มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



 อาการปวดท้อง

พญ.จันทรา เจณณวาสิน

เพื่อนแพทย์สตรีท่านหนึ่งสู้อุตส่าห์ทนปวดท้องอยู่เป็นเวลาเกือบเดือนจนในที่สุดทนไม่ไหว ตัดสินใจปรึกษาเพื่อนซึ่งเป็นหมอผ่าตัด ผลคือต้องผ่าตัดอย่างรีบด่วน เพราะลำไส้ใหญ่ส่วนที่เป็นถุงยื่นออกมาระหว่างผนังลำไส้อย่างผิดปกตินั้น เกิดการอักเสบเป็นหนอง (Diverticulosis) แบบไส้ติ่งอักเสบ นี่เป็นตัวอย่างของอาการปวดท้อง ท้องอืดซึ่งมีสาเหตุจากอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ในช่องท้อง ตั้งแต่ตับทางชายโครงขวา, ม้ามทางชายโครงซ้าย, กระเพาะอาหารและหลอดอาหารตรงกลางต่ำลงไปเป็นตับอ่อน, ลำไส้เล็ก, ลำไส้ใหญ่, ในสตรีมีอวัยวะสืบพันธุ์เช่น มดลูก, ปีกมดลูกและรังไข่ ส่วนกระเพาะปัสสาวะที่อยู่ในอุ้งเชิงกรานนั้น ถ้าเกิดการอักเสบ ย่อมก่อให้เกิดปัญหาปวดท้อง และท้องอืดได้เช่นกัน นอกจากนี้ยามที่ไส้ติ่งซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในท้องน้อยข้างขวา อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดแถบรอบๆ สะดือได้ อาการปวดท้องที่เริ่มเกิดขึ้น ท่านผู้อ่านควรสังเกตว่าอาการปวดเริ่มที่ใด ลักษณะแบบปวดดื้อๆ หรือปวดเจ็บแปลบๆ เป็นระยะๆ อาการมีมากขึ้นช่วงเวลาใดของวันหรือของรอบเดือน บางครั้งอาการปวดท้องอาจมีต้นเหตุจากความเครียดที่ทับถมทวีมากขึ้นในยุคปัจจุบัน

ดิฉันขอเสนออาการปวดท้องอันเกิดจากต้นเหตุต่างๆ ที่พบบ่อยมาเป็นตัวอย่าง ดังเช่น

ถ้าท่านมีอาการปวดท้องแบบปวดเหมือนใครมาบิดลำไส้เป็นระยะๆ อาการปวดเคลื่อนที่ไปรอบช่องท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ อาการปวดลดลงหลังจากถ่ายอุจจาระ อาจมีอาการท้องเสียหรือท้องผูก ท่านอาจเกิดปัญหาทางลำไส้ที่เรียกว่า ลำไส้ไม่สงบ หรือที่บก.ใกล้หมอเรียกว่า ประสาทลงลำไส้ (Irritable Bowl Syndrome)

Irritable Bowl Syndrome นี้พบมากในสตรีมากกว่าบุรุษ ต้นเหตุอาจสืบเนื่องมาจากความเครียด ความกังวลหรือมีอาการซึมเศร้าอาจมีประวัติถูกซ้อม หรือถูกข่มขืนมาก่อน อาหารที่มีไขมันมากๆ หรืออาหารที่มีนมผสม (น้ำตาลของนม เรียกว่า Lactose) อาหารพวกผลไม้ (น้ำตาลจากผลไม้คือ Fructose) บางชนิดหรือจากพวกสารทำให้หวาน ซึ่งร่างกายบางคนไม่ยอมรับ ก่อให้เกิดปัญหาย่อยยาก ท้องอืดท้องเฟ้อและจกเสียดได้ นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และพวกคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ, ช็อกโกแลต, น้ำโคล่า อาจไปรบกวนระบบย่อยอาหารก่อให้เกิดอาการดังกล่าว การรับประทานอาหารน้อยเกินไปหรือมากเกินไป ยาปฏิชีวนะ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีสารแมกนีเซียมและยาลดความดันโลหิตบางขนาน อาจทำให้เกิดท้องเสีย แต่ยากล่อมประสาท ยาลดอาการซึมเศร้า ยาลดการบีบตัวของลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ (Antispasmodic drug) ยาเข้าธาตุเหล็กซึ่งบำรุงเลือด หรือเข้าธาตุแคลเซียมบำรุงกระดูก ต่างๆ เหล่านี้อาจก่อให้เกิดอาการท้องผูก จุกเสียดได้ ดังนั้นท่าควรเฝ้าสังเกตอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวกับอาหารหรืออารมณ์

ถ้าบรรดาอาหารเป็นต้นเหตุ อาการมักเกิดขึ้นหลังจากการบริโภคอาหารชนิดนั้นๆ ภายในเวลา 20-40 นาที เมื่อท่านพบว่าอาหารชนิดใดไม่ถูกกับกระเพาะอาหารและลำไส้ของท่าน ก็ควรงดรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มชนิดนั้นๆ ถ้าท่านมีปัญหาเรื่องท้องผูก ควรรับประทานอาหารพวกผักผลไม้ อาหารที่ให้กากอาหารมาก ธัญพืชชนิดต่างๆ ข้าวซ้อมมือ การดื่มชาที่ทำจากใบ Chamomile ซึ่งไม่มีคาเฟอีนหรือชาที่ใส่เปปเปอร์มินต์ ใบสะระแหน่อย่างน้อยวันละสามถ้วย ย่อมช่วยลดการปวดเสียดท้อง เนื่องการลำไส้หดบีบตัวอย่างรุนแรง (spasm) นอกจากนี้สภาวการณ์ ทำจิตใจให้สบาย เช่น ฟังเพลง หันหน้าสู่ความสงบของธรรมชาติหรือศาสนา การออกกำลังกาย การฝึกโยคะ หรือมวยจีน ต่างช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเซโรโทนินซึ่งทำให้รู้สึกสบายขึ้น แต่บางคนอาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อการเยียวยาบำบัดโรค

ตารางเปรียบเทียบจำนวนแคลเซียมในอาหารชนิดต่างๆ

ชนิดของอาหาร ปริมาณแคลเซียมที่พบ
นมไร้ไขมัน (skim milk) 8 ออนซ์
เนยแข็ง แบบ Swiss cheese 1 ออนซ์
ปลาซามอลบรรจุกระป๋อง พร้อมกระดูก ปริมาณ 3 ออนซ์
เต้าหู้ครึ่งถ้วยตวง
ผักบรอกเคอรี่ ครึ่งถ้วยตวง
300 มิลลิกรัม
272 มิลลิกรัม
203 มิลลิกรัม
130 มิลลิกรัม
89 มิลลิกรัม

ร่างกายของคนบางคนไม่มีน้ำย่อยสำหรับน้ำตาลในน้ำนม ปัญหานี้ชาวเอเชียพบมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ คนนิโกรและอเมริกันอินเดียนแดง เจ้าถิ่นพบประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ ผิวขาวพบได้ 25 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคนกลุ่มนี้มีอาการท้องอืด, ท้องเฟ้อ, มีแก๊สในท้อง, คลื่นไส้ ปวดท้องเสียดปวดมวน ท้องเสีย หลังจากเขาดื่มนม หรือบริโภคผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยแข็ง ไอศกรีม แต่นมเปรี้ยวซึ่งบางคนอาจรับประทานได้ เพราะจุลินทรีย์ (Lactobacilli) ช่วยย่อยน้ำตาลในนมไปบ้างแล้ว สมัยนี้มีน้ำนมพิเศษที่วางขายตามท้องตลาดสำหรับคนกลุ่มนี้ คือเป็นน้ำนมที่น้ำตาลของนมถูกสลายตัว คนกลุ่มนี้อาจต้องพึ่งยาเม็ดที่เป็นสารย่อยน้ำตาลของนม (lactase tablets) และควรรับประทานแคลเซียมเพิ่มจากผักใบเขียว, ปลาตัวเล็กๆ ทั้งตัวทั้งก้างและวิตามินที่มีแคลเซียมผสม ผู้ชายอายุระหว่าง 25-65 ปี ควรรับประทานอาหารและอาหารเสริมให้ได้แคลเซียม ประมาณ 1000 มิลลิกรัมต่อวัน ถ้าอายุเกิน 65 ปี ควรถึง 1500 มิลลิกรัมต่อวัน สตรีอายุระหว่าง 25-50 ปี ควรได้รับแคลเซียมทั้งหมดประมาณ 1000 มิลลิกรัม ยามอยู่ในวัยทองช่วงหมดระดูแล้ว ถ้าสตรีผู้นั้นได้รับฮอร์โมนสตรีเพศเอสโตรเจนเสริม เธอควรได้รับแคลเซียมวันละ 1000 มิลลิกรัม แต่ถ้าเธอไม่ได้รับฮอร์โมนเสริม เธอควรได้รับแคลเซียมถึง 1500 มิลลิกรัม ทั้งนี้เพื่อป้องกันโรคกระดูกผุ กระดูกเสื่อม จนถึงกระดูกหัก

อาการปวดท้องมวน จุกเสียด ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ เบื่ออาหาร มีเลือดในอุจจาระ อาจเกิดจาการบริโภคอาหารที่เป็นพิษ ซึ่งอาการมักเกิดภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากรับประทานอาหารที่เป็นพิษเข้าไป โดยเฉพาะอาหารทะเล หอยนางรมดิบๆ อาหารเหล่านี้มีเชื้อโรค, เชื้อไวรัส, แบคทีเรีย หรือพยาธิต่างๆ แทรกแอบแฝงอยู่ อาหารไข่ดิบ หรือสัตว์ปีกที่ไม่สุกมักมีเชื้อไข้รากสาด เนื้อบดที่ไม่สุกดี นมวัวที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยวิธีพาสเจอไรซ์และน้ำแอปเปิล บางครั้งมีเชื้ออีโคไล ซึ่งเป็นพิษดังที่เคยเป็นข่าวใหญ่เกี่ยวกับแฮมเบอร์เกอร์มาแล้ว ช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่อาหารบูดเสียง่าย คนที่อยู่ต่างประเทศไปเที่ยวประเทศไทย จำนวนเชื้ออีโคไลในน้ำอื่มน้ำประปาซึ่งใช้บ้วนปาก ล้างจานในต่างประเทศมีน้อยกว่า จำนวนเชื้ออีโคไลในน้ำประปาของประเทศไทย อีกทั้งการล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมอาหาร นอกเหนือไปจากการรักษาสุขลักษณะในครัว และเครื่องปรุงอาจไม่พิถีพิถันพอ ดังนั้นอาการปวดท้อง ท้องเสียอาจเกิดขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยว วิธีป้องกันคือ ต้องเลือกแหล่งร้านอาหารและน้ำดื่ม แม้กระทั่งน้ำบ้วนปากแปรงฟันในบางแห่ง ยามเมื่อเกิดอาการท้องเสีย ไม่ควรรับประทานอาหารเข้าไปอีกควรอดอาหารอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายอาหารเสียที่เป็นพิษออกให้หมด ควรดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะน้ำชา หรือน้ำขิง ซึ่งช่วยลดอาการคลื่นไส้หรือน้ำโคล่าที่ปล่อยให้ฟองอากาศออกหมอเหยาะเกลือเล็กน้อย ถ้าเกิดปัญหาอาหารเป็นพิษ ไม่ควรรับประทานยาแก้ท้องเสียเพราะเป็นการบังคับให้ร่างกาย เก็บอาหารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายไว้ แต่บางครั้งต้องรับประทานยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรค และพวกเป็ปโตบิสมอล (Pepto-Bismol) ช่วยลดอาการดังกล่าวได้บ้าง

ถ้าท่านมีอาการปวดเสียดในท้องซึ่งเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารไปได้หนึ่งถึงสองชั่วโมง มีอาการท้องเสียเป็นระยะมานาน มีไข้ น้ำหนักตัวลดและอุจจาระมีมูกเลือด ท่านอาจมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อักเสบเรื้อรัง ที่เรียกว่า Inflammatory Bowl Disease เช่น Crohn's Disease และ Ulceralative colitis อาการบางครั้งเข้าใจผิดว่า เป็นไส้ติ่งอักเสบ กรณีลำไส้อักเสบเรื้อรังนี้อาจเกิดจากความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันที่มีปฏิกิริยากับเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียซึ่งอยู่ในลำไส้ ความเครียดอาจเป็นตัวเสริมให้โรคนี้กำเริบ อาหารพวกรสเผ็ดจัดหรือมีไขมันสูง อาจทำให้คนที่เป็นโรคดังกล่าวมีอาการมากขึ้น และท้องเสียมากขึ้น อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้าสาม (Omega-3 Fatly acid) เช่น ปลาซาลมอล ปลาทูนาอัลบาคอร์ ถั่วเหลือง ต่างมีสารเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบ วิธีการลดความเครียดต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว รวมทั้งการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยบรรเทาอาการได้ บางครั้งแพทย์ต้องให้ยาปฏิชีวนะ ยาสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบและอาการปวดท้อง อาการท้องเสีย โดยร่วมกับยาลดการอักเสบชนิดอื่นๆ อีก

อาการปวดท้องที่มีต้นเหตุจากการอักเสบของไส้ติ่งนั้นมักเป็นการปวดเจ็บ เฉพาะที่ท้องน้อยข้างขวา แต่อาจเริ่มแถบบริเวณรอบสะดือ อาการปวดอาจเริ่มน้อยๆ ก่อน แล้วเพิ่มความรุนแรงจนตัวงอ บริเวณที่รู้สึกปวดมักมีอาการเจ็บมากขึ้นถ้าใช้นิ้วกดลงบริเวณนั้น แต่ต้องแยกจากอาการปวดที่มีต้นเหตุจากปีกมดลูกข้างขวาอักเสบในสตรี การตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือถุงน้ำที่รังไข่แตก หรือเนื้องอกที่รังไข่บิดหมุนตรงขั้วของรังไข่ รวมทั้งกรณีที่เวลาไข่ตก ซึ่งเป็นระยะเวลาสองสัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน หรือกรณีที่มีถุงเลือดอยู่นอกมดลูก ซึ่งเรียกว่า Endometriosis ทำให้สตรีมีอาการปวดท้องก่อน และขณะมีระดู อาการปวดท้องซึ่งเกิดจากไส้ติ่งอักเสบนั้นมักร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก อาจมีไข้ต่ำๆ ดังนั้นถ้าท่านมีอาการปวดท้องนานกว่า 12 ชั่วโมง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

คนเราเมื่ออายุยืนยาวมากขึ้น โรคมะเร็งซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการแบ่งตัวของเซลล์ ตามอวัยวะต่างๆ ย่อมพบมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ถ้าท่านมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก อุจจาระมีเลือด เลือดออกทางช่องคลอดกะปริบกะปรอย รอบเอวขยายใหญ่ขึ้นท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ ท้องผูก ท้องเฟ้อสลับกับท้องเสีย อาเจียนเป็นเลือด น้ำหนักตัวลด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม ท่านควรรีบปรึกษาแพทย์เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งถึง มะเร็งของทวารหนัก ลำไส้ใหญ่ มดลูก ปากมดลูก รังไข่ กระเพาะอาหาร ตับ และตับอ่อน รวมทั้งหลอดอาหารได้ ดังนั้นอาการปวดท้องย่อมมิใช่ธรรมดาเสียแล้ว



[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 23 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2542]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600