|
ฉบับนี้จะนำเสนอโรคที่ค่อนข้างแปลกหน่อย
ดูชื่ออาจะยังไม่แปลกเท่าไหร่ ต้องดูที่อาการและผลลัพธ์ที่เกิดตามมา
โรคนี้ภาษาแพทย์เรียกว่า ANOREXIA NERVOSA หรือ
แอเนอะเร็กเซีย เนอร์โวซส ครับ คนที่เป็นโรคนี้
จะเป็นคนที่กลัวอ้วน กลัวเอามากๆ เห็นน้ำหนักตัวเองเป็นศัตรู
ปฏิเสธอาหารอย่างมากจนผ่ายผอมครับ
ถ้าเราจะสังเกตดีๆ จะเห็นว่าสังคมปัจจุบันสนใจน้ำหนักตัว
ไม่ต้องการอ้วน ไม่ต้องการหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน สื่อชนิดต่างๆ
ไม่ว่า ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ จะพบข้อความหรือโฆษณาเกี่ยวข้อง
กับการควบคุมน้ำหนักด้วยกรรมวิธีต่างๆ เกี่ยวข้องกับผลเสียของความอ้วน
หรือไขมันมากเกินอยู่เสมอ
อาจเรียกว่าค่านิยมใหม่ได้รับการปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่
เยาวชนรุ่นใหม่รับไปเรียบร้อยแล้ว เชื่อไหมครับว่า ในอเมริกา
สาววัยรุ่นอายุ 18 ปี กว่าครึ่งคิดว่าตัวเองอ้วน (น้ำหนักมากไป)
ทั้งๆ ที่เมื่อชั่งแล้วน้ำหนักยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ค่านิยมนี้
จะเห็นเด่นชัดในกลุ่มนักศึกษาหญิงครับ นิยมน้ำหนักตัวน้อย
เคร่งครัดควบคุมอาหารการกินมาก
โรคกลัวอ้วนเสียจนผอมเกินไปนี้คาดว่ามีคนป่วยราว 0.2 ถึง 1.3
เปอร์เซ็นต์ของประชากร มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นราว 5-10 รายต่อประชากร
1 แสนคน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า ในผู้ป่วยทั้งหมดจะเป็นผู้ชาย
ไม่เกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์ครับ
อาการของโรคมักเริ่มตอนวัยรุ่น โดยเฉลี่ยจะเริ่มเป็นเมื่ออายุ
17 ปี มีบ้างที่เป็นตอนเรียนมัธยมต้นหรือตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พบมากในประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่เจริญแล้ว
ประเทศด้อยพัฒนาจะพบน้อยกว่า
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียน หรือนักศึกษาสาวที่ขยันเรียน
มีความรับผิดชอบสูง ผลการเรียนดี เป็นคนค่อนข้าง "สมบูรณ์แบบ" บิดามารดามักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสูง
ผู้ป่วยมักไม่ชอบงานสังคมสังสรรค์นัก
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานราว 15% เช่น
ควรหนัก 60 กิโลกรัม ก็หนักเพียง 50 กก. หรือควรหนัก 50 กก.
ก็เหลือแค่ 42 กก. หรือน้อยกว่าเป็นต้น
โรคนี้ถือเป็นความผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่งครับ โดยมีความเชื่อผิดเกี่ยวกับน้ำหนักและรูปร่างตัวเอง บางคนยังเชื่อว่า
น้ำหนักมากเกินไปทั้ง ๆ ที่ความจริงอยู่ในขั้นผอมแห้ง บางคนเชื่อว่าอวัยวะบางส่วนของตัวอ้วนไป
ผู้ป่วยจะกลัวมากๆ เกี่ยวกับการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น และที่แปลกคือ
เมื่อยิ่งผอม (น้ำหนักลด) กลับยิ่งกลัวมากขึ้นไปอีก ความกลัวน้ำหนักเพิ่มนั้น
มากเสียยิ่งกว่ากลัวตายจากการปฏิเสธอาหาร แทนที่จะรู้สึกผ่อนคลายหรือเบาใจ
เมื่อน้ำหนักลดลงได้เขากลับกลัวมากขึ้นไปอีก
จะพบอาการไม่มีประจำเดือนได้บ่อยในผู้ป่วยโรคนี้ สาเหตุเกิดจากความเครียดอย่างรุนแรงจากการอดอาหาร ทำให้ฮอร์โมนของสมองที่ควบคุมการมีประจำเดือนลดลง
พฤติกรรมของผู้ป่วยมีได้ 2 แบบครับ
-
แบบจำกัด หมายถึงจะรับประทานอาหารน้อย
และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง พวกนี้มักจะออกกำลังกายมากและหนัก
-
แบบกินมาก / ออกมาก หมายถึงเมื่อรับประทานอาหารแล้วใช้วิธีทำให้ตัวเองอาเจียน
ใช้ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะ หรือสวนอุจจาระ
ผู้ป่วยมักมีความประพฤติแบบย้ำคิด-ย้ำทำ ร่วมด้วย
ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยพิธีรีตอง ส่วนตัวอาจนับเมล็ดข้าวที่รับประทาน
คำนวณพลังงานที่ได้จากอาหาร ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วนของร่างกาย ฯลฯ
ผู้ป่วยโรคนี้จะปฏิเสธความเจ็บป่วยของตัวเองไม่ยอมรับว่าป่วย
ทำให้รักษาลำบาก เขาคิดว่าความคิดของเขาถูกต้อง และคนอื่น
กำลังพยายามทำให้เขาอ้วน เขาคิดว่าตัวเองปกติ ส่วนคนอื่นทั้งโลก
ต่างหากที่เพี้ยนไป
การพัฒนาทางเพศจะล่าช้าในผู้ป่วยพวกนี้ สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย
เช่น ผู้ป่วยมักแยกตัวจากสังคม เพราะขาดความเชื่อมั่น / นับถือตัวเองและกลัวว่าเมื่อเข้าสังคมแล้วจะดำเนินชีวิตอย่างที่ทำอยู่ไม่ได้
การอดอาหารยังไปกดการหลั่งของฮอร์โมนเพศ
ทำให้ขาดความสนใจทางเพศ ที่ว่าคนเป็นโรคกลัวอ้วนไม่หิวนั้น
เป็นความเข้าใจผิดครับ เขายังหิว และหิวอยู่เสมอ แต่การเอาชนะความหิว
ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีอำนาจเหนือร่างกายของเขาเอง
ความคิดของเขาจะเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับอาหาร น้ำหนักตัว
และการควบคุมอาหาร ในที่สุดเมื่อเขาสนใจแต่เรื่องพวกนี้
เขาก็จะไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น ทำให้การเรียน การทำงาน
และมนุษยสัมพันธ์แย่ลง ความซึมเศร้าก็จะตามมา
โรคแทรกซ้อนส่วนใหญ่เกิดจากผลของการอดอาหารครับ เป็นความพยายามของร่างกายที่จะอนุรักษ์พลังงานไว้ใช้ในภาวะที่ขาดแคลน
ผู้ป่วยที่ใช้วิธีอาเจียน ถ่ายท้อง หรือขับปัสสาวะจะสูญเสียธาตุโปตัสเซียม เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะและกล้ามเนื้อเกร็งได้
- โรคแทรกทางหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคนี้
อาจหัวใจเต้นช้าแค่ 40 ครั้งต่อนาที
- อาเจียนบ่อยๆ ทำให้เคลือบฟันสึกกร่อน และต่อมน้ำลายบวมคล้ายเป็นคางทูม
กล้ามเนื้อกระเพาะและลำไส้จะลีบและอ่อนลงจาการที่ใช้งานน้อย
ทำให้อาหารคงอยู่ในและท้องผูก
- ผิวหนังจะแห้ง ผมบนศีรษะบางลง มีขนอ่อนตามลำตัวและแขนขามากขึ้น
- อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง กระดูกบางลง กระดูกหักง่าย
- ไตทำงานปกติ อาจเกิดไตวายเรื้อรัง
- เม็ดโลหิตและเกร็ดเลือดลดน้อยลง
ยังไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมบางคนจึงเป็นโรคกลัวความอ้วน
ขนาดสาหัสเช่นนี้ครับ เป็นความเบี่ยงเบนทางจิต
ที่เกิดความพอใจจากการที่ผอมลง
ก่อนรักษาแพทย์จะต้องประเมินว่าผู้ป่วยมีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่
และมีโรคแทรกซ้อนอะไรบ้าง เป้าหมายเบื้องต้นในการรักษาคือ ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการอดอาหาร ผู้ป่วยและครอบครัว
จะได้รับคำแนะนำและอธิบายถึงแผนการรักษา เพื่อนๆ ของผู้ป่วย
ก็มีส่วนร่วมในการรักษาด้วย
นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ นักจิตวิทยา และจิตแพทย์
ล้วนมีความสำคัญในการร่วมทีมรักษา เริ่มแรกต้องค่อยๆ เพิ่มอาหาร
เพื่อป้องกันกระเพาะขยายตัว ป้องกันการบวมและหัวใจล้มเหลว
บางกรณีต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล เช่น
ผู้ป่วยที่น้ำหนักลดมากกว่า 30% ของน้ำหนักปกติ ผู้ป่วยที่มีความคิดฆ่าตัวตาย
ผู้ป่วยที่ติดยาระบาย หรือยาขับปัสสาวะและกรณีที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกแล้วไม่ได้ผล
การรักษาในโรงพยาบาลจะใช้เวลาประมาณ 10-12 สัปดาห์
จึงจะเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ก่อนจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน
ควรลองปล่อยผู้ป่วยกลับบ้านเฉพาะวันหยุดดูก่อน เพื่อปรับตัวสักระยะหนึ่ง เมื่อกลับบ้านได้แล้วยังต้องนัดกลับมาติดตามการรักษาไปอีกเป็นเดือน
หรือเป็นปีทีเดียว เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
การรักษาทางจิต มีความสำคัญมาก ต้องเริ่มตั้งแต่ก้าวแรกเลย
และติดตามไปเรื่อยๆ จนผู้ป่วยปกติ พฤติกรรมบำบัด
ก็มีส่วนในการรักษามากทั้งวิธีให้รางวัลและลงโทษ
ในผู้ป่วยอายุน้อยการใช้วิธีครอบครัวบำบัดจะได้ผลดีมาก ต้องระลึกเสมอว่าโรคนี้มีผลกระทบต่อครอบครัวทั้งหมด การให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวเพื่อแก้ปัญหาในสิ่งแวดล้อมของครอบครัว
จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
มีอาการบางอย่างที่พอจะอาศัยเป็นสัญญาณเตือนได้สำหรับสังเกตว่า
คนในครอบครัวของเราอาจเริ่มเป็นโรคกลัวอ้วนอย่างหนักหรือไม่ครับ
อาการที่ว่าได้แก่
- ตั้งอดอาหารด้วยตัวเอง และน้ำหนักลดลง
- กลัวการเพิ่มน้ำหนักตัว
- ปฏิเสธการรับประทานอาหาร
- ปฏิเสธความหิว
- ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
- มีขนอ่อนมากขึ้นตามตัวแขนขา หรือใบหน้า
- ขี้หนาว
- ประจำเดือนไม่มาหรือไม่สม่ำเสมอ
- ผมบางลง
- มีความรู้สึกว่าตัวเองอ้วนทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงผอมมาก
ครับก็ลองใช้หลักการนี้สังเกตดู หากสงสัยให้รีบปรึกษาแพทย์
และหากโชคร้ายเป็นโรคนี้จริงก็ช่วยแพทย์อย่างเต็มที่ในการรักษาด้วยครับ
|