นางจินดา ชินประศาสน์ศักดิ์ พยาบาลประจำโรงพยาบาลธัญญรักษ์
เปิดเผยว่า ในปัจจุบันผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาการติดยาบ้า
มีจำนวนมากถึง 90% เมื่อเทียบกับยาเสพย์ติดชนิดอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นผงขาว สารระเหยหรือ เฮโรอีน โดยผู้ที่เข้ารับการรักษา
มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่มาโดยความสมัครใจ พ่อแม่ขอร้องให้รักษา
ทางโรงเรียนจับได้ส่งตัวมา รวมกระทั่งถึงศาลและตำรวจส่งตัวมา ซึ่งในขณะนี้มีจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั้งสิ้นกว่า 200 คน
อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนจะค่อนข้างมาก
แต่การรักษายาบ้าตอนนี้ไม่ยากเหมือนเมื่อก่อน เพราะสามารถทำได้ทั้งให้คนไข้รับยาไปทานที่บ้านได้
หรือจะขอพักอยู่ที่โรงพยาบาลก็ได้
สำหรับแนวทางหลักของโรงพยาบาลในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ขณะนี้ได้เน้นไปที่นโยบายเชิงรุกมากขึ้น อาทิ การให้ความรู้กับครู
เพื่อไปอบรมศิษย์ แทนที่จะพานักเรียนไปอบรมเข้าค่ายเท่านั้น
ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นไปสู่พ่อ-แม่ให้รู้บทบาทในการช่วยรักษา
อาการของลูกตนด้วย เพราะการติดยาเสพย์ติดไม่สามารถแก้ได้
ด้วยยาเพียงอย่างเดียว
"ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้ารับการรักษาจะบอกถึงสาเหตุคล้ายๆ กัน
เช่น ตามเพื่อน ไม่รู้ว่ายาที่เสพเข้าไปนั้นคือยาบ้า
และมีปัญหาครอบครัวมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว
ไม่มีเวลาพูดคุยกัน หรือครอบครัวขาดความอบอุ่น
ดังนั้น ตรงนี้คือจุดแรกที่ต้องแก้
"ขณะเดียวกันเรามองว่า วิธีการแก้ปัญหาของโรงเรียนบางแห่ง
ที่ไล่นักเรียนที่ติดยาออกจากโรงเรียนนั้น ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง
จริงๆ แล้วต้อง เน้นให้เด็กได้รับการศึกษา
เพราะการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญ"
นางจินดากล่าวต่อไปว่า สำหรับขั้นตอนการเข้ารับการรักษา
จะใช้เวลาประมาณ 21 วัน เริ่มตั้งแต่การสอบถามประวัติของผู้ป่วย
และเช็กลักษณะนิสัยของผู้ป่วยจากญาติ จากนั้นจึงเข้ารับการรักษา
เพื่อถอนพิษยาเป็น เวลา 14 วัน เมื่อสภาพร่างกายดีขึ้น
แพทย์จะจ่ายยาให้คนไข้อีก 7 วัน และอยู่ในศูนย์ชุมชนบำบัดระยะจูงใจ โดยจะจัดฝึกสอนวิชาชีพให้กับผู้ป่วย เช่น อาชีพตัดผม
ทักษะพิมพ์ดีด และเมื่อออกไปแล้วก็จะมีการติดตามผลรักษาต่อไป
โดยเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,400 บาท แต่กรณีที่เข้ารักษา 14 วัน
แล้วยังไม่หาย จะต้องส่งผู้ป่วยรายนั้นไปยังโรงพยาบาลศรีธัญญา
เพื่อดำเนินการรักษาขั้นต่อไป
|