคนนั้นชักไม่บ่อยนัก
กุมารแพทย์อาจจะแนะนำให้ใช้ยากันชักที่เป็นหลอด
บีบเข้าทางทวารทุก 8-12 ชั่วโมง จะเริ่มใช้ทันทีที่ลูกมีไข้
และใช้ไปจนไข้ลงดี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 วันก็หยุดใช้ได้ และถ้ามีไข้ครั้งใหม่ก็เริ่มใช้อีกเป็นต้น การใช้ยาแบบนี้
จะช่วยลดการที่ต้องกินยากันชักทุกวันเป็นเวลานานๆ ได้
การที่จะกินยากันชักเป็นครั้งคราว เฉพาะเวลาที่มีไข้นั้น
อาจจะป้องกันการชักไม่ได้ 100% เพราะการกินยา
จะทำให้ระดับยาในเลือดขึ้นได้ช้า อาจป้องกันการชักไม่ทัน
การชักจากไข้สูงเพียงหนึ่งหรือสองครั้ง ถ้าชักไม่นาน มักไม่ค่อยมีผลต่อสมองหรือสติปัญญาของเด็ก แต่อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกชักซ้ำบ่อยๆ
เพราะการชักบ่อยๆ หรือชักนานๆ ก็ทำให้สมองขาดออกซิเจนไปเลี้ยง
ซึ่งถ้าขาดนานๆ ก็จะมีผลต่อสมองได้เช่นกัน
ศ.น.พ.เทพ หิมะทองคำ กุมารแพทย์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์
|