มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ.2543]


ลูกชักจากไข้สูง


คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคงจะกลัวกับคำว่า "ลูกชัก" มาก
ไม่อยากให้อาการดังกล่าวนี้ มาเกิดกับลูกของเราเลย

ถ้าลูกของคุณเคยชัก หรือบังเอิญไปพบเด็กที่กำลังชัก คุณพ่อคุณแม่มักจะตกใจทำอะไรไม่ถูกเลย หมอคิดว่า การที่เราจะยืนตัวสั่นอยู่ มันไม่ได้ช่วยอะไรลูกเลย บางคนจะรีบเขย่าตัวลูกแรงๆ เพื่อให้ลูกรู้ตัว การกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นการช่วยให้ลูกหยุดชักนะคะ คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งสติให้ดี อย่าตกใจจนเกินไป ควรนึกไว้ว่า คุณเท่านั้นที่จะสามารถช่วยลูกของคุณได้ดีที่สุดในขณะนั้น แล้วทำตามคำแนะนำที่หมอจะกล่าวต่อไป

ขณะที่ลูกชักคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการชักของลูกด้วยว่า ก่อนที่ลูกจะชักลูกมีท่าทีอะไรผิดปกติที่จะบ่งชี้ว่าจะชักในอีกไม่ช้าหรือไม่ การชัก ชักส่วนใดก่อน ชักข้างเดียวหรือชักทั้งตัว ชักเกร็งหรือกระตุก ขณะชักมีอุจจาระ หรือปัสสาวะราดหรือไม่ ชักนานกี่นาที ที่หมอแนะนำให้สังเกตเพราะเมื่อพาลูกไปพบกุมารแพทย์ คุณหมอจะต้องถามคำถามเหล่านี้กับคุณพ่อคุณแม่ จะได้ตอบคุณหมอได้อย่างถูกต้อง

เด็กที่ชักจากไข้สูงมักพบในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 6 ปี แต่ในระยะหลังนี้อาจพบตั้งแต่อายุ 3 เดือนก็ได้ แต่ช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือช่วง 1-3 ปี มักจะมีประวัติว่า คุณพ่อคุณแม่ชักเวลามีไข้สูงตอนเล็กๆ ฉะนั้นถ้าคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าตัวเองเคยชักจากไข้สูงตอนเล็กๆ ก็ควรระวังลูก เวลามีไข้ต้องรีบให้ยาลดไข้ และเช็ดตัวบ่อยๆ จนไข้ลง มิฉะนั้นลูกจะชักได้ง่าย

อาการชักจากไข้นี้ จะพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กหญิง และเด็กจะชักได้ไม่ว่าไข้ครั้งนั้นจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น อาจเป็นไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หูอักเสบ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฯลฯ โรคอะไรก็ตาม ที่ทำให้ไข้สูงอย่างรวดเร็ว สามารถทำให้เด็กชักได้ เพราะอุณหภูมิที่สูงจะไปกระตุ้นสมองทำให้เกิดการชัก

ส่วนมาก เด็กมักชักในวันแรกหรือวันที่ 2 หลังจากมีไข้ ถ้าลูกเคยชักมาก่อนแล้วครั้งนี้มีไข้มา 3 วัน แล้วยังไม่ชัก โอกาสที่จะชักในครั้งนี้ก็น้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเมื่อใดที่ไข้ซึ่งเดิมต่ำๆ อยู่ กลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้เด็กชักได้เช่นกัน

การที่จะดูว่าเด็กคนใดจะมีโอกาสชักซ้ำได้มากน้อยเพียงใด หมอจะอาศัยประวัติต่างๆ คือ ถ้ามีประวัติครอบครัวว่าชักโดยไม่มีไข้ หรือมีความผิดปกติของระบบประสาทก่อนหน้าที่จะมีอาการชัก หรือมีลักษณะชักเฉพาะที่ หรือชักนานหลายครั้งติดต่อกัน หรือชักครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 1 ปี ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อที่กล่าวมา เด็กจะมีโอกาสชักซ้ำได้ง่ายกว่า



ถ้าพบลูกกำลังชักอยู่ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำคือ
  1. ระงับความตกใจ ความกลัว และตั้งสติให้ดี
  2. จับลูกนอนตะแคงเพื่อให้น้ำลายหรือเสมหะไหลออกมาได้สะดวก จะได้ไม่สำลักเข้าปอด คอยระวังไม่ให้ลูกกระทบกระแทก กับสิ่งที่จะเป็นอันตรายได้ในขณะชัก
  3. เอาผ้าห่มที่ห่มอยู่ออก ถอดเสื้อกันหนาว ถุงเท้าออก ให้เหลือเสื้อผ้าน้อยชิ้นที่สุด
  4. อย่าให้เด็กกัดลิ้นตัวเอง โดยสอดด้ามช้อนที่หุ้มด้วยผ้าเช็ดหน้า ให้นุ่มขึ้น เข้าไปในปากลูก แต่ถ้าลูกกำลังเกร็งและกัดฟันแรงมาก ก็อย่าใช้กำลังงัดปากลูกนะคะ ให้คอยหาโอกาสเวลาที่ลูกคลาย จากอาการเกร็งใส่ด้ามช้อนเข้าไป แล้วรีบหาผ้ามาเช็ดตัว เช็ดเรื่อยๆ จนกว่าไข้จะลงดี
  5. ถ้าลูกหยุดชักแล้ว แต่ยังสลึมสลือ ถ้ามียาลดไข้แบบเหน็บทวาร ก็อาจจะเหน็บให้ลูกได้เลย แต่ถ้ามีแต่ชนิดกิน ก็ควรจะรอให้ลูกรู้ตัวดีเสียก่อนค่อยให้กิน มิฉะนั้นอาจสำลักได้
  6. รีบพาไปพบแพทย์


เมื่อพบแพทย์แล้ว กุมารแพทย์จะฟังจากประวัติ และจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมทั้งตรวจร่างกาย ทางระบบประสาทด้วย ถ้าคิดว่าการชักนั้นเป็นการชักจากไข้สูง คุณหมอก็จะฉีดยาและให้ยาไปกินต่อ แต่ถ้าคุณหมอไม่แน่ใจว่า การชักนั้นเป็นการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองหรือไม่ ก็อาจจะต้องขอเจาะเอาน้ำไขสันหลังไปตรวจ เพราะถ้าเป็นการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองแล้ว รักษาช้าเกินไป จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้

ยาต่างๆ ที่ได้ไปไม่ว่าจะเป็นยาแก้อักเสบ ยาลดไข้ ยากันชัก ต้องกินให้ครบตามที่แพทย์แนะนำนะคะ ปัจจุบันถ้าเด็กคนนั้นชักไม่บ่อยนัก กุมารแพทย์อาจจะแนะนำให้ใช้ยากันชักที่เป็นหลอด บีบเข้าทางทวารทุก 8-12 ชั่วโมง จะเริ่มใช้ทันทีที่ลูกมีไข้ และใช้ไปจนไข้ลงดี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 วันก็หยุดใช้ได้ และถ้ามีไข้ครั้งใหม่ก็เริ่มใช้อีกเป็นต้น การใช้ยาแบบนี้ จะช่วยลดการที่ต้องกินยากันชักทุกวันเป็นเวลานานๆ ได้ การที่จะกินยากันชักเป็นครั้งคราว เฉพาะเวลาที่มีไข้นั้น อาจจะป้องกันการชักไม่ได้ 100% เพราะการกินยา จะทำให้ระดับยาในเลือดขึ้นได้ช้า อาจป้องกันการชักไม่ทัน

การชักจากไข้สูงเพียงหนึ่งหรือสองครั้ง ถ้าชักไม่นาน มักไม่ค่อยมีผลต่อสมองหรือสติปัญญาของเด็ก แต่อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกชักซ้ำบ่อยๆ เพราะการชักบ่อยๆ หรือชักนานๆ ก็ทำให้สมองขาดออกซิเจนไปเลี้ยง ซึ่งถ้าขาดนานๆ ก็จะมีผลต่อสมองได้เช่นกัน

ศ.น.พ.เทพ หิมะทองคำ
กุมารแพทย์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600