กระดูกจัดเป็นเนื้อเยื่อพันที่มีความแข็งของร่างกาย
โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยึดพยุง
เพื่อให้คงรูปและทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่ออวัยวะภายในต่างๆ
เช่น สมอง, ปอด, อวัยวะภายในช่องท้อง ฯลฯ นอกจากนี้กระดูกยังทำหน้าที่หลักในการสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคอีกด้วย
กระดูกประกอบด้วยสารแคลเซียม สารฟอสเฟส
และโปรตีนคอลลาเจน เราพอจะแบ่งกระดูก
ออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ กระดูกชนิดอัดแน่น
และกระดูกชนิดกลวง โดยร้อยละ 80 จะเป็นกระดูกชนิดอัดแน่น
การสร้างและสลาย (ภาวะเสื่อม) ของกระดูก
จะถูกควบคุมโดยการทำงานของเซลล์สองชนิด คือ
เซลล์สร้างเนื้อกระดูก (Osteoblast) และเซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) การทำงานของเซลล์ทั้งสองชนิดดังกล่าว
จะเป็นไปในลักษณะสมดุลภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนจากต่อเพศ,
ต่อพาราไทรอยด์, ต่อมไทรอยด์ และต่อมใต้สมองส่วนหน้า กระดูกจะเริ่มเสื่อมหรือบางตัวลงเมื่ออายุเฉลี่ย 30 ปี
เพราะเซลล์สร้างกระดูกเริ่มเสื่อม
ประมาณคร่าวๆ พบว่า อัตราการสูญเสียเนื้อกระดูก
ของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เมื่อใกล้หมดระดูและภายหลังหมดระดู
โดยพบว่า ในช่วง 5 ปีแรกภายหลังหมดระดู
จะมีอัตราการสูญเสียเนื้อกระดูก ร้อยละ 3-5 ต่อปี และอัตราการสูญเสียเนื้อกระดูกจะลดลงเหลือร้อยละ 1
ภายหลังหมดระดู 8-10 ปี ทั้งนี้เนื่องจากฮอร์โมนจากต่อมเพศ
ชื่อ เอสโตรเจน ลดปริมาณลงโดยฮอร์โมนตัวนี้
จะมีผลต่อการสร้างวิตามินดี ซึ่งวิตามินดี เป็นวิตามินที่สำคัญ
ต่อการดูดซึมสารแคลเซียมจากระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้อิมธิพลจากต่อมพาราไทรอยด์ที่สร้างฮอร์โมนเพิ่มขึ้น มีผลให้เกิดการสลายกระดูกมากขึ้น
ปัญหาต่อเนื่องตามมาก็คือ กระดูกจะเปราะและหักง่าย
โดยเฉพาะการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็ทำให้กระดูกหักได้
เช่น กระดูกสะโพก, สันหลัง และแขนขา เป็นต้น
การติดตามดูแลและป้องกันภาวะกระดูกผุดังกล่าวข้างต้น
จะเป็นการลดอันตรายจากกระดูกหักได้
การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุดื่มนมพร่องไขมัน วันละ 2-3 แก้ว
พร้อมกับการรับประทานวิตามินดี หรือการรับประทานปลาตัวเล็กๆ
ที่สามารถเคี้ยวได้ทั้งตัว ก็เป็นการเพิ่มแคลเซียมให้แก่ร่างกายได้
ถ้าวิธีการดังกล่าวไม่สะดวกก็ใช้วิธีรับประทานแคลเซียมเม็ดสำเร็จรูปแทนก็ได้
ส่วนกรณีของสตรีวัยหมดระดูอาจต้องเสริม
ด้วยฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน โดยวิธีนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
และติดตามเพื่อเฝ้าระวังภาวะมะเร็งเต้านมในระยะยาว การพักผ่อนและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การว่ายน้ำ
การวิ่ง และการเดิน จะเป็นส่วนเสริมเพื่อป้องกันภาวะกระดูกผุได้
ด้วยการจะเลือกวิธีดูแลป้องกันดังกล่าว ควรจะได้มีการปรึกษากัน
ระหว่างผู้ใช้กับแพทย์ เภสัชกรและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ที่ได้รับการอบรมทางด้านนี้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ในการป้องกันภาวะดังกล่าวข้างต้น
พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรค
- ไม่ออกกำลังกาย ไม่ดื่มนม
- กินอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ
- สตรีที่ตัดรังไข่มดลูก
- มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์
- ชอบอาหารรสเค็ม
- กินยาบางชนิดเป็นประวัติ เช่น ยาลดกรด ยาสเตียรอยด์
สิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามปริมาณที่เหมาะสม
เช่น สตรีและผู้สูงอายุควรได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน
- การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจแจ่มใส
เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ หรือแอร์โรบิค
- การใช้ฮอร์โมนสตรีประเภท เอสโตรเจน และโปรเจสติน
ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
- พิทยา จารุพูนผล. เอกสารกระดูกผุในผู้สูงอายุ รายการวิทยุ
"ฟังสบายสไตล์หมอ" FM 98.5 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2539
- อรุรศรี สุวัชรชัย. การป้องกันภาวะกระดูกพรุน.
วารสารคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2538; 25(2) : 48-52.
- Cavanaugh J. Adult development and aging. Belmont, Calif, 1990.
Wadsworth
- Levinson D. The seasons of a mans life. New York, 1978,
Alfred A. Knopf.
นายเสมอ ประทีปแก้ว
นายแพทย์พิทยา จารุพูนผล
|