มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 21 ฉบับที่ 4 เมษายน 2540]

ไวรัสตับอักเสบ ซี

ผศ.นพ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์


ไวรัสตับอักเสบ ซี คืออะไร

ไวรัสตับอักเสบ ซี เป็นไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อติดเข้าไป ในร่างกายคนเราแล้ว มักชอบจะไปอยู่ที่ตับ

ไวรัสตับอักเสบ ซี ติดต่อมาถึงคนได้อย่างไร

คนเราสามารถติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ได้จากการได้รับเลือด หรือน้ำเหลืองที่มีไวรัสตับอกัเสบ ซี ปนเปื้อนอยู่ นอกจากนี้เรายังติดเชื้อไวรัสนี้ ได้จากการใช้เข็มร่วมกัน เช่น ในพวกติดยาเสพติด หรือถูกเข็ม ที่เลอะเลือดคนไข้แทงถูกตัวเรา มีบางข้อมูลบ่งชี้ว่า เราสามารถติดเชื้อไวรัส ซี จากเพศสัมพันธ์ แต่ข้อมูลนี้ยังไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตามประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ซี จะไม่รู้ว่าได้รับเชื้อมาอย่างไร

มีผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ซี มากขนาดไหน

มีการศึกษาในประเทศไทย พบว่า ประมาณเกือบร้อยละหนึ่ง ของคนที่มาบริจาคเลือดมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี และประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยโรคไตวายที่ได้รับการรักษาด้วยไตเทียมจะมีการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ ซี

เกิดอะไรขึ้นเมื่อเราติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี

ตับอักเสบเฉียบพลัน

หลังจากไวรัสตับอักเสบ ซี เข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะทำให้เกิด การอักเสบของตับ แต่ส่วนมากผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไร มีเพียงประมาณ ร้อยละ 25-30 ของผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ที่เรียกว่าดีซ่าน ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเกิดไวรัสตับอักเสบ ซี เฉียบพลัน

ตับอักเสบเรื้อรัง

มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี จะเกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไร เมื่อมีการทำลายตับไปมากพอควร หรือภาวะที่มีการอักเสบของตับมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

ตับแข็ง

ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบ ซี นั้นตับจะมีอาการ อักเสบและถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจะกลายเป็นตับแข็ง ซึ่งถ้าเป็นมากแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลียมาก ดีซ่าน ท้องมาน และเกิดตับวายได้ในที่สุด

มะเร็งตับ

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ซี เรื้อรังจะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้มากกว่าคนปกติ และมีรายงาน ว่าถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาไวรัสตับอักเสบ ซี เรื้อรังอย่างถูกต้องสามารถที่จะลดโอกาสการเกิดมะเร็งตับลงได้

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  1. เจาะเลือดตรวจดูการทำงานของตับเพื่อดูว่ามีการอักเสบของตับไหม และมากน้อยขนาดไหน นอกจากนี้ยังพอจะบอกว่าตับยังทำงานได้ดีขนาดไหน
  2. ตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบ ซี หรือตรวจหาไวรัส ซี ในน้ำเหลืองเพื่อยืนยันว่า ผู้ป่วยได้รับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี
  3. การตรวจอัลตราซาวนด์ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยจะมีตับแข็ง หรือมะเร็งตับแล้วหรือยัง
  4. การเจาะเนื้อตับเพื่อช่วยยืนยันว่า ผู้ป่วยมีภาวะไวรัสตับอักเสบ ซี นอกจากนี้ยังช่วยบอกได้ว่ามีการอักเสบมากน้อยแค่ไหน มีภาวะตับแข็งแล้วหรือยัง

การปฏิบัติตัว
  1. ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่มีคุณค่าครบทุกหมู่และพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. หลีกเลี่ยงสารที่อาจมีผลต่อตับ เช่น ไม่ควรดื่มเหล้า หลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ไม่จำเป็น
  3. ติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

การรักษาด้วยยา

ในปัจจุบันยาที่มีการศึกษามาก และได้ผลดีที่สุดคือ อินเตอร์เฟียรอน ซึ่งต้องรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งประมาณร้อยละ 40-60 ของผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษา ปัจจุบันกำลังมีการศึกษายากินชื่อว่า "ไรบาไวริน" ซึ่งนำมาใช้ร่วมกับยาฉีดอินเตอร์เฟียรอน เพื่อหวังผลที่จะเพิ่มการตอบสนองต่อการรักษา

ผศ.นพ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600