|
โรคปวดข้อเป็นอีกโรคหนึ่งที่มากับความเจริญทางวัตถุ มากับโรคอ้วน รับประทานอาหารไม่เหมาะสม และขาดการออกกำลังกาย
ผลที่ได้รับก็คือ อาการปวดข้อต่างๆ โดยเฉพาะข้อที่มีการเคลื่อนไหวมากๆ
และรับน้ำหนักมากๆ เช่น ข้อเข่า ข้อแขน ข้อตะโพก รวมไปถึงปวดคอ
และปวดหลัง อาการปวดข้ออาจจะเป็นอาการหนึ่งในกลุ่มอาการ
ที่เรียกรวมว่า "รูมาติสซั่ม" ซึ่งตามความหมายของคำว่า
"รูมาติสซั่ม" ก็คือ กลุ่มอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ เอ็น
หรือข้อกระดูกรวมๆ กันไป มิได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ
รูมาติสซั่มเป็นภาษาลาติน หมายถึง กลุ่มอาการของโรค
ที่มีการปวดอักเสบของข้อ กระดูก กล้ามเนื้อ ราชวิทยาลัย
แพทย์อเมริกันสาขารูมาโตโลยี (American College of Rheumatology) ซึ่งเป็นองค์กรของแพทย์ที่ศึกษาวิชานี้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก
ได้บรรจุโรคต่างๆ ที่อยู่ในสาขานี้ถึงกว่าร้อยโรค
อาการของโรคข้อ (ไม่นับรวมเรื่องของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น)
จะมีอาการดังนี้คือ
การเจ็บปวดตามข้อต่อของกระดูก บวม แดง ร้อนตามข้อต่อ ติดขัดขยับข้อหรือเคลื่อนไหวไม่สะดวก อาจมีเสียงดัง ขณะขยับข้อ รูปร่างของข้ออาจมีรูปร่างผิดไปจากเดิม เช่น เป็นปุ้มก้อน คดงอ
เกหรือหลวมคลอน อาจมีอาการอย่างอื่นของระบบอื่นของร่างกายร่วมด้วย
เช่น ไข้ตัวร้อน มีผื่นตามหน้า ตามตัว ตาแดง ปากเป็นแผล แผลที่อวัยวะเพศ
หรือหนองไหล ปัสสาวะแสบขัด ท้องเดินหรือเป็นบิด เป็นต้น
มีผู้ถามอยู่เสมอว่า หากเป็นโรคปวดข้อควรปรึกษาแพทย์สาขาใด ?
หลักการของประเภทนี้ก็คือ แพทย์ปริญญาทุกสาขาที่ได้
ใบประกอบโรคศิลปะ มีความ รู้ในหลักการทั่วไปของข้อ โรคของข้อ
และการรักษาโรคข้อ อย่างไรก็ดี เมื่อโรคข้ออักเสบมากและควบคุมไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางสาขาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ซึ่งเป็นอายุรแพทย์ที่หลังจบแพทย์ศาสตรบัณฑิตได้มาเป็นแพทย์
ประจำบ้านสาขาอายุรศาสตร์ 3 ปี และเลือกเรียนหลักสูตรต่ออีก 2 ปี
เพื่อฝึกเป็นแพทย์รูมาโตโลจิสท์ (Rheumatologist) อย่างไรก็ดี
แพทย์โรคกระดูกหรือแพทย์ออร์โธปิดิกส์มีความสัมพันธ์
และประสบการณ์ของโรคกระดูก ซึ่งเกี่ยวพันเข้าไปในข้ออยู่พอสมควร ดังนั้นแพทย์โรคกระดูกหลายท่านที่มีความสนใจโรคข้อและการอักเสบของข้อ
โดยเฉพาะ ก็อาจศึกษา ฝึกฝนและมีประสบการณ์ในการรักษาโรคข้ออักเสบด้วย
โรคข้อหรือรูมาติสซั่มที่พบบ่อยในประเทศไทย
เรียงตามลำดับความถี่และความสำคัญ ได้แก่
โรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน โรคเก๊าต์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
โรคติดเชื้อเข้าข้อ โรคลูปัสหรือแพ้ภูมิตนเอง โรคปวดยอกเคล็ด
ของระบบกล้ามเนื้อและเอ็น โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง
ชนิดผู้ที่เป็นแล้วมักไม่หายขาดต้องรักษากันตลอดชีวิตมีลักษณะดังนี้
- ปวดตามข้อทั่วตัว ตั้งแต่มือ เข่า เท้า ไหล่ ข้อศอก ข้อเท้า ตะโพก
- มีอาการข้อตึงและปวดมากที่สุด คือ ตอนเช้า
- เป็นโรคข้ออันดับหนึ่งที่ผู้ที่เป็นแล้วกลายเป็นคนทุพพลภาพมากที่สุด
- ไม่ทราบสาเหตุ ไม่ได้เกิดจากการขาดสารอาหารหรือเกิดจากของแสลง
- ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และอาจต้องรับประทานยา
หลายอย่างพร้อมกัน
สาเหตุของโรคนี้เช่นเดียวกับโรคเรื้อรังอีกหลายชนิด
ที่เราไม่ทราบสาเหตุการเกิดแต่คิดว่า อาจเกิดจากการติดเชื้อบางชนิด
ในวัยเด็กแล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกัน
ของร่างกายที่สร้างสรรมาต่อต้านทำลายเนื้อเยื่อหุ้มข้อของตนเอง
ถ้าหากใช้ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่ากรรมเก่าก็ได้ ในบางครอบครัว
มีแนวโน้มที่โรคนี้อาจเป็นโรคทางพันธุกรรมได้
แต่โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อแน่นอน
จากสถิติในสหรัฐอเมริกาซึ่งได้รวบรวมตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้
ประชากรที่เป็นมีถึง 2,000,000 คน ค่ารักษาพยาบาลรวมถึงค่าเครื่องมือพยุงข้อ
สูงถึง 65,000,000 เหรียญสหรัฐต่อปี เพศหญิงเป็นถึงร้อยละ 75
พบบ่อยในวัย 20-45 ปี โรคกระดูกพรุนเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบร่วม
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในระยะเริ่มเป็นมักจะทำการวินิจฉัยยาก เพราะอาการเจ็บป่วยมักจะค่อยๆ เป็นทีละน้อย การตรวจเลือดและการถ่ายภาพรังสีขอข้อและกระดูกอาจปกติได้ อาการแสดงทางข้ออาจรุนแรงไม่เท่ากันและคล้ายคลึงกับโรคข้อเสื่อม จึงอาจได้รับการรักษาเป็นโรคข้อเสื่อมแทน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชา
Rheumatology จะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะวิเคราะห์ว่า ผู้ป่วยเป็นโรคนี้หรือไม่ ?
การรักษาโรคนี้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าขึ้นมาก
กล่าวคือ ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในสมัยเดิม
มักต้องออกจากงานในที่สุดจากข้อพิการเป็นจำนวนกว่าครึ่ง
ทั้งๆ ที่ได้รับการรักษาจากแพทย์ ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วย
ที่ถึงกับต้องพิการจากข้ออักเสบลดลงมากเนื่องจากการใช้ยาที่ดีขึ้น
ฉะนั้นโดยสรุปการรักษาประกอบไปด้วย
- แพทย์อายุรกรรมโรคข้อ จะเป็นผู้พิจารณาให้ยา
- แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู จะเป็นผู้กำหนด
และแนะนำการบริหารข้อที่ถูกต้อง
- แพทย์ศัลยกรรมกระดูก จะเป็นผู้ผ่าตัด
เปลี่ยนข้อที่พิการออกซึ่งมักเป็นขั้นสุดท้ายของการรักษา
- นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักโภชนาการ
นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล จะเป็นผู้ให้คำแนะนำ
ช่วยเหลือเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันและให้คำปรึกษากับครอบครัวด้วย
ยาที่ใช้รักษาโรคนี้มีหลายตัวและอาจต้องให้พร้อมๆ กัน
แต่ละตัวจะไปเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน จึงไม่ควรรับประทานยา
แบบเมื่อปวดจึงรับประทาน ซึ่งจะทำความเสียหายต่อข้ออย่างมหันต์ จึงควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง ยาเหล่านี้จะประกอบด้วย
กลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ กลุ่มยาปรับการดำเนินการของโรค ซึ่งจะมีหน้าที่กดภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
และยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งจะต้องใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมควบคุม
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
เวชศาสตร์ฟื้นฟูกับโรครูมาตอยด์
จุดมุ่งหมายของวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟูเพื่อปฏิบัติดูแลผู้ป่วย
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มีดังนี้
- เพื่อลดอาการปวด ลดอาการอักเสบ ลดอาการตึงแข็งของข้อ
- คงการเคลื่อนไหวของข้อในทิศทางที่ถูกต้อง ป้องกันข้อยึดติด ข้อผิดรูป
- ใช้ข้ออย่างถูกต้อง เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมและการทำลายผิวข้อ
- คงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและร่างกายโดยรวม เพื่อใช้ในการประกอบกิจวัตรประจำวันและทำงาน
- เพิ่มคุณภาพชีวิต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือเจ้าของหลักการดังกล่าวข้างต้น นอกจากนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์
แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ยังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า
ในภาวะที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน ควรพักการใช้ข้อนั้นๆ ไว้ก่อน อาจใช้อุปกรณ์เสริมประคองข้อที่อักเสบตั้งแต่ข้อเล็กๆ เช่น
ข้อนิ้วมือไปจนถึงข้อตะโพก หรือข้อเข่า ควรเสริมโดยการเดิมด้วยไม้เท้า การประคบด้วยความร้อนจะช่วยลดอาการปวดและลดอาการข้อตึง
รวมทั้งคลายกล้ามเนื้อได้ด้วย
ส่วนในภาวะที่ข้อไม่อักเสบก็สามารถออกกำลังกาย
หรือบริหารร่างกายโดยทั่วไปได้ โดยเลือกการบริหารที่เบาๆ
ไม่มีแรงกระแทก เช่น การเดินที่ไม่เร็วนัก ต้องสวมรองเท้า
ที่มีส้นกันกระแทก หน้ารองเท้ากว้างไม่บีบนิ้วเท้า การรำมวยจีน
เป็นวิธีออกกำลังที่มีแรงกดข้อน้อย ให้ความแข็งแรงและความคล่องตัวตามสมควร การปั่นจักรยานอยู่กับที่ โดยจัดอานที่นั่งไม่ให้เตี้ยจนเข่างอกมากเกินไป
ถีบด้วยความเร็วประมาณ 50-60 รอบ/นาที โดยตั้งความฝืดไว้ที่ 0
หรือฝืดเพียงเล็กน้อย การเดินในน้ำหรือว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกาย
ที่มีแรงกระทบต่อข้อน้อยและเพิ่มความแข็งแรงได้ดี ที่ต้องระวังคือ
ท่าที่ว่ายต้องไม่สะบัดคอ หรือเงยคอมาก ถ้าสระน้ำที่ใช้สามารถปรับอุณหภูมิได้ การออกกำลังกายในน้ำอุ่นจะยิ่งเสริมการบริหารให้ดียิ่งขึ้น
ก่อนออกกำลังกายต้อง อุ่นเครื่อง โดยยืดหยุ่นร่างกาย บริหารข้อ
แขน ขาเบาๆ ก่อนเป็นเวลาประมาณ 5 นาที และเมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้ว
ไม่ควรหยุดทันที ควรออกำลังเบาๆ ต่อเพื่อเบาเครื่องอีก 5 นาที
ก่อนหยุดออกกกำลังกาย
|