มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 312 กุมภาพันธ์ 2541]

ไข้เลือดออก

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล


ช่วงนี้หมอพบคนไข้เป็นไข้เลือดออกหลายราย ฟังวิทยุ ทางการบอกว่า มีไข้เลือดออกหลงฤดูระบาด จึงอยากนำเสนอเรื่องไข้เลือดออก เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจโรคนี้อย่างกระจ่างขึ้น

ไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อไวรัส ที่มีลักษณะโรคที่สำคัญ คือ มีไข้ร่วมกับมีเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้มีเลือดออก ตับโต อาจช็อค และเสียชีวิตได้
การแพ่รกระจายของโรคไข้เลือดออก ต้องมียุงลายเป็นตัวนำเชื้อ โดยยุงตัวเมียจะกัดดูเลือดซึ่งมีไวรัสจากผู้ป่วย เชื้อจะเข้าไปฟักตัวเพิ่มจำนวนในยุงระยะ 3-10 วัน หลังจากนั้นยุงจะมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวตลอดอายุของมัน (ประมาณ 1-2 เดือน) และสามารถจะถ่ายทอดเชื้อให้คนที่ถูกกัดได้ทุกครั้ง

ยุงลายนี้เป็นยุงบ้าน อยู่ภายในและรอบ ๆ บ้าน ยุงตัวเมียดูดกินเลือดคนเป็นอาหาร และกัดเฉพาะเวลากลางวัน เพาะพันธุ์ในน้ำใส ส่วนใหญ่ของแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เป็นพวกภาชนะที่เก็บน้ำไว้ใช้ในบ้าน เช่น โอ่งน้ำ ถ้วยรองขาตู้กันมด แจกันดอกไม้ ภาชนะนอกบ้านที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์
โดยทั่วไปโรคนี้จะพบชุกชุมในฤดูฝน ในกรุงเทพฯ และเมือง ใหญ่ ๆ อาจพบโรคนี้ได้ประปรายตลอดทั้งปี การที่มีโรคนี้ชุกชุมในฤดูฝน เพราะมีจำนวนยุงเพิ่มมากขึ้น และเพราะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้น จะมีผลต่อจำนวนครั้งของการกัด นอกจากนี้ในฤดูฝน เด็กอาจจะอยู่ในบ้านในเวลากลางวันมากขึ้น โอกาสที่เด็กจะถูกยุงกัดจะมากขึ้นได้

อายุ

ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ช่วงอายุที่พบบ่อยอยู่ระหว่าง 2-8 ปี ในเขตที่เป็นแหล่งระบาด พบอายุต่ำกว่า 1 ปีได้ ในผู้ใหญ่อายุ 20-30 ปี พบได้บ้าง

อาการ

ทุกรายจะมีอาการไข้สูงแบบเฉียบพลัน ไข้อาจสูง 39-40 องศาเซลเซียส บางรายอาจถึงชักได้ ส่วนใหญ่มีหน้าแดง ตาอาจจะแดงได้ คออาจแดงด้วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ น้ำมูกไหลหรืออาการไอ ในเด็กโตอาจบ่นปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามตัว มีส่วนน้อยที่ไอแบบไม่มีเสมหะ
ส่วนใหญ่ไข้สูงลอยอยู่ 2-7 วัน ประมาณ 15% อาจมีไข้นานเกิน 7 วันได้ บางครั้งอาจพบผื่นแดงคล้ายผื่นของโรคหัดเยอรมัน ในระยะที่มีไข้หรือหลังไข้ลดแล้ว ประมาณ 40% จะตรวจพบว่า มีต่อมน้ำเหลืองโตทั่วไป แต่ส่วนใหญ่จะโตไม่มาก อาจพบเลือดออกที่ผิวหนัง โดยเป็นจุดเลือดออกเล็ก ๆ ที่แขน ขา รักแร้และตามตัว อาจพบว่ามีรอยช้ำง่าย ตรงบริเวณที่เจาะเลือดหรือฉีดยา

อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยคือ เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งอาจปวดบริเวณลิ้นปี่และชายโครงขวา บางครั้งอาจปวด ทั่ว ๆ ไป

อาการเลือดออกที่อื่น ๆ ที่จะพบได้ คือ มีเลือดกำเดาออก เลือดออกใต้ชั้นเยื่อบุตาหรือออกจากเหงือก โดยเฉพาะในรายที่ฟันผุ อาการเลือดออกที่รุนแรงคือ เลือดออกในกระเพาะและลำไส้ผู้ป่วย จะอาเจียนเป็นเลือดเก่าๆ ดำ ๆ หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
ส่วนใหญ่ตับจะโต คลำได้ประมาณวันที่ 3-4 ของโรค ในระยะที่ยังมีไข้อยู่ อาจจะมีกดเจ็บร่วมด้วยแต่ไม่มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองแบบที่พบในตับอักเสบจากเชื้อไวรัส

ในรายที่โรคไม่ร้ายแรง เมื่อไข้ลดลงอาการต่าง ๆ จะดีขึ้น ส่วนใหญ่ไข้จะลดแบบรวดเร็ว อาจะมีเหงื่อออกมากและมือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว และมีความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วก็จะกลับเป็นปกติได้เอง หรือเป็นปกติหลังจากได้รับการรักษาในช่วงระยะสั้น ๆ ความรู้สึกเริ่มอยากรับประทานอาหาร ช่วยเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยพ้นระยะอันตรายแล้ว

ในรายที่มีอาการรุนแรง อาการจะเลวลงเมื่อไข้ลดลงอย่างกะทันหัน ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบ ๆ ปากเขียว บางรายจะมีอาการปวดท้องมาก่อนจะมีอาการช็อค เมื่อตรวจผู้ป่วยในระยะช็อคพบว่า ชีพจรเบาเร็ว ความดันเลือดต่ำ ถ้าให้การรักษาไม่ทันผู้ป่วยอาจเสียชีวิตใน 24-48 ชั่วโมง แต่ถ้าได้รับการรักษาถูกต้องและทันเวลา ผู้ป่วยก็จะหายได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ระยะช็อคส่วนใหญ่ไม่เกิน 48 ชั่วโมง อาการทางสมองไม่ค่อยพบ ถึงแม้ผู้ป่วยจะอยู่ในภาวะช็อค ส่วนใหญ่จะรู้สึกตัวดี พูดรู้เรื่อง นอกจากในรายที่รุนแรง โดยเฉพาะในรายที่มีเลือดออกมาก อาจมีอาการซึม กระตุก ชัก และไม่รู้สึกตัวได้

ระยะฟื้นตัวของโรคไข้เลือดออกค่อนข้างเร็ว ผู้ป่วยจะมีปัสสาวะออกมากขึ้น แต่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการทางหัวใจ ที่อาจพบได้เสมอในระยะนี้คือ ผื่นเป็นจุดเลือดออกแดง ๆ ซึ่งจะเป็นอยู่ 2-4 วัน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะกลับเป็นปกติ ภายใน 2-3 วัน หลังจากหายจากช็อค โดยทั่วไประยะของโรคประมาณ 7-10 วัน
ในการตรวจเม็ดเลือด จะพบว่ามีเม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ ความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้น

การวินิจฉัยโรค

ในระยะที่มีการระบาดของไข้เลือดออก ผู้ป่วยมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน 2-7 วัน มีเลือดออก เช่น รัดแขนแล้วมีจุดเลือดออก เป็นจ้ำเลือด มีเลือดกำเดาไหล มีเลือดออกจากเหงือก ถ่ายเป็นสีดำ อาเจียนเป็นเลือด ตับโต ช็อค

ตรวจเลือดพบว่า มีเกล็ดเลือดต่ำ ความเข้มข้นของเลือดสูงก็ให้วินิจฉัยว่าเป็นไข้เลือดออก แต่ในระยะ 2-3 วันแรกที่มีไข้ จะต้องแยกจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียอื่น ๆ ซึ่งอาจต้องเจาะเลือดตรวจ

ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกมี 4 ระดับ ระดับ 1, 2 เป็นพวกที่ไม่ช็อค เกรด 2 อาจรุนแรงกว่าเกรด 1 ตรงที่ เกรด 2 มีอาการเลือดออกอื่น ๆ นอกเหนือจากการรัดแขนแล้วมีจุดเลือดออก
เกรด 3, 4 เป็นรายที่รุนแรง มีช็อค โดยเกรด 4 จะรุนแรงกว่า คือ มีอาการช็อคจนวัดความดันและจับชีพจรไม่ได้

การรักษา

ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออก การรักษาเป็นแบบตามอาการและประคับประคอง ซึ่งได้ผลดี ถ้าให้การวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก ๆ
การปฏิบัติมีดังนี้

  • ในระยะที่มีไข้สูง โดยเฉพาะเด็กที่เคยมีประวัติชักหรือในรายที่มีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตัว อาจจำเป็นต้องให้ยาลดไข้ หรือให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว เวลาที่ไข้สูงมากเท่านั้น ไม่ควรใช้ยาพวกแอสไพริน
  • ให้ผู้ป่วยได้น้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และมีอาเจียน ทำให้มีภาวะขาดน้ำ และอาจจะขาดเกลือโซเดียมด้วย การจะให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือให้ ORS (ถ้าเป็นเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ ให้ ORS 1 ส่วน ดื่มน้ำหรือนมตามอีก 1-2 ส่วน) ในรายที่อาเจียน ควรให้ดื่มครั้งละน้อย ๆ และดื่มบ่อย ๆ
  • จะต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ตรวจพบและป้องกันภาวะช็อคได้ ระยะที่จะเกิดช็อคส่วนใหญ่จะเป็นพร้อม ๆ กับที่ไข้ลดลง ประมาณตั้งแต่วันที่ 3 ของโรคเป็นต้นไป เวลาที่เกิดช็อคแตกต่างกันไปแล้วแต่ระยะเวลาของไข้ อาการนำของช็อคคือ ปัสสาวะน้อยลง ถ้ากระสับกระส่าย มือเท้าเย็น พร้อม ๆ กับที่ไข้ลดลง ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีที่มีอาการเหล่านี้
  • ผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจต้องตรวจเลือดบ่อย ๆ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้นของเลือด และดูว่าเกล็ดเลือดลดลงมากน้อยเพียงไร ถ้าความเข้มข้นของเลือดสูงมาก แสดงว่าต้องให้การรักษาชดเชยด้วยสารน้ำ
  • โดยทั่วไปไม่จำเป็นจะต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาโรงพยาบาลทุกราย โดยเฉพาะในระยะแรกที่ยังมีไข้อยู่ ควรติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด ถ้าความเข้มข้นของเลือดสูงมากต้องให้สารน้ำเข้าทางเส้นเลือด

ผู้ป่วยที่มีอาการแสดงของช็อค มีอาเจียน ถ่ายเป็นเลือด ถึงแม้ไม่ มากก็ควรต้องไปรักษาในโรงพยาบาล

การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือ ระวังไม่ให้เด็กถูกยุงลายกัด ซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่มักจะไม่นึกถึงยุงกัดเวลากลางวัน ควรรณรงค์การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เป็นวิธีที่สำคัญที่สุด และควรจะถือปฏิบัติเป็นแผนระยะยาวร่วมกับแผนระยะสั้น คือ การใช้ยาฆ่าแมลงเมื่อมีการระบาด และการใช้ยาทำลายลูกน้ำ ยุงลาย (ทราย Abate) เป็นระยะ ๆ ขณะนี้การผลิตวัคซีนป้องกันโรคนี้ยังอยู่ในขั้นการวิจัย

พ.ญ.ลำดวน นำศิริกุล


ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600