รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงรัตนวดี ณ นคร
ได้รายงานไว้ใน "คู่มือสำหรับประชาชน" โดย
"สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย" ว่าตามคำจำกัดความ
"ยาชุด" เป็นยาตั้งแต่ 2 ชนิดที่รวมอยู่ในซองเดียวกัน เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าตามอาการโดยไม่ได้มีการระบุชื่อยา
หรือขนาดยาข้างซอง แต่ยาชุดในปัจจุบันมีการพัฒนาไปมาก เช่น
บรรจุบันสำเร็จรูปโดยมีฉลากระบุสรรพคุณไว้ข้างซองยา
ในลักษณะครอบจักวาล ทำเป็นยาลูกกลอนเลียนแบบยาสมุนไพร หรือป่นเป็นผงรวมไปกับยาสมุนไพร หรือขายแยกเป็นเม็ดเดี่ยว ทั้งนี้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงจำหน่ายยาชุดซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย
ตัวยาที่บรรจุอยู่ในยาชุดอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
จากการสำรวจที่อำเภอน้ำพอง ได้ยาที่ไม่ซ้ำแบบกันมา 51 ชุดพบว่า
ร้อยละ 80 มียาสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ส่วนใหญ่จะขายรวมกับยาต้านอักเสบที่ออกฤทธิ์แรงได้แก่
อันโดเมทาซินและเฟนนิลบูตาโซน เพียงร้อยละ 15 ที่ยาชุดประกอบด้วยยาต้านอักเสบเพียงอย่างเดียว
โดยไม่ขายรวมกับสเตียรอยด์ และมีบางชุดได้บรรจุยาต้านอักเสบ
2 ชนิด รวมทั้งยาสเตียรอยด์เข้าไว้ด้วยกัน
โดยหวังที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้เป็นที่พอใจของผู้ซื้อ จากการสำรวจพบว่ามีเพียงร้อยละ 4 ที่ยาชุดประกอบด้วย
ยาแก้ปวดธรรมดาหรือสมุนไพรที่ไม่อันตราย
ยาสเตียรอยด์เป็นยาต้านการอักเสบที่ออกฤทธิ์แรง
และอันตราย การใช้ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ผลเสียจาการใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันนานๆ คือ
จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ ติดเชื้อง่าย
ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อเรื้อรังหรือรุนแรง หน้าบวม ผิวหนังบาง เส้นเลือดเปราะและแตกง่ายเลือดออกในกระเพาะอาหาร
เบาหวาน ทำให้กระดูกสันหลังพรุนและยุบง่าย
หัวกระดูกต้นขาขาดเลือดตาย หลอดเลือดแข็งเร็วกว่าวัยอันควร และเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตามมาได้
ผู้ป่วยที่รับประทานสเตียรอยด์จากยาชุด
มักเสียชีวิตจากการติดเชื้อรุนแรง
ยาในกลุ่มต้านการอักเสบจะทำให้เกิด
อาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ถ้าบริโภคติดต่อกันนานๆ อาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารและกระเพาะอาหารทะลุได้
ในผู้สูงอายุผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคตับเรื้อรัง ผู้ที่ขาดน้ำ การรับประทานยาในกลุ่มนี้จะเร่งให้ไตวายเร็วขึ้น
ยาตัวนี้อาจทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิม นอกจากนี้ตัวยาเฟนนิลบูตาโซนยังมีฤทธิ์กดไขกระดูกอย่างรุนแรง ถ้ารับประทานยานี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
อาจทำให้เป็นโรคไขกระดูกฝ่อได้
ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรคเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทั่วไป
ควรจะได้ศึกษาเพื่อการบำบัดรักษาตนเองให้ถูกต้อง ร้อยละ 80 ของโรคส่วนใหญ่หายได้เองจากการปฏิบัติตัวให้เหมาะสม
โดยไม่ต้องการการใช้ยา ควรใช้ยาเฉพาะเท่าที่จำเป็น
และควรจำกัดชนิดยาให้ใช้เฉพาะที่กำหนดไว้ในยาสามัญประจำบ้าน ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ยานอกเหนือไปจากนั้นควรปรึกษาผู้รู้
ที่อยู่ใกล้เคียงที่คาดว่าจะปรึกษาได้ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยา
รับประทานเองโดยเฉพาะยาที่ไม่ระบุชื่อยา ขนาดและวิธีใช้ไว้ที่ข้างซองเพราะมักจะส่อถึงยาอันตราย
|