มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 23 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2542]

กระดูกผุ=กระดูกเสื่อม
(Osteoporosis)


จากสถิติแสดงให้เห็นว่า สตรีมีอายุยืนยาวกว่าบุรุษ และใช้ชีวิตบั้นปลายในภาวะที่ขัดสนเงินทอง มากกว่าบุรุษในวัยเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากสตรี มีเงินเก็บสะสมไว้น้อย เช่นเดียวกับเรื่องแคลเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่ทำให้กระดูกแข็งแกร่ง

กระดูกของสตรีมีแคลเซียมสะสมไว้น้อยกว่าบุรุษ ดังนั้นเมื่ออายุมากขึ้น สตรีประสบปัญหากระดูกเสื่อม อันเป็นเหตุให้กระดูกหักง่าย โดยเฉพาะสตรีที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน และไม่ได้รับฮอร์โมนสตรีเพศเสริม รวมทั้งการรับประทานแคลเซียมไปเสริมสร้างกระดูกไม่พอ ตลอดจนขาดการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ ปัจจุบันเด็กสาววัยรุ่น ต่างพยายามมีรูปร่างผอมบางแบบนางแบบ โดยพยายามจำกัดอาหารและการดื่มนม ซึ่งต่างเป็นเหตุให้ร่างกายของเธอได้รับแคลเซียมลดน้อยลง นอกจากนี้ สตรีที่ฝึกฝนการกีฬาอย่างหนักโดยเฉพาะนักวิ่งมาราธอน หรือสตรีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร แบบรับประทานอาหารแล้วอาเจียนออกมา รวมทั้งโดยการล้วงคอทำให้อาเจียนที่เรียกว่า Anorexia Nervosa และ Bulimia นั้น ต่างทำให้ร่างกายของเธอขาดแคลนฮอร์โมนสตรีเพศด้วย เนื่องจากรังไข่ไม่ผลิตฮอร์โมนดังกล่าวออกมา และฮอร์โมนนี้มีความสำคัญสำหรับความแข็งแกร่ง ของกระดูกเป็นอย่างมาก

สาเหตุสำคัญในการทำให้กระดูกเสื่อมนั้นได้แก่ ร่างกายขาดธาตุแคลเซียม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ต่อความแข็งแกร่งของกระดูกและร่างกายขาดฮอร์โมน ซึ่งสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก รวมทั้งการออกกำลังกาย ไม่เพียงพอ

นอกจากนี้เหตุอื่นๆ ที่อาจพบปัญหากระดูกเสื่อมได้ เช่น กรณีความผิดปกติทางฮอร์โมนตัวอื่นๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน ภาวะต่อมธัยรอยด์ทำงานมากเกินไปหรือเมื่อต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) ซึ่งผลิตฮอร์โมนสเตียรอยด์ อันเป็นฮอร์โมน เกี่ยวกับการสู้หรือหนีหรือยามที่เกิดความเครียด และต่อมพาราธัยรอยด์ (Parathyroid glands) ซึ่งต่างทำงานเพิ่มขึ้น (ต่อมพาราธัยรอยด์มีหน้าที่ควบคุม ระดับแคลเซียมในร่างกายคนเรา) นอกจากนี้ภาวะร่างกายผอมแห้ง เพราะปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหารดังกล่าว หรือนักกีฬาที่ฝึกหนักจนรังไข่ทำงานผิดปกติไม่ผลิตฮอร์โมน ส่วนการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดองของเมามากเกินไป และการใช้ยาบางชนิดเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น การรับประทานยาคอร์ติโคสเตียรอยด์และยาแก้อาการชักเป็นต้น

ปัญหาใหญ่ของกระดูกเสื่อม คือ สภาวะเสื่อมที่เกิดขึ้นในกระดูกนั้นค่อยเป็นค่อยไปตามอายุ โดยไม่แสดงอาการ เริ่มจากช่วงอายุ 40 ปีไป ความแข็งแกร่งของกระดูกย่อมลดลงโดยที่คนเราไม่รู้ตัว ตราบจนสตรีภายหลังหมดประจำเดือนซึ่งประมาณอายุ 50 ปี และบุรุษซึ่งมีกระดูกหนาเป็นต้นทุนอยู่มักเกิดอาการ เมื่ออายุเลย 65 ปี ต่างเกิดอาการที่พบบ่อย คือ อาการอ่อนเพลีย อาการปวดเกร็งที่ขาและเท้า (Night cramps) เวลานอนและมีความเจ็บปวดลึกๆ ในกระดูกทั่วไป กับกระดูกหลังส่วนล่าง มีหลังโกงงุ้ม (Dowager's hump) และความสูงของร่างกายลดลง ในสตรีหลังหมดประจำเดือนสิบปีผ่านไป ถ้าไม่ได้รับการดูแลทางเรื่องนี้ส่วนสูงลดลงได้ถึงหนึ่งนิ้วครึ่ง ทั้งนี้เพราะกระดูกสันหลังเสื่อมยุบตัวลง

ที่สำคัญคือ เมื่อกระดูกเสื่อมย่อมเกิดการหักได้ง่าย เพราะกระดูกเปราะ เพียงหกล้มเอามือยันพื้น ข้อมือซึ่งเป็นส่วนที่มีกระดูกเล็กบาง แบบเดียวกับท่อนแขน ย่อมหักได้ง่าย เมื่อปีที่แล้ว สามีขอดิฉันไปเล่นกอล์ฟ ที่เมืองไทยหลังฝนตก ดินโคลนเปื้อนเต็มบนสะพานข้ามคูเล็กๆ การใส่รองเท้ากอล์ฟแบบไม่มีหัวหมุดแหลมๆ (Spikeless shoes) คอยยึดพื้น ย่อมไม่ช่วยยึดพื้น ในกรณีดินเปียกเฉอะแฉะ ดังนั้นเมื่อเกิดการหกล้ม และการใช้มือยันพื้นผลคือ ข้อมือซ้ายหัก เป็นเหตุทำให้เล่นกอล์ฟไม่ได้อยู่นาน คนที่อายุมากเมื่อหกล้มก้นกระแทก ย่อมมีกระดูกสะโพก ตรงส่วนท่อนขาใกล้กับข้อต่อหัก

ในสหรัฐอเมริกา สตรีหนึ่งในสองคน และบุรุษหนึ่งในแปดคนที่มีอายุเกินกว่า 50 ปี ประสบกับปัญหากระดูกหักโดยมีต้นเหตุจากกระดูกเสื่อม อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงชีวิต ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหักมักถึงแก่กรรม ภายในหนึ่งปีหลังจากมีปัญหาดังกล่าว

โรคกระดูกเสื่อม เป็นโรคที่ป้องกันได้ โดยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง สตรีควรได้รับแคลเซียมอย่างน้อย 1,200 มิลลิกรัมในแต่ละวัน ซึ่งเปรียบได้เท่ากับดื่มนมสี่แก้ว หรือน้ำส้ม ที่เสริมด้วยแคลเซียมปริมาณเท่ากัน หรือนมเปรี้ยวโยเกิตสามกล่อง

สตรีที่เข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือน ควรรับประทานแคลเซียมให้ได้ถึง 1,500 มิลลิกรัม เม็ดแคลเซียมเสริมในรูปแคลเซียมซิเตรท (Calcium Citrate) ได้รับการดูดซึมดีกว่าชนิดอื่นและควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันท้องผูก และการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ดังนั้นที่ดีที่สุดคือ แคลเซียมในรูปอาหาร

สตรีในวัยหมดประจำเดือนควรได้รับฮอร์โมนสตรีเพศเสริม แต่ถ้าเธอมีปัญหาที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับฮอร์โมนสตรีเพศเสริมได้ เช่น มะเร็งของเต้านม ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา มียาจำหน่ายที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์อยู่สามชนิด ที่ช่วยแก้ไขปัญหกระดูกเสื่อมได้ คือ Alendronate (Fosamax) Calcitonin (Miacalcin) และ Raloxilene (Evista) ยาทั้ง 3 ชนิดนี้ ถ้าจัดตามลำดับการออกสู่ตลาดได้ดังนี้

1. แคลซิโทนิน (Calcitonin) ที่นิยมใช้คือ Intranasal salmon calcitonin (Miacalcin Nasal Spray) องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐได้อนุมัติให้จัดจำหน่ายได้ ในเดือนกันยายน ค.ศ.1995 ในรูปของพ่นใส่ทางช่องจมูก หนึ่งครั้งต่อวัน (200 IUต่อครั้ง) นอกจากนี้ มีในรูปของการฉีดใต้ผิวหนังขนาด 100 IUต่อวัน สารแคลซิโทนิน พบในนก หมู ปลาไหล และต่อมธัยรอยด์ มีผลโดยตรงต่อต่อมพาราธัยรอยด์ ซึ่งควบคุมระดับแคลเซียม และสามารถลดระดับแคลเซียมในกระแสเลือด รวมทั้งสกัดกั้นการทำงานของเซลล์กระดูกส่วนที่ทำลายเนื้อกระดูก แต่ที่ใช้กันในท้องตลาดสกัดจากปลาแซลมอน

สารตัวนี้นิยมใช้ในสตรีที่หมดประจำเดือนเกินห้าปีไปแล้ว และไม่สามารถรับฮอร์โมนสตรีเพศเสริม ยาพ่นชนิดนี้ มารดาของดิฉันใช้ได้ผลดีมากแบบเดียวกับกลุ่มสตรี ที่มีปัญหากระดูกสันหลังยุบ หรือหักเพราะกระดูกเสื่อม

2. Alendronate sodium (Fosamax) ดิฉันของใช้ชื่อการค้าว่า ฟอสซาแมกซ์ เริ่มออกสู่ท้องตลาด ในปลายปี ค.ศ.1995 ใช้ในการป้องกันโรคกระดูกเสื่อม สำหรับสตรีที่ไม่สามารถรับฮอร์โมนเสริมได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี บทบาทของยาตัวนี้ ไม่ทราบแน่ชัด คาดว่ามันเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์กระดูก ที่ทำหน้าที่ทำลายกระดูก ด้วยขนาดห้ามิลลิกรัมต่อวัน มันสามารถป้องกันกระดูกเสื่อม และขนาดสิบมิลลิกรัมต่อวัน มันช่วยรักษากรณีที่กระดูกผุแล้วให้กลับดี แต่ยานี้ดูดซึมยาก ดังนั้น ข้อแนะนำการรับประทานยานี้ในตอนเช้า ขณะท้องว่างมาตลอดคืนพร้อมกับดื่มน้ำตามหนึ่งแก้วใหญ่ ตลอดจนห้ามรับประทานอาหารหรือยาอื่นใดภายในสามสิบนาที

หลังจากรับประทานยานี้ ที่สำคัญคือ ขณะรับประทานอยู่ ผู้นั้นต้องอยู่ในท่านั่งตัตรงเพื่อป้องกันหลอดอาหารอักเสบ เพราะยาเป็นเหตุ ดังนั้นคนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหูรูด ที่ปลายหลอดอาหารทำงานไม่ดีหรือเป็นแผล (reflux or stricture or ulceration) รวมทั้งกรณีที่ไตทำงานไม่ดี ไม่ควรรับประทานยาตัวนี้

3. ราล็อกซิฟีน (Raloxifene) (Evista) อยู่ในกลุ่มยาที่กำลังได้รับการสนใจ คือ มันเลือกอวัยวะที่จะออกฤทธิ์ในด้านคล้ายกับฮอร์โมนสตรีเพศ (Selective estrogen receptor modulators ชื่อย่อ SERM) คือ อวัยวะบางอย่างเช่นที่เต้านมมันออกฤทธิ์ต้านเอสโตรเจน แต่ที่กระดูกมันออกฤทธิ์แบบเอสโตรเจน โดยช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูก กลุ่มยาตัวนี้ ที่ใช้กันมากเป็นตัวแรก คือ ทาม็อกซิเฟน (Tamoxifen Nolvadex) ซึ่งเดิมใช้ป้องกันมะเร็งเต้านมในคนที่เป็นมะเร็งเต้านม หลังผ่าตัดไม่ให้กลับคืนมา (recurrent breast cancer) ปัจจุบันใช้ในการป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม ในคนที่มีอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของเต้านมสูง

ในปี ค.ศ.1997 ราล็อกซิฟีนได้รับการอนุญาต ให้ใช้ในการป้องกันกระดูกเสื่อม เพราะมันมีคุณสมบัติดีมาก เช่น ช่วยลดการทำลายกระดูกและลดระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด แต่ไม่เพิ่มระดับไทรกลีเซอร์รัยด์และไม่กระตุ้นเยื่อบุมดลูก ให้หนาตัวผิดปกติแบบฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่มันไม่ป้องกันปัญหาเรื่องเส้นเลือดที่หัวใจ แลไม่ลดอาการร้อนวูบวาบที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนสตรีเพศ ดังนั้นยาตัวนี้ใช้ได้ดีในขนาด 60 มิลลิกรัมต่อวัน ในสตรีผู้มีอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม

กระดูกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราท่านเฝ้าดูอยู่ย่อมเห็นเซลล์กระดูกที่มีหน้าที่ทำลาย ขนย้ายกระดูกเก่าออก และเซลล์กระดูกที่มีหน้าที่สร้าง ย่อมวางรากฐานให้แคลเซียมมาเกาะสร้างกระดูกใหม่ขึ้น ดังนั้นกลไกใดที่ทำให้ขบวนการทำลายกระดูกลดลง รวมทั้งแคลเซียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการสร้างกระดูกมีเพียงพอ กระดูกย่อมทรงความแข็งแกร่งไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ สตรีที่ควรรับประทานอาหารและแคลเซียมเสริม ให้ได้ปริมาณรวมกันราว 1200 ถึง 1500 มิลลิกรัม อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ พวกนม เนยที่พร่องไขมัน ผักใบเขียว เต้าหู้ ถั่วอัลมอนด์ ปลาแซลมอน ปลาซาลดีน รวมทั้งกระดูกปลาที่เมืองไทยภาคใต้ได้ทำปลาตัวเล็กๆ ทอดกรอบขายอร่อยมาก ส่วนวิตามินดีนั้น ช่วยกระดูกดูดซึมแคลเซียมได้ดี ถ้าประชากรอยู่ในเขตร้อน มีแสงแดดพอเพียงย่อมไม่ขาดวิตามินดี

นอกจากนี้การออกกำลังกายโดยเฉพาะชนิดที่เรียกว่า Weigh-bearing exercises เช่น การเดิน การวิ่ง การขึ้นลงบันได และการเต้นรำ นานอย่างน้อย 20 นาที แต่ละสัปดาห์ ควรปฏิบัติให้ได้สามครั้งท่านที่มีอายุเกิน 65 ปี หรือหมดประจำเดือน หรือมีกระดูกหัก หลังโกง

เนื่องจากกระดูกเสื่อมควรได้รับการตรวจหา ความหนาแน่นแข็งแกร่งของกระดูก (Bone Mineral Density : BMD) ซึ่งมีหลายวิธีและการป้องกันหรือรักษาโรคกระดูกเสื่อม มีหลายรูปแบบในรูปยาหรืออาหาร วิธีที่ดีที่สุด คือ ฮอร์โมนสตรีเพศเอสโตรเจน แต่ถ้าสตรีผู้ใดมีปัญหา ไม่สามารถรับฮอร์โมนสตรีเพศได้ ปัจจุบันวงการแพทย์ ได้เสนอยาทั้งสามชนิดที่กล่าวมาแล้ว ขณะนี้วงการวิจัย ได้พยายามทดลองหายาเพิ่มขึ้น หรือคุณประโยชน์ที่อาจเพิ่มขึ้น ถ้าให้ทั้งฮอร์โมนและยาตัวใดตัวหนึ่งในสามชนิดนั้นพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญคือการป้องกันกระดูกเสื่อมนั่นเอง

พญ.จันทรา เจณณวาสิน


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600