มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม 2543]

โรคข้อและกล้ามเนื้อที่พบบ่อย
และ ยาชุด

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


การที่คนเรามีอายุยืนนานขึ้น ทำให้คนผู้นั้นมีโอกาสได้สัมผัสกับ "โรคข้ออักเสบ" อย่างน้อยหนึ่งโรคคือ "โรคข้อเสื่อม"

โรคข้ออักเสบเป็นคำนิยามที่ใช้กับกลุ่มโรคที่มีมากกว่าร้อยโรคทีเดียว ซึ่งรวมตั้งแต่การปวดเส้นเอ็น เช่น โรคข้อศอกเทนนิส โรคเบอร์ซ่าอักเสบ จนถึงโรคข้ออักเสบรุนแรงจนอาจทำให้พิการได้ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง เช่น ไฟโบรมัยอาลเจีย โรคเกาต์ และโรคแพ้ภูมิตนเอง เช่น โรคลูปัส ส่วนโรคข้ออักเสบที่พบชุกมากที่สุดคือ โรคข้อเสื่อม ซึ่งเกิดจากการใช้งานมานาน และเป็นโรคข้ออักเสบชนิดเดียว ที่ทุกคนรู้จัก จนนึกว่าโรคอักเสบมีแต่ข้อเสื่อมเท่านั้น

โรคข้ออักเสบในความเป็นจริงแล้ว พบบ่อยในผู้สูงอายุคือ โรคข้อเสื่อม แต่เราอาจพบได้ในทุกอายุ แม้แต่เด็กแบเบาะ อาจเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ชนิดเป็นในเด็ก ขณะที่อาจพบโรคข้ออักเสบในวัยเจริญพันธ์จนถึงวัยกลางคน โดยอาการแสดงของโรคคือปวดตามกล้ามเนื้อ ข้อ หรือที่คนไทยชอบเรียกปวดกระดูก ความจริงแล้วควรใช้คำว่า "ข้ออักเสบ" จะถูกต้องกว่า เนื่องจากมีอาการอักเสบบริเวณรอบข้อ ที่แทนที่จะเป็นในกระดูก

อุบัติการอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อในคนไทย สาเหตุและการดูแลที่ถูกต้อง

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงรัตนาวดี ณ นคร หน่วยโรคข้อและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รายงานไว้ว่า จากการสำรวจในกลุ่มประชากรที่อายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป พบว่าร้อยละ 74 เคยมีอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ ถ้าปัจจุบันประชากรไทยมี 60 ล้านคน คนไทยที่เคยมีการปวดข้อและกล้ามเนื้อจะมีไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของประเทศหรือไม่น้อยกว่า 30 ล้านคน

ถ้าพิจารณาเฉพาะรายที่เพิ่งมีอาการปวดภายใน 7 วันที่ผ่านมา อุบัติการก็ยังสูงถึงร้อยละ 43 เท่ากับว่าขณะนี้ประชากรไทยราว 18 ล้านคนที่กำลังมีอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ หลายคนอาจคิดว่าใน 18 ล้านคนนี้น่าจะเป็นประชากรในในกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงาน และมีอาการปวดเมื่อยตามธรรมชาติ แต่จากการสำรวจปรากฏว่า กลุ่มที่มีอาการปวดมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 15-54 ปี และช่วงอายุที่พบว่ามีอาการปวดมากที่สุดคือ 35-44 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ

เมื่อดูผลกระทบของอาการปวดต่อคุณภาพชีวิตพบว่าร้อยละ 1.4 ของคนที่มีอาการปวดหรือประชากรไทยประมาณ 250,000 คนต้องพึ่งพาผู้อื่นในการดำรงชีวิตร้อยละ 8 หรือประชากร 1.4 ล้านคน อาการปวดก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำกิจวัตรประจำวัน และร้อยละ 17 หรือประชากรไทยราว 3 ล้านคน ยอมรับว่า การปวดทำให้คุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และทำให้รายได้ต้องลดลงกว้าครึ่ง

เพื่อสืบหาสาเหตุของอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อในคนไทย คณะผู้วิจัยได้ทำการตรวจร่างกายผู้ที่มีอาการปวดภายใน 7 วันที่ผ่านมา ได้แจกแจงสาเหตุไว้ในตารางสาเหตุที่พบบ่อย 4 อันดับแรก เรียงตามลำดับ ได้แก่

  1. อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อหลังเครียดหรือเคล็ด
  2. เส้นเอ็นอักเสบโดยเฉพาะเส้นเอ็นข้างศอกและข้อมือ
  3. อาการปวดล้ากล้ามเนื้อเฉพาะที่ตามแขนไหล่และหลังตอนบน
  4. ข้อเข่าเสื่อม


สาเหตุของอาการปวดข้อ
และกล้ามเนื้อ
คิดเป็นร้อยละ ความชุก
ต่อประชากร 1,000 คน
ปวดหลังส่วนเอว 54.16 208
เส้นเอ็นอักเสบ 25.00 96.35
อาการปวดล้ากล้ามเนื้อเฉพาะที่ 17.05 65.69
ข้อเข่าเสื่อม 17.05 65.69
ปวดล้าข้อโดยไม่อักเสบ 4.92 18.98
กระดูกต้นคอเสื่อม 1.51 5.84
โรคเกาต์/โรคเกาต์เทียม 1.4 4.38
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 0.75 2.92
ข้ออักเสบเรื้อนกวาง/ข้อต่อสันหลังอักเสบ 0.75 2.92
โรคลูปุส 0.38 1.46
รวม 1.00 385.4


เห็นได้ว่าอันดับที่ 1-3 เป็นอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ ที่เกิดจากการทำงานหรือการใช้อิริยาบถที่ไม่เหมาะสมแทบทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากการอักเสบ ส่วนอันดับที่ 4 คือ โรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเป็นโรคข้อที่พบบ่อยที่สุดในชุมชน ในกลุ่มโรคที่มีการอักเสบพบว่าโรคเกาต์และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดแต่ก็ยังพบน้อยกว่าโรคข้อเสื่อมมาก

พฤติกรรมการรักษาของชุมชนเมื่อมีอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ

ผลจากการสำรวจพบว่าเพียงหนึ่งในสามของผู้ที่มีอาการปวด ใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมที่กล่าวมาแล้วร้อยละ 70 แสวงหาการรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดโดยด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ซื้อยารับประทานเอง รักษาโดยการแพทย์พื้นบ้าน หรือรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน

เพื่อสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมในการใช้ยาชุดของคน ที่มีอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ พบว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ที่เคยมีอาการปวดเคยรับประทานยาชุด นั่นคือประชากรไทยประมาณ 15 ล้านคน เคยซื้อยาชุดรับประทานเองเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ โดยร้อยละ 90 ยอมรับว่ารับประทานเป็นครั้งคราว เวลาปวดที่รับประทานทุกวันมีร้อยละ 10 ของคนที่มีอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อหรือเท่ากับประชากรราว 1.5 ล้านคนที่ซื้อยาชุดรับประทานประจำ


ยาชุดคืออะไร


รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงรัตนวดี ณ นคร ได้รายงานไว้ใน "คู่มือสำหรับประชาชน" โดย "สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย" ว่าตามคำจำกัดความ

"ยาชุด" เป็นยาตั้งแต่ 2 ชนิดที่รวมอยู่ในซองเดียวกัน เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าตามอาการโดยไม่ได้มีการระบุชื่อยา หรือขนาดยาข้างซอง แต่ยาชุดในปัจจุบันมีการพัฒนาไปมาก เช่น บรรจุบันสำเร็จรูปโดยมีฉลากระบุสรรพคุณไว้ข้างซองยา ในลักษณะครอบจักวาล ทำเป็นยาลูกกลอนเลียนแบบยาสมุนไพร หรือป่นเป็นผงรวมไปกับยาสมุนไพร หรือขายแยกเป็นเม็ดเดี่ยว ทั้งนี้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงจำหน่ายยาชุดซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย

ตัวยาที่บรรจุอยู่ในยาชุดอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จากการสำรวจที่อำเภอน้ำพอง ได้ยาที่ไม่ซ้ำแบบกันมา 51 ชุดพบว่า ร้อยละ 80 มียาสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ส่วนใหญ่จะขายรวมกับยาต้านอักเสบที่ออกฤทธิ์แรงได้แก่ อันโดเมทาซินและเฟนนิลบูตาโซน เพียงร้อยละ 15 ที่ยาชุดประกอบด้วยยาต้านอักเสบเพียงอย่างเดียว โดยไม่ขายรวมกับสเตียรอยด์ และมีบางชุดได้บรรจุยาต้านอักเสบ 2 ชนิด รวมทั้งยาสเตียรอยด์เข้าไว้ด้วยกัน โดยหวังที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้เป็นที่พอใจของผู้ซื้อ จากการสำรวจพบว่ามีเพียงร้อยละ 4 ที่ยาชุดประกอบด้วย ยาแก้ปวดธรรมดาหรือสมุนไพรที่ไม่อันตราย

ยาสเตียรอยด์เป็นยาต้านการอักเสบที่ออกฤทธิ์แรง และอันตราย การใช้ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด ผลเสียจาการใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันนานๆ คือ จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ ติดเชื้อง่าย ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อเรื้อรังหรือรุนแรง หน้าบวม ผิวหนังบาง เส้นเลือดเปราะและแตกง่ายเลือดออกในกระเพาะอาหาร เบาหวาน ทำให้กระดูกสันหลังพรุนและยุบง่าย หัวกระดูกต้นขาขาดเลือดตาย หลอดเลือดแข็งเร็วกว่าวัยอันควร และเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตามมาได้ ผู้ป่วยที่รับประทานสเตียรอยด์จากยาชุด มักเสียชีวิตจากการติดเชื้อรุนแรง

ยาในกลุ่มต้านการอักเสบจะทำให้เกิด อาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ถ้าบริโภคติดต่อกันนานๆ อาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารและกระเพาะอาหารทะลุได้ ในผู้สูงอายุผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคตับเรื้อรัง ผู้ที่ขาดน้ำ การรับประทานยาในกลุ่มนี้จะเร่งให้ไตวายเร็วขึ้น ยาตัวนี้อาจทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิม นอกจากนี้ตัวยาเฟนนิลบูตาโซนยังมีฤทธิ์กดไขกระดูกอย่างรุนแรง ถ้ารับประทานยานี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เป็นโรคไขกระดูกฝ่อได้

ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรคเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทั่วไป ควรจะได้ศึกษาเพื่อการบำบัดรักษาตนเองให้ถูกต้อง ร้อยละ 80 ของโรคส่วนใหญ่หายได้เองจากการปฏิบัติตัวให้เหมาะสม โดยไม่ต้องการการใช้ยา ควรใช้ยาเฉพาะเท่าที่จำเป็น และควรจำกัดชนิดยาให้ใช้เฉพาะที่กำหนดไว้ในยาสามัญประจำบ้าน ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ยานอกเหนือไปจากนั้นควรปรึกษาผู้รู้ ที่อยู่ใกล้เคียงที่คาดว่าจะปรึกษาได้ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยา รับประทานเองโดยเฉพาะยาที่ไม่ระบุชื่อยา ขนาดและวิธีใช้ไว้ที่ข้างซองเพราะมักจะส่อถึงยาอันตราย


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600